สุรวาท ทองบุ แสดงความเห็นต่างในฐานะกรรมาธิการ เห็นควรยกเลิกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทั้งหมดเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน และวิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง คสช. ที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจ เกิดความเสียหายต่อระบบการศึกษา โดยเฉพาะในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่ขาดการมีส่วนร่วมและการถ่วงดุล
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการ เสียงส่วนน้อยในมาตรา ๓ ในมาตรา ๓ นี้ในส่วนแรกที่รัฐบาลร่างมาเราก็เห็นด้วยนะครับ ที่จะต้องยกเลิกระเบียบการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ แล้วก็ฉบับอื่น ๆ ด้วย รวมตลอดทั้ง ถ้าจะมีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ก็ให้เปลี่ยนคณะกรรมการสภาการศึกษา ไปเป็นตรงนั้น แล้วก็เพิ่ม (๕) นี้ แต่ว่าในการประชุมในชั้นกรรมาธิการ เราได้พิจารณากันมาก ในมาตรานี้ ส่วนตัวผมกับกรรมาธิการอีกหลายท่านยังเห็นว่าพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาตินี้เป็นเหมือนธรรมนูญของการศึกษา หรืออาจจะเรียกว่าเป็นกฎหมายแม่ เป็นกฎหมายที่จะเปิดทางให้เกิดกฎหมายอื่น ๆ ในระดับพระราชบัญญัติ แล้วก็กฎระเบียบ รอง ๆ ลงไป เห็นว่าเมื่อมันเป็นธรรมนูญ แล้วเรายกเลิกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งหมดนั้น ก็ทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างทั้งองคาพยพมันเปลี่ยนแปลงไป มันควรอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ด้วยซ้ำไป เนื่องจากว่าในพระราชบัญญัตินี้ได้มีหน่วยงานใหม่ คือสำนักงาน คณะกรรมการนโยบาย มีสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ๒ หน่วยงานนี้เกิดขึ้นใหม่ ๒ หน่วยงานนี้ได้ทำหน้าที่อื่น ๆ แทนหน่วยงานทั้งหมดทั้งหลายที่มี ที่เกิดจากกฎหมายลูก ที่เกิดจากกฎหมายนี้ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นจะเกิดความซ้ำซ้อนกันถ้าไม่ยกเลิก กล่าวคืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา รวมทั้งสภาวิชาชีพในหลายบทบาทหน้าที่ รวมทั้ง ก.ค.ศ. ซึ่งต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ก็ไปเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย และสถาบันหลักสูตรแทบทั้งสิ้น จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม การยกเลิกทั้งหมด ยกเลิกหน่วยงานอะไรทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะเด็ด ประหารชีวิตหน่วยงาน และผู้บริหาร บุคลากร ข้าราชการทันที แล้วผมได้เสนอให้ไปเขียน เพิ่มบทเฉพาะกาลว่าให้สำนักงานต่าง ๆ เหล่านั้น คณะกรรมการต่าง ๆ นั้นยังคงทำหน้าที่ ของตัวเองต่อไปจนกว่ารัฐมนตรีกับปลัดกระทรวงที่จะจัดระเบียบ ซึ่งท่านขจิตรได้พูดไปแล้วว่า เป็นการลดระดับ แท้จริงแล้วควรจะตราเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมก็ได้ สงวนความเห็นว่าถ้ายกเลิกได้ไม่ทั้งหมด แต่ว่าสิ่งที่มันเป็นตราบาปให้กับวงการการศึกษา คือคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๗ ที่ ๑ ที่ ๑๖ ที่ ๑๗ ที่ทำร้ายระบบการศึกษา ที่ทำให้ การศึกษาย่ำรอยถอยหลังอยู่กับที่ เกิดความสับสน จนกระทั่งมีการแก้ไขคำสั่งที่ ๑๙ กลับคืนไป เอาอำนาจเหล่านี้ คำสั่งที่ผมเอ่ยเมื่อสักครู่นี้ ๔ คำสั่งนี้ มันก่อให้เกิดคณะกรรมการชุดใหม่ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น คปภ. คณะ กสจ. ก.ค.ศ. คุรุสภา สกสค. องค์การค้าชุดใหม่ ซึ่งชุดใหม่นี้ เดิมทีเขาเป็นไตรภาคี มีผู้มีส่วนได้เสียอย่างน้อย ๓ ฝ่าย คือฝ่ายผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรอบรู้และเป็นกลาง แล้วก็ฝ่ายผู้ปฏิบัติทั้งหลายหรือผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งได้แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นก็ไม่ได้อยู่ในนั้น จากการที่มีรัฐมนตรีเป็นประธานในบอร์ดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุรุสภา สกสค. องค์การค้า ก.ค.ศ. อะไรเหล่านี้ ทำให้เกิดความเสียหาย อย่างที่เราเห็น มีการตั้งผู้บริหารของหน่วยงานนี้ เราก็เห็นแล้วว่าไปแก้คุณสมบัติได้โดย คณะกรรมการชุดนี้มีรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นกรรมการทั้งสิ้น ไม่มีผู้ประกอบการ เช่น คุรุสภาเดิมมี ๓๙ คน แต่ว่าชุดใหม่นี้เพียง ๑๐ กว่าคน ซึ่งรัฐมนตรี เป็นประธาน แล้วก็ผู้บริหารในกระทรวงเป็นกรรมการ ก.ค.ศ. ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐมนตรีว่าการมีภาวะผู้นำ มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความเข้าใจ ความเห็นใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าถ้าไม่มี ที่สุดก็จะให้หัวหน้าส่วนราชการใดส่วนราชการหนึ่งซึ่งทำงาน ด้วยกันไม่กล้าขัดแข้งขัดขากัน ใครเป็นเจ้าของงานก็ได้รับการอนุมัติตามนั้น ซึ่งจากการ ปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ตั้งโดย คสช. ซึ่งไม่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นเข้ามา มันขาดกับ หลักการกระจายอำนาจ ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการถ่วงดุลและตรวจสอบ เดิมเคยเป็น ไตรภาคีก็เหลือภาคีครึ่ง เป็นการรวมศูนย์อำนาจ ลองผิดลองถูกอย่างที่เห็น ผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่าง ก.ค.ศ. ออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ มี ว. เข้ามาทุก ๖ เดือน มีความสับสนวุ่นวาย เสียสิทธิประโยชน์ของเพื่อนครูมากมาย มีกฎเกณฑ์อะไรที่เขาเรียกว่ามีทั้งวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ขึ้นในยุคสมัยนี้ ซึ่งไม่เคยมียุคสมัยไหนตกต่ำถึงขนาดนี้ จะทำอะไร ออกหลักเกณฑ์ทุกที จะย้ายเมื่อไรออกทันที จะสอบผู้บริหารเมื่อไรออกทันที อันนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอย กับหลักกับการ ลองผิดลองถูกแก้ไขอยู่ เนื่องจากว่า มีคณะกรรมการชุดเล็ก ๆ ชุดที่ คสช. ออกแบบไว้ คุรุสภาเช่นเดียวกันครับ คุรุสภา เราจะเห็นว่าตั้งผู้บริหาร ตั้งแล้วตั้งอีกก็ไม่ผ่าน ออกข้อบังคับอะไรทั้งหลายออกมา เขาเคยผลิตครูที่ถือว่าอยู่ในยุคที่เป็นยุคทองของการเป็นครู นักเรียนชั้น ม. ๖ สนใจเรียนครู มากที่สุดในรอบ ๑๐ ปีก่อนโน้น แต่เมื่อ คสช. เข้ามาและมีคำสั่งนี้ทำให้ไม่มีใคร อยากจะเรียนครู เมื่อก่อน ๕ ปี คุรุสภาชุดนี้ก็มาบอกเหลือ ๔ ปี แล้วต้องสอบใบอนุญาต เดิมสอบ ๕ วิชา ต่อมาเหลือ ๔ ต่อมาเหลือ ๒ ไม่ทันได้สอบเลยครับ ก็เปลี่ยนหลักเกณฑ์ นี่คือสิ่งที่เกิดความเสียหาย แล้ววันนี้ก็มีศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ถามว่าวันนี้ ทำอะไร เป็นเสือกระดาษ เป็นบ้าหอบฟางเขาบอก ไม่ทำอะไร ทำยุทธศาสตร์มีแต่เอกสาร เท่านั้น ครูที่อยู่โรงเรียน ผู้บริหารที่อยู่โรงเรียนไม่ได้รับผลอะไรเลยในทางบวกเมื่อมี ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาค ดังนั้นผมจึงเสนอให้ยกเลิกคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๗ ที่ ๑ ที่ ๑๖ ที่ ๑๗ ครับท่านประธาน