รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖

บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือเกี่ยวกับการจัดการศึกษา โดยเสนอให้เพิ่มวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาเพื่อให้บุคคลพัฒนาไปสู่อัจฉริยภาพ และการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในร่างมาตรา ๖ ซึ่งกระผมได้เพิ่มเติมถ้อยคำที่ละเอียดแล้วก็คิดว่ามีความสำคัญมากกว่า คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมเพิ่ม ๒ ถ้อยคำเข้าไปในวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ถ้อยคำที่ ๑ หรือประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของวัตถุประสงค์การจัดการศึกษานั้นจะต้องมีการ จัดการศึกษาเป้าหมายเพื่อไปสู่อัจฉริยภาพ ประเด็นที่ ๒ หรือถ้อยคำที่ ๒ ก็คือ วัตถุประสงค์ การจัดการศึกษา จะต้องเป็นไปเพื่อการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม ผมเห็นว่าถ้อยคำที่ ๑ การจัดการศึกษาต้องมุ่งไปสู่อัจฉริยภาพมีความสำคัญ เพราะว่า ยกตัวอย่างปัจจุบันนี้ ประเทศสิงคโปร์ วัตถุประสงค์การจัดการศึกษาต้องการให้เป็น สมาร์ต เนชัน (Smart nation) เป็นประเทศที่อัจฉริยะ คำว่าอัจฉริยะหรือสมาร์ต (Smart) ก็แปลคล้ายกัน สมัยก่อนจะใช้คำว่าฉลาดเฉลียว เดี๋ยวนี้คำว่าฉลาดเฉลียวก็นิยมใช้กันน้อยลง แล้วก็อาจจะไม่ทำให้กินใจหรือไม่ท้าทายหรือไม่แชลเลนจ์ (Challenge) เท่ากับคำว่า อัจฉริยะ แล้วก็สิ่งรอบตัวไม่ว่าจะเป็นวัตถุ บ้านเมือง หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ เราก็เรียกว่าสมาร์ตโฟน (Smart Phone) เมืองไหนที่เจริญ อย่างเช่นที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เขาก็ทำเป็นสมาร์ต ซิตี (Smart City) หรือว่าโรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลก็เป็นสมาร์ต ฮอสพิทัล (Smart hospital) หอผู้ป่วยก็ยังเป็นสมาร์ต วอร์ด (Smart ward) แล้วก็ห้องเรียนก็ยังเป็นห้องเรียนอัจฉริยะหรือสมาร์ตคลาสรูม (Smart classroom) แต่ทำไมวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา เราไม่ทำให้บุคคลให้เลยจาก ความสมบูรณ์ ในวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ใช้คำเดียวกับปี ๒๕๔๒ คือจัดการศึกษาเพื่อวัตถุประสงค์ให้บุคคลพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และคุณธรรม ที่ผมเพิ่มก็คือว่าวัตถุประสงค์การจัดการศึกษาเพื่อให้บุคคลพัฒนาให้มีความสมบูรณ์ไปสู่ อัจฉริยภาพ ผมก็ไม่ได้บังคับให้ครูบาอาจารย์จะต้องลำบากใจที่จะทำให้เด็กทุกคนไปสู่ อัจฉริยภาพ แต่นั่นละครับ ถ้าเราค้นคว้าไปจริง ๆ เด็กทุกคนหรือผู้ใหญ่ทุกคนจะมี อัจฉริยภาพในตัว ซึ่งอัจฉริยภาพไม่ใช่แปลว่าด้านเดียว ไม่ใช่อัจฉริยภาพทางด้านปัญญา อย่างเดียว อัจฉริยภาพมีหลายด้าน บางตำราก็บอก ๘ ด้าน บางตำราก็บอก ๙ ด้าน ยกตัวอย่างเช่นอัจฉริยภาพทางด้านภาษา บางคนมีความสามารถในการจำเนื้อเพลง จำข้อความต่าง ๆ ได้มาก บางท่านก็มีอัจฉริยภาพทางด้านตรรกะในการคิดคำนวณทาง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็จะมีความสามารถในการเติบโตเป็นอาชีพที่แตกต่างกัน อย่างด้านภาษาก็จะเป็นผู้ที่สามารถที่จะเติบโตไปทางด้านการใช้ตัวอักษร ทางด้านวารสาร ทางด้านสาราณียกรต่าง ๆ ได้ ทางด้านตรรกะ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็เป็น นักวิทยาศาสตร์ได้ นักคณิตศาสตร์ได้ ทางด้านดนตรี ทักษะ ท่านเชื่อไหม นักกอล์ฟเวลาเขา ไปเรียน จังหวะในการตีหรือจังหวะในการสลับกิจกรรมหรือในการทำต่าง ๆ พวกนี้เขาต้อง เรียนพื้นฐานดนตรีด้วย การให้จังหวะ การที่จะออกตัวอะไรบางอย่าง ต้องเป็นบุคคลที่มี อัจฉริยภาพทางด้านจังหวะและดนตรี ก็เป็นนักดนตรีได้ อัจฉริยภาพในเรื่องของมิติ บางคน สามารถจินตนาการ หลับตาแล้วเห็นภาพออกมาเป็นภาพและเขียนออกมาได้ อันนี้ก็เป็น ดีไซน์เนอร์ (Designer) เป็นสถาปนิก เป็นจิตรกรได้ อัจฉริยภาพทางด้านของการเคลื่อนไหว บางคนล้มยาก เคลื่อนไหว แล้วก็เป็นนักแสดงก็ได้ นักกีฬาก็ได้ อันนี้ก็คือเรื่องอัจฉริยภาพ ที่ผมอยากจะเสนอให้เพิ่ม ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าเรื่องของการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม คำว่า ผู้ประกอบการนวัตกรรม หรือภาษาต่างประเทศเขาก็เรียกว่า อินโนเวทีฟ อองเทอเพรอนัวชิพ (Innovative Entrepreneurship) ก็คือว่าเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม เดี๋ยวนี้ถ้าเกิดว่าเรียนแล้วไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ก็ถือว่ายังไม่สามารถบูรณาการ ทุกศาสตร์มาเพื่อการทำมาหากิน ประกอบอาชีพและสร้างงาน สร้างรายได้ แล้วก็ ความเป็นนวัตกรก็สามารถที่จะทำให้อยู่รอด แข่งขันกันในตลาดโลกได้ ผมจึงเห็นว่า การจัดการศึกษา วัตถุประสงค์น่าจะต้องไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์ สังคม ทั้งเศรษฐกิจสังคม ให้ประเทศชาติมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง แล้วก็อยู่รอด แข่งขันกับ ชาวโลกได้ด้วยครับ ท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ