ตวง แจงผลพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ปรับโครงสร้าง-เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖

ตวง อันทะไชย แถลงรายงานผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หลังกระบวนการพิจารณานานกว่าปี ผ่านกลไกต่างๆ ทั้งคณะทำงาน อนุกรรมาธิการ และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภูมิภาค พร้อมชี้แจงการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายกว่า 48 มาตรา ทั้งการปรับโครงสร้างการศึกษาให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การผลักดันให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลเพื่อจัดการทรัพย์สินและรายได้เอง และการปฏิรูปบทบาทครูสู่ผู้อำนวยการการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล พร้อมเสนอให้มีกลไกนโยบายการศึกษาแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและยุคสมัยตามกรอบรัฐธรรมนูญ

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ขอนำเสนอรายงานผลการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมดังต่อไปนี้

ประการแรก ตามที่ที่ประชุมรัฐสภา ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันศุกร์ที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๕ และครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ได้พิจารณารับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และตั้งกรรมาธิการขึ้นมา ๔๙ คน เพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยการกำหนดแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภา ยื่นคำแปรญัตติ จำนวน ๗ ท่าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา กระบวนการในการรับฟังนั้น เริ่มจากการ รับฟังขณะที่มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติใน ๔ ภูมิภาค กับผู้ที่มีส่วนได้เสีย ทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา

ประการที่ ๒ กระบวนการในการพิจารณานั้นคณะกรรมาธิการได้ใช้กลไก สำคัญ คือกลไกคณะทำงาน ผมเรียนท่านประธานว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่โควิด (COVID) กำลัง ระบาดหนัก การใช้กลไกคณะทำงาน และคณะอนุกรรมาธิการเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วย คณะกรรมาธิการในการประชุม ส่วนกลุ่มที่ ๓ ที่มาช่วยก็คือผู้แทนกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรี ได้มอบให้เข้ามาช่วยในการยกร่างกรณีที่มีปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะอนุ กรรมาธิการ คณะทำงาน หรือผู้แทนกฤษฎีกาก็ตาม จะต้องนำผลการประชุมการตัดสินใจ ดังกล่าวนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นมติที่ประชุม ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือว่าเป็นธรรมนูญว่าด้วยการจัดการศึกษา เป็นกฎหมาย แผนแม่บทว่าด้วยการบริหารการจัดการศึกษาที่ตราขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หมวด ๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ จ. ประกอบมาตรา ๒๖๑ โดยมีมาตรา ๕๔ เป็นบทหลักในการที่จะกำหนดทิศทางในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาของประเทศเรา ประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมและเป็นหลักการที่ผมขอประทานอนุญาตได้กราบเรียน ต่อท่านประธาน ต่อที่ประชุม ความมีดังต่อไปนี้

คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมทั้งหมดใช้เวลา ๑ ปี ๑ เดือน ๖๒ ครั้ง พิจารณาแก้ไขทั้งหมดมีจำนวน ๑๒๘ มาตรา กรรมาธิการแก้ไข ๒๘ มาตรา กรรมาธิการ ตัดออก ๓ มาตรา กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ๗๙ มาตรา กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ในหมวด ๖ จำนวน ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และส่วนที่ ๕ กองทุนของแผ่นดิน คณะกรรมาธิการได้เพิ่มมาตราขึ้นใหม่ ๒๑ มาตรา มีสมาชิกรัฐสภา สงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติ จำนวน ๗ ท่าน มีกรรมาธิการสงวนความเห็นจำนวน ๒๘ ท่าน

ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นสำคัญที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือ สิ่งที่กรรมาธิการได้ค้นพบใน ๑ ปีนั้นมีเรื่องที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิก รัฐสภา ดังต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมว่า กรรมาธิการได้ค้นพบว่ากระบวนการในการพิจารณากฎหมายของประเทศเรานั้น เป็นกฎหมายที่เป็นการพัฒนาการทางกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความประวัติศาสตร์อันนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าย้อนไปก่อนปี ๒๕๒๓ ที่การจัดการศึกษาไปขึ้นกับประชาบาล สภาในสมัยนั้นเขาออก พระราชบัญญัติว่าด้วยการมีคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติขึ้นมา มีคณะกรรมการ การประถมศึกษาจังหวัด คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ ตลอดจนมีกลุ่มโรงเรียน ขึ้นมา เป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเพื่ออนุวัตให้การจัดการศึกษานั้นพัฒนา จากความเดิมที่อยู่กับจังหวัดออกมาเป็นคณะกรรมการ ปี ๒๕๔๐ หลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ เราได้มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๘๑ ความว่า การจะจัดการศึกษาอย่างไรให้สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปีนั้นเราก็มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เป็นเครื่องมือ ๒ ฉบับที่ออกมานั้น เป็นไปตามกลไก เป็นไปตามการพัฒนาการ กล่าวคือเป็นการปรับโครงสร้างข้างบนทั้งหมด ปี ๒๕๒๓ ก็ปรับโครงสร้างข้างบน ปี ๒๕๔๒ ก็ปรับโครงสร้างข้างบน ยุบ ๘๐๐ อำเภอ ยุบ ๗๖ จังหวัด ยุบ ๑๔ กรม ๒ สำนักงาน ๑ ทบวงมหาวิทยาลัย เป็นกระทรวงศึกษาธิการ ๒๘๕ เขต แล้วกฎหมายก็ไม่ได้มีความสมบูรณ์ จะต้องมีการปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ต่อมา ปี ๒๕๖๐ ที่เราเผชิญวิกฤติทางด้านการเมือง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ประกอบ ๒๕๘ จ. ก็ได้เขียนความเอาไว้ว่าจะต้องให้มีกลไกในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา คราวนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจาก ๑๑๐ มาตรานั้นมีความสำคัญที่อยากจะบันทึกไว้ ในสภา ดังต่อไปนี้

ประการแรก กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านสังเกตให้ดีพูดถึงเรื่องผู้เรียนเป็นหัวใจ สำคัญ ปรากฏไว้ในมาตรา ๘ เป็นหัวใจสำคัญว่าในอดีตไม่เคยพูดถึงผู้เรียนที่เป็นเป้าหมาย สุดท้ายของผู้เรียน แม้จะมีข้อโต้แย้งและความเห็นต่างก็เป็นเรื่องปกติในการจัดการศึกษา

ประการที่ ๒ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสถานศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๓๙ ต้องการให้โรงเรียน มีอิสระ วิชาการ บริหารงานบุคคล บริหารงานทั่วไป ทำไม่ได้ครับ แต่กฎหมายฉบับนี้ ได้เขียนโรงเรียนให้เป็นนิติบุคคล คือหน้างานที่เป็นจุดคานงัดสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ให้สามารถบริหารจัดการที่เป็นประเด็นสำคัญ เช่น เดิมทีโรงเรียนมีรายได้จากสถานที่ อาคาร ของโรงเรียน ทุกอย่างจะต้องส่งคืนคลัง แต่กฎหมายฉบับนี้ได้เขียนบัญญัติเอาไว้ว่าต่อไปนี้ ไม่ต้องส่งคืนคลัง ผมยกตัวอย่างโรงเรียนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ก็ตาม ต่อไปนี้รายได้ที่เกิดจากสถานศึกษานั้นไม่ต้อง ส่งคืนคลัง สถานศึกษาสามารถนำมาเป็นงบประมาณในการจ้างครู ซื้ออุปกรณ์การเรียน การสอน เป็นทุนการศึกษา หรือบริหารจัดการได้ ไม่ต้องส่งคืนคลัง

ประการต่อมา สถานศึกษาที่เราออกแบบ แล้วก็ตรงกันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ก็คือท่านประธานทราบดีว่าโลกในยุคปัจจุบันห้องเรียนไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมอีกต่อไป ปรากฏ ในมาตรา ๑๓ แต่ห้องเรียนมันอยู่ในโลกของไซเบอร์ (Cyber) ที่ผู้เรียนและผู้สอนนัดกัน ไปเจอในห้องหนึ่ง หลังจากที่มีโควิด (COVID) มา ครูในการจัดการเรียนการสอนเปลี่ยนไป จำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผลิตครูแบบใหม่ ครูแบบเดิมปี ๒๕๔๒ คือครูที่สอน หน้าห้องครับ ฝึกสอนหน้าห้อง มีคนไปคอมเมนต์ (Comment) หน้าห้อง แต่ครูรุ่นใหม่ หลังโควิด-๑๙ (COVID-19) มานี้เป็นครูที่สอนหน้าจอคอมพิวเตอร์ครับ ครูจะต้องเป็นคน ออกแบบ ขอประทานอนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เป็นทีเชอร์ (Teacher) อย่างเดียว เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เป็นเมเนเจอร์ (Manager) เป็นออร์แกไนเซอร์ (Organizer) ได้หมด เพื่อให้ผู้เรียนเข้าไปเจอกันในโลกของไซเบอร์ (Cyber) ที่เป็นห้องเรียนของเขา

ประการที่ ๓ ให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาครูที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนผลิตครูก็คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้นสามารถ ออกแบบการผลิตครูแบบใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ประเด็นสำคัญที่ท้าทาย สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะมาก็คือ คณะกรรมาธิการเห็นว่ากลไกใหม่ที่เกิดขึ้นของรัฐบาลต่อไป ที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าใช้ได้หรือเปล่า จะแก้ไขกฎหมายอย่างไร จะปรับปรุงอย่างไร คือคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่เกิดขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้ นำอำนาจของ กระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดนั้นไปอยู่ที่กรรมการชุดนี้ มีอนุกรรมการในการปฏิรูปที่ขับเคลื่อน เป็นบทพิสูจน์ ฝ่ายการเมืองจะได้ช่วยกันออกแบบและแก้ปัญหา หรือจะแก้ไขกฎหมายต่อไป ในอนาคตข้างหน้า

ประการสุดท้าย จุดพลิกที่เป็นสำคัญที่กรรมาธิการเองก็มีความเห็นแตกต่าง และฝากสภาลองช่วยพิจารณาก็คือ บทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๔ ประกอบมาตรา ๑๐๖ นั้น เป็นบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนต่อไปมาทำการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลง ออกกฎหมาย ออกกฎกระทรวง มันท้าทาย กับรัฐบาลชุดต่อไปว่าจะสามารถทำได้หรือเปล่า หรือมีปัญหาอะไร

ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นสุดท้ายที่กรรมาธิการฝากท่านประธาน ผ่านไปยังสภาก็คือว่า ทำอย่างไรเราจะให้ประเทศของเรามีโอกาสในการเดินไปข้างหน้า ไม่ต้องรอกฎหมายที่ดีที่สุด กฎหมายที่ดีที่สุดในโลกไม่มีครับ มันมี ๒ ฉบับ คือฉบับหนึ่ง ยังไม่ได้เขียน ฉบับหนึ่งตกไปแล้ว ประการที่ ๒ โอกาสที่ผมพูดถึงได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานคือโอกาสของคนไทย ของประเทศไทยในการที่จะมีกฎหมายเพื่อพัฒนาเป็นอนุวัติ ให้เป็นไปตามโลกและการเปลี่ยนแปลง ท่านประธานที่เคารพ หลังจากที่คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เห็นว่าควรมีข้อสังเกตที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรทราบหรือควรปฏิบัติ รวมทั้งควรให้การแก้ไขเพิ่มเติมเหตุผลร่างของหลักการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จึงได้บันทึกไว้เป็นข้อสังเกตไว้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ที่ประชุมของรัฐสภาพิจารณาร่วมกัน ผมจึงขอนำเสนอ รายงานผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ของ คณะกรรมาธิการวิสามัญต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาพิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ