สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยตั้งข้อสังเกตถึงการยกเลิกส่วนภูมิภาคและขยายอำนาจท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจสะท้อนแนวคิดลดบทบาทรัฐกลางจนเสี่ยงต่อการแปรรูปบริการสาธารณะ และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมกับบริบทสังคมไทยในปัจจุบัน.
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมถือโอกาสนี้ได้ขอบคุณท่านผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพี่น้องประชาชนที่ได้ลงชื่อร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะผมถือว่า อย่างน้อยที่สุดเรื่องที่เราได้อภิปรายถกแถลงกันในรัฐสภาวันนี้นั้นน่าจะเป็นคล้าย ๆ เหมือนกับเป็นวาระของการมาทบทวนแนวคิดเรื่องของการกระจายอำนาจสู่การปกครอง ท้องถิ่นในประเทศไทยอย่างเป็นระบบในรัฐสภาครั้งหนึ่ง เพราะเราจะได้ฟังแนวคิด ที่หลากหลายในการพูดถึงเรื่องของการกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่นในรัฐสภา ซึ่งมีหลายมุมหลายความคิดมาก อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อที่จะเป็นแนวคิดหรือชุดความคิด ที่อาจจะนำไปสู่การออกแบบเรื่องของการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทยในอนาคต ต่อไปด้วย ในทางเดียวกันก็เหมือนกับเป็นการสอบทานแนวคิดของสมาชิกรัฐสภาต่อแนวคิด ของการปกครองท้องถิ่นหรือการกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยด้วย แต่ว่าถ้าฟังกันมาโดยตลอดตั้งแต่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมยังไม่เห็นจะมีใคร ที่จะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจเลย ทุกคนสนับสนุนแนวคิดเรื่องการ กระจายอำนาจทั้งหมดเลย และทุกคนก็เข้าใจตรงกันทั้งหมดว่าการกระจายอำนาจก็คือการ ให้คนท้องถิ่นที่รู้ปัญหาได้มีโอกาสในการที่จะแก้ไขปัญหาของตัวเอง ผมก็เลยพยายามที่จะ สำรวจต่อไปว่าแล้วอะไรเป็นเหตุผลของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อเทียบกับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีอยู่ ความจริงในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เขียนไว้ในหมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเขียนไว้ค่อนข้างก้าวหน้าพอสมควร แต่ในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เสนอมานี้จะมีแนวคิดบางอย่างที่แตกต่างออกไป แล้วจะเป็นประเด็นให้เกิด การถกเถียงกันในวันนี้ หลายเรื่องผมเห็นด้วย แต่อีกหลายเรื่องผมก็ยังสงสัยและมีความ เข้าใจว่าทำให้หลายคนอาจจะมีความเคลือบแคลงสงสัยได้ ในประเด็นที่ท่านเสนอมานั้น จุดที่ต้องถือว่าแตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็คือการจัดน้ำหนักและความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในประเทศไทยปัจจุบันที่เรา กำหนดให้มีราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น คณะผู้ร่างมีความเห็นว่าในเวลานี้ ภายใต้การดูแลพี่น้องประชาชนบริการสาธารณะทั้งหมดนั้นส่วนท้องถิ่นมีอำนาจอยู่น้อย นิดเดียว แต่ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคมีอำนาจล้นเหลือมากเกินไป ดังนั้นท่านเลยมี แนวความคิดว่าเรื่องของการปกครองท้องถิ่นน่าจะขยายพื้นที่อาณาเขตการมีอำนาจการดูแล ตลอดจนกระทั่งความเป็นอิสระทางการคลังทั้งหลายมากขึ้นกว่าเดิมอีก เพียงแต่เวลา ท่านเขียนลงในร่างไม่ได้เขียนทำให้แปลความได้ว่าท้องถิ่นมีอำนาจ มีอิสระมากกว่าเดิม แล้วก็มาทำงานร่วมกับส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค แต่ท่านเขียนว่ายกเลิกภูมิภาคซึ่งท่านมี เงื่อนไขเวลาอยู่ มันก็เหมือนกับขยับพื้นที่ส่วนกลาง ขยับขยายกินพื้นที่ส่วนภูมิภาคเข้ามา แล้วก็มีราชการส่วนกลางอยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ผมว่าประเด็นนี้ต่างหากที่เป็นประเด็นแตกต่าง และเป็นประเด็นใหญ่ ผมฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกที่สนับสนุนร่างนี้ และเพื่อนสมาชิก ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ ผมมีความรู้สึกเลยว่าแนวคิดที่เขียนแบบนี้นั้นความจริงต้องยืนอยู่บน พื้นฐาน บนข้อเท็จจริงว่าในแต่ละบริบทของแต่ละสังคมแต่ละประเทศมันอาจจะมีประวัติ ความเป็นมา โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายอำนาจหรือพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ที่แตกต่างกัน แต่อดคิดไม่ได้ว่าแนวคิดในลักษณะของการเลิกส่วนภูมิภาคทันที แล้วก็มี ราชการส่วนท้องถิ่นหรือการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้นโดยทันที มันจะไปคล้าย ๆ กับแนวคิดที่เป็นเสรีนิยมใหม่หรือเปล่า ที่ต้องการลดอำนาจรัฐส่วนกลาง ให้เหลือน้อยที่สุด แล้วก็ให้มีอำนาจที่กระจายออกจากส่วนกลางให้มากที่สุด ซึ่งคล้าย ๆ กับ สุดท้ายก็จะนำไปสู่การไพรเวตไทเซชัน (Privatization) ในบรรทัดสุดท้ายของการที่มีแนวคิด แบบนี้หรือไม่ ซึ่งแนวคิดแบบนี้ก็จะเกิดคำถามเยอะว่าภายใต้บริบทของสังคมไทยอย่างที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันแม้ว่าเราเทียบกับต่างประเทศอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็ตาม สังคมไทยเราจะรับแนวคิด แบบนี้ตลอดจนสามารถที่จะลดผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มุ่งประสงค์ที่จะให้ดำเนินการภายใน ๒ ปีหรือไม่เกิน ๕ ปี ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยตั้งแต่ยุคที่เรามีการสร้างรัฐชาติเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในยุค รัชกาลที่ ๕ เรามีความพยายามที่จะต้องรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางเพราะเรากำลังสร้างชาติ แต่หลังจากนั้นแล้วในปี ๒๔๗๕ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเรามีการกระจายอำนาจ พยายามกระจายอำนาจออกไป ก็มาเผชิญปัญหาอุปสรรคในช่วงที่มีการปฏิวัติกันเยอะ ๆ ปี ๒๕๐๐-๒๕๓๕ แต่หลังจากปี ๒๕๓๕-๒๕๔๐ เมื่อชนชั้นกลางเติบโตมากขึ้นมีภาวะโลกาภิวัตน์ เข้ามากระทบในประเทศไทย แนวคิดของการกระจายอำนาจก็นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ผมชี้ตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นก็เพราะว่าจะให้เห็นบริบทสังคมการเมืองไทย ในแต่ละยุคแต่ละสมัยมันมีความเป็นไปเป็นมาของมัน แต่จุดซึ่งเปลี่ยนแปลงสูงสุดผมไปอ่าน งานของอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประทานโทษเอ่ยนามท่านไม่ได้เสียหาย ก็คือว่ามีการพูดถึง เรื่องของหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าการกระจายอำนาจควรจะมีการจัดความสัมพันธ์ ที่ลงตัว มีความหวังให้ระบบราชการส่วนภูมิภาคปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ตนเองให้โอน ภารกิจหน้าที่ในการบริการสาธารณะที่ใกล้ชิดต่อประชาชนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการแทนคือระบบราชการส่วนภูมิภาคควรมีขนาดเล็กลงและมีหน้าที่กำกับดูแล ให้คำปรึกษากำหนดทิศทางในภาพกว้าง ทิศทางรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องเดินแบบนี้ครับ แต่จุดเปลี่ยนก็คือการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งรัฐบาลหนึ่งหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วไป กำหนดแนวคิดผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ที่มาพร้อมกับการปฏิรูประบบราชการในขณะนั้น แล้วผู้ว่า ซีอีโอ (CEO) ไม่ได้มีอำนาจบริหารส่วนภูมิภาคเต็มที่ก็ไปออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารราชการแบบบูรณาการ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การกระจายอำนาจหลัง ปี ๒๕๔๐ มันชะงักไปอีกครั้งหนึ่ง ผมยกตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นก็เพราะว่าจุดเปลี่ยนของ การกระจายอำนาจตรงนั้นมันก็มีผลยืนต่อมาว่าราชการส่วนกลางก็เข้มแข็งขึ้น ฝ่ายการเมือง ที่เข้าไปก็พยายามที่จะให้มีอำนาจส่วนกลางมีงบประมาณมาก ๆ เอาไว้ ส่วนท้องถิ่นก็จะถูก ให้ความสำคัญลดน้อยลง แน่นอนหลังจากนั้นเมื่อมีการต่อสู้เปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง มาจนสู่การเปลี่ยนแปลงมีการปฏิวัติรัฐประหารต่อมาเรื่อย ๆ แนวคิดที่ทำให้รัฐบาลตรงกลาง เข้มแข็งมันก็ยังคงอยู่ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็พยายามที่จะให้มีการกระจายอำนาจ ออกไป แต่ส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก็คือว่าทำอย่างไรให้ระบบราชการส่วนภูมิภาคนั้น มีขนาดที่ลดลง มีงบประมาณที่ลดลงและถ่ายโอนให้กับการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น จึงเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องของอิสระทางการคลังของท้องถิ่นที่ควรจะมีโอกาสที่ได้สัดส่วน ของรายได้เพิ่มมากขึ้น ถ้าเขียนเฉพาะแค่นี้ผมว่าร่างฉบับนี้น่าจะเป็นร่างฉบับที่รัฐสภา ผ่านไปได้และสามารถพิจารณากันได้ บังเอิญการเขียนเรื่องของการไปยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญนั้นมันขาดสิ่งหนึ่งก็คือการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบว่าถ้ายกเลิกระบบราชการส่วนภูมิภาคไปแล้วมันจะมี อะไรกระทบบ้าง แล้วจะนำไปสู่การที่จะมีการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นที่สามารถ จะตอบสนองต่อปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ไม่สูญเสียความเป็นหนึ่งเดียวกันของการที่รัฐบาลส่วนกลางมีภาระที่ต้องดูแล คนทั้งประเทศด้วย จะจัดความสัมพันธ์ตรงนี้กันอย่างไร บังเอิญว่าแนวคิดตรงนี้ไม่ได้พูดกันชัด แล้วไม่ได้มีเอกสารที่ประกอบถึงผลวิเคราะห์ในส่วนนี้ด้วย เลยเข้าใจว่าทำให้หลายคนเกิด ความเคลือบแคลงสงสัยและไม่แน่ใจว่าบรรทัดสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่ผม คิดว่าสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการเสนอแนวคิดนี้ออกมาแล้ว ผมถือว่าเป็นแนวคิดที่ท้าทาย วันนี้รัฐสภาอาจจะไม่ได้ลงมติ ไปลงในวันหลัง ถ้าผ่านไปสู่ การทำงานในวาระที่สอง ซึ่งผมและพรรคประชาธิปัตย์เราก็ได้คุยกันว่าความคิดบางอย่าง เห็นด้วย แต่ความคิดบางอย่างยังไม่ได้เห็นด้วยเต็มที่นัก แต่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้ร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่การพิจารณาในวาระที่สอง ก็ควรจะต้องมีการนำเอาผลวิเคราะห์นั้น มาถกแถลงกันต่อไปได้ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านรัฐสภาในช่วงปลายนี้ อย่างน้อย แนวความคิดแบบนี้จะยังคงอยู่ และจะทำให้เกิดการถกแถลง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ คณะผู้ร่างเท่านั้น เพราะฟังมาแล้วทั้งหมดเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มของผู้ที่เสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้เท่านั้น แต่แนวคิดของทุกคนที่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจยังคงอยู่ อยู่ที่จะ จัดสัดส่วนเท่าไรเท่านั้นเอง ผมเสนอความคิดนี้มาเพื่อที่จะเรียนกับท่านประธานว่าที่สุดของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะต้องนำไปสู่การวิเคราะห์และถกแถลง มีรายละเอียดเพิ่มเติม ที่มากขึ้น มากกว่าที่จะมาพูดกันช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในรัฐสภาเท่านั้น ขอบคุณครับ