ณธีภัสร์ ชี้วัตถุประสงค์การศึกษาไม่สอดคล้องพัฒนาการเด็ก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่กำหนดวัตถุประสงค์และกรอบพัฒนาเด็กตามอายุอย่างเข้มงวด จนละเลยความหลากหลายของผู้เรียน และเรียกร้องให้จัดการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแทนการปลูกฝังอุดมการณ์ของรัฐ

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สำหรับร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากแล้วคงจะไม่พูดถึง ก็ไม่ได้ครับ ก็คือเรื่องวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษาในมาตรา ๖ เพราะเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงทัศนคติ วิสัยทัศน์และแนวทางของรัฐบาลในการ จัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะบ่งบอกได้เลยว่าทิศทางของการศึกษาไทยในอนาคตจะเป็น อย่างไร แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ตามมาตรา ๖ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เด็ก ๆ ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ถูกคาดหวังอะไรไว้บ้าง เด็กในรัฐบาลนี้จะต้องมีร่างกาย จิตใจ สติปัญญาที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีคุณธรรม ภูมิใจและเห็นความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รู้จักรักษาผลประโยชน์ให้ชาติ สามารถสร้างเศรษฐกิจที่พึงประสงค์ได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างผาสุก ผมไม่เข้าใจนะครับท่าน ว่าท่าน แยกสังคมไทยกับสังคมโลกทำไม เราอ้างมาตลอดว่าประเทศเราเป็นสากลเข้ากับสังคมโลกได้ ไม่ใช่หรือครับ แล้วข้อความในมาตรา ๖ บอกเพียงแค่ว่าเด็กที่รัฐบาลต้องการเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้คำนึงถึงเด็กที่ต้องอยู่ในระบบการศึกษาว่าเขาต้องการอะไรบ้างหรือเราจะส่งเสริม เขาอย่างไรให้เขาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เท่านั้นยังไม่พอนะครับท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังเขียนไว้อีกว่าการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ก็จะต้องไปสร้างเด็ก ให้เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ในมาตรา ๘ เสมือนกับการล้างสมองของเด็กในแต่ละช่วงวัย ให้เป็นอย่างที่รัฐบาลต้องการ ผมยกตัวอย่างเช่นเด็กช่วงวัยที่ ๒ อายุเกิน ๑ ปี จนถึง ๓ ปี ต้องฝึกฝนให้ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น เรียนรู้ผ่านการเล่น การสังเกตและการมีปฏิสัมพันธ์ กับผู้อื่นและสภาพแวดล้อม เรียนรู้การพูดและการสื่อสารที่ดี เรียนรู้การสร้างวินัย เข้าใจ ความรู้สึกของผู้อื่น เริ่มรู้จักเผื่อแผ่และเริ่มซึมซับวัฒนธรรมไทยพื้นฐาน ท่านประธานครับ นี่เด็กอายุ ๑ ขวบถึง ๓ ขวบนะครับ แต่เราคาดหวังให้เขาสื่อสารได้ดี มีวินัยและซึมซับ วัฒนธรรมไทย มันถูกต้องแล้วหรือครับ นอกจากการกำหนดสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัยแล้ว การที่เราไปกำหนดว่าเด็กอายุเท่าไรควรจะทำอะไรได้บ้าง เป็นการปิดกั้นพัฒนาการของเด็ก อย่างร้ายแรง แล้วยังเป็นการสร้างความกดดันให้กับเด็กและบุคลากรทางการศึกษา อย่างมากอีกด้วย แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถูกนำมาบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่จะใช้สร้าง ทรัพยากรมนุษย์ ผมไม่อยากนึกภาพเลยครับว่าต่อไปประชากรในประเทศไทยจะมีหน้าตา เป็นอย่างไร ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่าคนแต่ละคนมีศักยภาพและมีความสามารถ มีเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน ท่านจะคาดหวังให้ทุกคนเติบโตมาเหมือนกันไม่ได้หรอกครับ ท่านลืมไปหรือเปล่าครับว่านี่คนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่เราจะป้อนข้อมูลเข้าไปแล้วก็ให้เขาออกมา เหมือนกันหมดได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลหลายคนก็ได้อภิปรายกันไปแล้ว ในวาระ ๑ แต่ข้อความในมาตรา ๖ วัตถุประสงค์ก็ไม่ได้ถูกแก้ไขไปเพื่อเด็ก มาตรา ๘ กรรมาธิการก็ไม่ได้แก้ไขเลยแม้แต่ตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่ ๒ มาตรานี้จะเป็นหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วเกี่ยวเนื่องกับหลายมาตรา แล้วอย่างนี้เราจะปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผ่านไปได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอภิปรายมาไม่ใช่เพราะผมมองว่าการเป็น คนดี ภูมิใจในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือรักษาผลประโยชน์ให้ส่วนรวมเป็นเรื่องไม่ดีนะครับ แต่การเขียนแบบนี้เป็นการนำวัตถุประสงค์ของการศึกษามาใช้เป็นเครื่องมือในการปลูกฝัง ความเป็นชาตินิยมมากจนเกินไปโดยไม่ได้เอาประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้ง และเรากำลัง ยัดเยียดสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าดีให้กับเด็กโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ว่าอะไรดี ไม่ดี และสิ่งไหนเหมาะสมกับเขาเลย สังคมมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับ สิ่งที่ท่านคิดว่าดีและเหมาะสมในยุคท่าน อาจจะไม่เหมาะกับอีกยุคสมัยหนึ่งแล้วก็ได้ แล้วการที่เราเอาแต่คาดหวังว่าเด็กจะต้อง สร้างอะไรให้ประเทศชาติบ้าง พวกเขาก็คงอยากจะถามกลับครับว่า แล้วประเทศทำอะไร ให้เขาบ้าง เราได้สร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เสมอภาคให้เขาแล้วหรือยัง เราได้ เปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาตัวเองตามศักยภาพของเขาแล้วหรือเปล่า ผมอยากให้ทุกท่าน เปลี่ยนมุมมองเรื่องการศึกษาเสียใหม่ เราจะต้องให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง การศึกษา จึงจะมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งประเด็นนี้ก็ได้มีกรรมาธิการอย่างท่านพริษฐ์สงวนความเห็น เอาไว้ โดยกำหนดให้วัตถุประสงค์ของการศึกษาเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการ ตามศักยภาพ และให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นอย่างมาก และในมาตรา ๘ ก็สงวนไว้ โดยไม่ทำให้การจัดการศึกษาบีบคั้นผู้เรียนและบุคลาการทางด้านการศึกษามากจนเกินไป ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ต่อไปอนาคตของการศึกษาไทย จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกฎหมายฉบับนี้ แล้วผมอยากให้ทุกท่านลองนึกดูว่าหาก พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติผ่านไปแบบนี้ ทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้กล้าให้ลูกหลานของท่านเรียนใน ประเทศไทยหรือไม่ ท่านอยากให้ลูกหลานของท่านอยู่ในระบบการศึกษาแบบนี้หรือไม่ ผมจึงไม่สามารถเห็นด้วยกับ พ.ร.บ. การศึกษาที่ล้าหลังและสร้างภาระให้กับเด็กแบบนี้ได้ครับ และผมขอสนับสนุนร่างที่ท่านพริษฐ์สงวนไว้ในมาตรา ๖ และมาตรา ๘ ขอบคุณครับ