ปิยบุตร แจงร่างแก้รัฐธรรมนูญ ย้ำไม่ตัดแปะ-เพิ่มการกระจายอำนาจ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้แจงและอภิปรายประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าร่างดังกล่าวไม่ใช่การตัดแปะ แต่มีการเพิ่มเติมหลักการใหม่เพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจ การกำหนดบทบาทองค์กรท้องถิ่นตามหลักเจนเนอรัลคอมพีเทนต์ การแบ่งสัดส่วนรายได้ 50 : 50 และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อแก้ปัญหาความซ้อนทับของอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมยืนยันว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ได้ดำเนินการครบถ้วน มีเอกสารรายงานผลและวิเคราะห์ผลกระทบแนบมาอย่างชัดเจน รวมถึงชี้แจงว่าร่างกฎหมายไม่ได้มีเจตนายกเลิกตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แต่จะทำให้บทบาทของท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้นในอนาคต และเสนอให้ประชาชนมีส่วนตัดสินผ่านประชามติภายใน 5 ปี ในการปรับโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาค เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างมีความชอบธรรมและยอมรับได้จากทุกฝ่าย.

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เสนอร่าง

เรียนท่านประธานที่เคารพและ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ชี้แจง ขออนุญาต ใช้เวลาสภาแห่งนี้ในการตอบข้อซักถามหลาย ๆ ประเด็นที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเช้าจนมาถึง เวลาปัจจุบัน ผมรวบรวมหลายประเด็น นับรวมได้ก็น่าจะเกิน ๑๐ ประเด็นขึ้นไป แต่จะ คัดเลือกมาเฉพาะที่สำคัญ ๆ

ประเด็นแรก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านสมาชิกวุฒิสภาจเด็จ อินสว่าง ท่านอภิปรายเป็นคนแรกของซีกวุฒิสภา แต่บอกว่าจริง ๆ แล้วร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่เราเสนอมานี้ไปเอาของปี ๒๕๖๐ แล้วก็มาตัดแปะลงไป แล้วก็มาเพิ่มเติมเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับการมีอยู่ของราชการส่วนภูมิภาค ผมเรียนอย่างนี้จริง ๆ แล้ว ผมก็อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านน่าจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญ พอสมควรว่าเวลาเรามีร่างต่าง ๆ เข้ามาในสภา หรือมีรายงานของคณะกรรมาธิการเข้ามา ก็จะมีสำนักวิชาการทำรายงานแบบนี้ขึ้นมา ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันสำนักวิชาการทำรายงานนี้ ขึ้นมา แล้วในรายงานก็จะมีตารางเปรียบเทียบว่าของปัจจุบันเป็นอย่างไร ของที่เสนอแก้ เป็นอย่างไร อันนี้ก็เช่นเดียวกัน แนวขวางแบบนี้ตั้งแต่เลข ๑-๖ จนไปถึง ๑-๒๐ เปรียบเทียบ ไว้ชัดเจนว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่ได้มีการตัดแปะมาทั้งดุ้น ยกตัวอย่างมาตรา ๒๔๙ ที่ท่านบอกก็เอาของเดิมมาทั้งหมด ไม่จริงครับ เรามีเติมเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแบบกระจายอำนาจ เพื่อเป็นหลักประกันว่าไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลชุดไหน ๆ เข้ามา ไม่ว่าประเทศไทยจะมีใครเป็นรัฐบาลก็ตาม การจัดระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดินในประเทศนี้จะต้องเป็นแบบรัฐเดี่ยว และเป็นรัฐเดี่ยวที่มีการกระจายอำนาจ ออกไปสู่ท้องถิ่นครับ อันนี้เราก็เติมขึ้นมาเพื่อความชัดเจน มาตรา ๒๕๑ อันนี้เป็นสิ่งที่ทาง กระผมเขียนขึ้นมาใหม่จริง ๆ เป็นหลักการใหม่จริง ๆ แล้วก็เป็นการแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน นั่นก็คือเอาหลักการขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษสักเล็กน้อย นั่นก็คือเจนเนอรัล คอมพีเทนต์ (General Competent) หมายความว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไปนี้ จะมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะแบบทั่วไปในท้องถิ่นของตนเอง โดยไม่ต้อง มากำหนดรายละเอียดว่ามีข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ จนถึงข้อ ๒๐ ข้อ ๓๐ อันนี้เป็นหลักการ ใหม่จริง ๆ แล้วก็หลากหลายประเทศก็ทดลองใช้ แล้วผมก็ไม่ได้เอาอะไรมาจากอื่นไกลครับ มาจากงานวิจัยของนักวิชาการจำนวนมาก หลายท่านผมเชื่อว่าเคยอยู่ในสภาปฏิรูปมาก่อนด้วย งานวิจัยเหล่านี้ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม อาจารย์ผมเองครับ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมคิด เลิศไพฑูรย์ งานวิจัยชิ้นนี้ออกมาสด ๆ ร้อน ๆ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔ นำเสนอต่อ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ยืนยันชัดเจนว่าที่ผ่านมามันมีปัญหาเรื่องอะไร เราจำเป็นจะต้อง เสนอแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เขียนเข้าไปใหม่ มาตรา ๒๕๒ เรื่องเกี่ยวกับสัดส่วนรายได้ ๕๐ : ๕๐ นี่ก็เรื่องใหม่ มิฉะนั้นไม่มีสมาชิกอภิปรายโต้แย้งคัดค้านจำนวนมากแบบนี้หรอกครับ ก็เพราะมันเป็น ของใหม่ก็เลยต้องชี้แจงแสดงเหตุผลกัน เรายังเขียนเรื่องเงื่อนไขของการกำกับดูแล เรื่องเพิ่ม การมีส่วนร่วมของพลเมืองในท้องถิ่น พวกนี้ก็เติมเข้าไปเป็นของใหม่ ดังนั้นที่ท่านกล่าวว่า ทางกระผมนั้นเอาของเดิมนั่นแหละมาตัดแปะ แล้วก็เพิ่มเติมเฉพาะเรื่องเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคจึงไม่เป็นความจริงครับ

ประเด็นถัดมา ท่านสมาชิกวุฒิสภาจเด็จ อินสว่าง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าร่างแบบนี้น่าจะสุ่มเสี่ยงเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญในเรื่องกระบวนการด้วย เพราะไม่มีการไปจัดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี เลิกราชการส่วนภูมิภาคได้ไปรับฟังความคิดเห็นหรือยัง ผมเรียนครับ นี่ก็อีกเช่นเดียวกัน ขออภัยท่านอย่าหาว่าสอนหนังสือสังฆราช นี่ครับรายงานชิ้นนี้ก็จะแจกสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน และก็เขียนรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจ เกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช .... นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๗๖,๕๙๑ คนเป็นผู้เสนอ ทำโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในนี้ก็เขียนรายละเอียดหมดว่ารับฟังความคิดเห็น เรื่องอะไร ท่านอาจจะบอกว่ามีเรื่องเลิกภูมิภาคไหม มีสิครับในหน้า ๒ เขียนเอาไว้เลยครับ ชัดเจน ไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้ว ถ้าไม่เชื่อผมดูเอกสารเอาก็ได้ สิ่งที่ท่านพูดแบบนี้กระผม ไม่เดือดร้อนหรอกครับ เพราะผมเป็นผู้ชี้แจง แต่คนที่เขากังวลเดือดร้อน เมื่อสักครู่นี้ผมเดิน ลงไปขออนุญาตใช้เวลาไปเข้าห้องน้ำหนึ่ง ก็ไปพบปะเจ้าหน้าที่สภา ท่านก็กังวลสิครับ เพราะว่าเจ้าหน้าที่สภาเขาเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่สภาเขาทำถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญทุกอย่าง แล้วพอท่านบอกเขาไม่ไปทำรับฟังความคิดเห็น อย่างนี้ทางเขาเสียหาย แต่เขาไม่มีโอกาสชี้แจงหรอกครับ ผมก็ขออนุญาตชี้แจงตรงนี้ว่าเขาทำการรับฟังความคิดเห็น เรียบร้อยแล้ว ขอเพียงแต่ท่านหยิบเอกสารที่เขาแจกให้ทุกท่านอ่านสักนิดหน่อยก็จะทราบ

ประการถัดไป เรื่องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกหลายท่านมีความกังวล ไม่ว่าจะเป็นจากซีก ส.ส. หรือจากซีก ส.ว. ผมยืนยันชัดเจนครับ ก็อ่านตั้งแต่ทุกตัวอักษร ในร่างที่ผมเขียนเสนอขึ้นมา ไม่มีตรงไหนพูดสักแม้แต่ถ้อยคำเดียวเลยว่ายกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ให้ท่านไปกรอเทปเลย บางท่านบอกว่าผมอย่าเพิ่งมาคิดสด ๆ พูดเมื่อสักครู่นี้ เพราะกลัวเสียคะแนน เดี๋ยวกลัวจะไม่ได้รับการลงมติผ่านในชั้นรับหลักการ ก็ไปกรอเทป ดูได้เลย ผมไม่เคยพูดเรื่องการเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วผมก็ไม่เคยบอกเลยว่าร่างนี้ จะนำไปสู่การเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านอาจจะบอกว่าอ้าวก็ไปเขียนนี่ว่าในอนาคตอาจจะมี การจัดทำประชามติยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ก็ต้องขออนุญาตท่านประธานสอนหนังสือ สังฆราชอีกเล็กน้อย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในกฎหมายพระราชบัญญัติลักษณะการปกครอง ท้องที่ ซึ่งออกมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ในหลวงรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ ต่อเนื่องกันมา ก็การปกครองท้องที่ ไม่ใช่ภูมิภาค พอเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปอยู่ตรงไหน ท่านบอกก็มันยังอยู่ในส่วนภูมิภาค ไม่ใช่ครับ ท่านไปดูสิพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในมาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ ไล่ไปเรื่อย ๆ เขาเขียนชัดว่า ราชการส่วนภูมิภาคได้แก่ ๑. จังหวัด ๒. อำเภอ เขาไม่ได้พูดอะไรเลยเรื่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่นี้ท่านอาจจะมีความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกัน คำว่าราชการส่วนภูมิภาคมันจะไม่มีทาง มาจากการเลือกตั้ง แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้ง ราชการส่วนภูมิภาคจะไม่มีทาง มาจากการเลือกตั้งได้เลย เพราะเขาเป็นข้าราชการตัวแทนของส่วนกลาง ที่ส่วนกลางส่ง เอาไปไว้ยังพื้นที่ต่าง ๆ ไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาดสำหรับภูมิภาค แล้วกำนันผู้ใหญ่บ้านมาจาก การเลือกตั้งอย่างนี้จะให้เป็นภูมิภาคได้อย่างไร ดังนั้นจึงไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเลย ตรงกันข้ามในอนาคตถ้ามีการกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริง สถานะของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะดีกว่าเดิมด้วยครับ เผลอ ๆ ได้ค่าตอบแทนเยอะกว่าปัจจุบันอีก เผลอ ๆ ทำงานกับนายก ท้องถิ่นแล้วอาจจะมีความสุขมากขึ้นด้วยก็ได้เพราะมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่ ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ว่าจะไปกระทบกระเทือนกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ประเด็นถัดไป เพื่อนสมาชิกหลายท่านกังวลทั้งซีก ส.ส. และ ส.ว. เกี่ยวกับ การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ผมก็ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเราไม่ได้เลิก ร่างฉบับนี้ไม่ได้ ส่งผลให้มีการเลิกราชการส่วนภูมิภาคโดยทันที แต่เราเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญจึงเสนอว่า ในอนาคตควรให้คณะรัฐมนตรีลองออกแบบแผนมาดูว่าถ้าจะต้องเลิกจะต้องแผนอย่างไร จะต้องโอนกันอย่างไร เหมือนที่เพื่อนสมาชิกผมท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอเอกภพ เพียรพิเศษ ถามขึ้นมาเมื่อสักครู่ว่าแล้วถ้าวันหนึ่งไปจริงแล้วโรงพยาบาลในโครงสร้างของกระทรวง สาธารณสุขจะอยู่อย่างไร เอาเข้าจริง ๆ เรื่องนี้ต้องทำในระดับรัฐบาล คณะรัฐมนตรีก็ต้อง วางแผนกับข้าราชการประจำว่าถ้าวันหนึ่งจะเลิกราชการส่วนภูมิภาคองค์กรที่สังกัดภูมิภาค สังกัดส่วนกลางอยู่เดิมจะเอาไปไว้ตรงไหนอย่างไรไปออกแบบกัน ออกแบบเสร็จแล้วก็ไม่ใช่ ว่าจะสำเร็จทันทีเราก็บอกว่าให้ประชาชนเป็นคนตัดสินผ่านการออกเสียงประชามติภายใน ระยะเวลา ๕ ปี ถ้าท่านบอกว่าท่านพูดแทนข้าราชการ ท่านพูดแทนกระทรวงมหาดไทย ท่านพูดแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านพูดแทนท่านนายอำเภอต่าง ๆ บอกว่าประชามติเลิก แล้วเดี๋ยวถ้าเลิกจริง ๆ ทำอย่างไร ท่านก็ทราบดีว่ากลไกของมหาดไทยนั้นมีอยู่มากมาย มหาศาล ท่านก็ไปต่อสู้รณรงค์ให้พี่น้องประชาชนเชื่อว่าราชการส่วนภูมิภาคยังจำเป็นอยู่ เราบอกกันไม่ใช่หรือว่าประชาธิปไตยคืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนก็ให้ประชาชนเป็น คนบอก ผมไม่ได้เป็นคนบอกและท่านก็จะไม่ได้เป็นคนบอก แต่ประชาชนจะเป็นคนบอก ทั้งประเทศว่าจะมีราชการส่วนภูมิภาคต่อไปดีหรือไม่ ท่านอาจจะกังวลว่าราชการส่วนภูมิภาค ถ้าเลิกไปมันจะไปกระทบกับความเป็นรัฐเดียว ขออนุญาตเอ่ยนามท่านท่าน ส.ว. เสรี สุวรรณภานนท์ ก็ตั้งคำถามตรงนี้ไว้ ผมเรียนอย่างนี้ความเป็นรัฐเดี่ยวหรือความเป็น สหพันธรัฐไม่ได้สัมพันธ์ยึดโยงอะไรกับราชการส่วนภูมิภาค ในโลกใบนี้มีประเทศที่เป็น รัฐเดี่ยวแล้วก็มีภูมิภาค ในโลกใบนี้มีประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยวแล้วก็ไม่มีภูมิภาคมีทั้ง ๒ แบบ ดังนั้นการมีหรือไม่มีภูมิภาคไม่กระทบกับความเป็นรัฐเดี่ยวแน่นอน เอาตัวแบบที่เรายกกันใน ที่ประชุมแห่งนี้บ่อย ๆ อังกฤษกับญี่ปุ่นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นราชอาณาจักร เป็นรัฐเดี่ยวแต่ไม่มีภูมิภาค ดังนั้นการที่จะไปโฟกัส (Focus) สนใจว่ามีภูมิภาคไม่มีภูมิภาค จะกระทบรูปแบบของรัฐท่านไม่ต้องกังวล ยังไม่นับรวมว่าเราก็ล็อกเอาไว้แล้วว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันอยู่ภายใต้มาตรา ๑ นั่นก็คือกระทบกับรูปแบบของรัฐใด ๆ ไม่ได้เลย

ท่าน ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน จริง ๆ ผมเคารพนับถือ ความคิด การแสดงเหตุผลของท่านคำนูณมาโดยตลอด ปีที่แล้วผมก็มาพูดที่นี่ก็คือตั้งแต่ เด็กมาผมก็เป็นแฟนคอลัมน์ท่านในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ และเวลาฟังอภิปรายท่านคำนูณ ผมก็จะตั้งใจฟังจดบันทึก เพราะจะมีประเด็นแหลมคมอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันท่านจับ ประเด็นขึ้นมาบอกว่าจริง ๆ แล้วแม้ว่าในมาตรา ๔ จะเขียนเอาไว้ว่าให้ ครม. ทำแผนยกเลิก ภูมิภาคภายใน ๒ ปี แม้มาตรา ๔ จะเขียนว่าภายใน ๕ ปีให้ไปออกเสียงประชามติว่าจะเลิก ส่วนภูมิภาคหรือไม่ แล้วท่านก็ลงรายละเอียดว่าแต่ลองไปดูมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ เอาเข้าจริง ๆ แล้วพวกนี้แหละจะส่งผลให้เลิกภูมิภาคไปแล้วโดยปริยายผมเรียนท่านแบบนี้ สิ่งที่ท่านท้วงติงขึ้นมาว่าทำไมถึงจะต้องไปเขียนจัดการแก้ไขปัญหากฎหมายอำนาจซ้ำซ้อน แล้วบอกว่าถ้าวันไหนรัฐสภาไม่ยอมไปจัดการให้เสร็จ ถือว่าอำนาจที่ซ้ำซ้อนกันระหว่าง ส่วนกลาง ภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นนั้นให้เป็นอันยกเลิกไป ให้อำนาจนั้นเป็นของส่วนท้องถิ่น ผมเขียนแบบนี้เพราะอะไร ไม่ใช่เขียนอยู่ดี ๆ นึกอยากเลิกราชการส่วนภูมิภาค แต่ผมเขียน ขึ้นมาจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นตลอด ๒๐ กว่าปี นับตั้งแต่เราเริ่มต้นกระจายอำนาจ อย่างเป็นระบบในปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลายท่านในที่นี้ก็เคยเป็น สสร. ยกร่างมา ต่อเนื่องด้วย พ.ร.บ. แผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๒ ซึ่ง ส.ส. หลายท่าน มีบทบาทในการเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา การกระจายอำนาจในครั้งนั้นเราหวังเอาไว้ว่า พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจปี ๒๕๔๒ นั้น จะเป็นเสมือน กฎหมายกลาง เป็นกฎหมายกลางหมายความว่าอะไร มันคล้าย ๆ กับ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง ปี ๒๕๓๙ ที่เป็นกฎหมายกลางสำหรับข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งหลายในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ถ้าหากมีกฎหมายอื่นขัดให้เอา พ.ร.บ. นี้เป็นหลักแทน พ.ร.บ. แผนตอนเขียนกันขึ้นมาก็ตั้งใจแบบนี้ว่าให้ยึดกฎหมายนี้เป็นหลัก หากมีกฎหมายอื่น ที่ยังเขียนติดอำนาจไว้ให้กับกรมนั้น ทบวงนี้ หน่วยนั้นหน่วยนี้อยู่ ให้ถือว่าไม่เป็นไปตามนั้น ให้ถือตอน พ.ร.บ. แผนเป็นหลัก คนร่างเขาก็คิดแบบนี้ตั้งแต่แรกเพราะเขารู้ว่าประเทศนี้ มีกฎหมายเป็นพัน ๆ ฉบับที่เขียนอำนาจให้กับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แล้วมันจะมา ซ้ำซ้อนกับท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจไปตามแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ เขาเลยป้องกันเขียนไว้แบบนี้ครับ แต่ถึงเวลาประกาศใช้มาครับ พอประกาศใช้มาปุ๊บ ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น แนวทางการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาหลาย ๆ ครั้งยืนยันเอาไว้ว่า พ.ร.บ. แผน ๒๕๔๒ ไม่ใช่กฎหมายกลาง ดังนั้นถ้า พ.ร.บ. จัดตั้งท้องถิ่นบอกแบบนี้ พ.ร.บ. แผนบอก แบบนี้ว่าท้องถิ่นมีอำนาจอะไร แต่ในขณะเดียวกัน พ.ร.บ. พิเศษต่าง ๆ เต็มไปหมด ไม่ว่า จะเป็นทางหลวง ไม่ว่าจะเป็นการท่า สารพัด พ.ร.บ. บอกว่ากรมยังมีอำนาจอยู่ก็ให้ถือว่า กรมก็ยังมีอำนาจอยู่จนกว่าจะไปยกเลิกกฎหมาย พอมันสภาพเป็นอย่างนี้มันเลยซ้อนกันครับ พอซ้อนกันก็เกิดปัญหา แล้วก็เกิดปัญหาจริง ๆ ผมยกแค่ ๑ ตัวอย่างแล้วกันครับ นั่นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับการจัดการการทำท่าเรือ กฎหมายแผนและ พ.ร.บ. จัดตั้ง อบจ. บอกไปแล้วว่า อบจ. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำท่าเรือ แต่ในขณะเดียวกันก็มี พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเดินเรือ ในน่านน้ำไทยก็เขียนเอาไว้เช่นเดียวกันว่ากรมเจ้าท่ายังมีอำนาจในส่วนนี้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกใบอนุญาตว่าให้สร้างหรือไม่ให้สร้าง ปัญหาก็เกิดขึ้นครับ อบจ. แห่งหนึ่งท่านก็สู้ บอกว่าตกลงแล้วอำนาจนี้มันเป็นของ อบจ. มันไม่ใช่อยู่ที่เจ้าท่าแล้ว เรื่องนี้ ไป ๆ มา ๆ ขึ้นถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยชี้ขาดบอกในเมื่อกฎหมายทั้งคู่ ต่างมีกฎหมายมาอ้าง ถือว่าทั้งสองหน่วยงานมีอำนาจเรื่องนี้ทั้งคู่ ดังนั้นถ้า อบจ. อยากทำ ท่าเรือทำได้ แต่เขามีกฎหมายพิเศษของกรมเจ้าท่าอีก คุณก็ต้องไปขอใบอนุญาตกรมเจ้าท่าด้วย สุดท้าย อบจ. ก็ไม่มีอำนาจทำเอง อยากทำหรือ ต้องไปขอกรมเจ้าท่าก่อนถึงจะได้ทำ นี่เป็นตัวอย่างของความซ้ำซ้อนกันของกฎหมาย รายละเอียดมีอีกมาก ขออนุญาตแนะนำ ท่าน ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ท่านอื่น ๆ ที่ติดใจประเด็นนี้ นี่คือรายงานฉบับสมบูรณ์ เขียนออกมา สด ๆ ร้อน ๆ เลย เขียนเรื่องงานวิจัยข้อเสนอต่าง ๆ เรื่องเหล่านี้ว่าจะแก้ปัญหา การซ้ำซ้อนกันอย่างไร อย่างที่ผมเรียนเมื่อช่วงเช้าว่าการที่เราเสนอแก้ครั้งนี้เป็นการเติมเต็ม จากสิ่งที่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๒ ได้ทำมาแล้ว แต่มันยังไม่สมบูรณ์หรือทำแล้วมันไม่เป็นไปดังคิด มันเจออุปสรรคอีก ก็เลยจำเป็นต้องเติมเรื่องต่าง ๆ เข้าไปอีกในระดับรัฐธรรมนูญครับ แล้วข้อเสนอต่าง ๆ ของนักวิชาการที่ทำงานวิจัยรวมทั้งสภาปฏิรูปเองด้วยก็เห็นปัญหาเหล่านี้ ถึงเสนอกันขึ้นมาอย่างไรบอกว่าจะจัดการปัญหาตรงนี้อย่างไร ท่านครับ เวลาแผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจบอกว่าโอน โอนภารกิจ โอน โอน โอนต่าง ๆ ไป มันไม่ได้แค่โอน ภารกิจ ทุกวันนี้มันต้องตามมาแก้กฎหมายเป็นร้อย ๆ ฉบับ เช่น เราบอกว่าโอนภารกิจเรื่อง การจัดขนส่งมวลชนไปให้ท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว แต่มันยังมี พ.ร.บ. เก็บตกของหน่วยงานอื่น เต็มไปหมด มันต้องตามไปยกเลิก แล้วพอไม่ยกเลิกก็เกิดปัญหาแบบที่ผมบอกว่ามันมีอำนาจ ทั้งคู่ ดังนั้นข้อเสนอของผมก็เอามาจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นเขาบอกว่าอย่างนี้ต้องเอาให้ชัด ก็คือว่าให้รัฐสภาไปแก้จัดการให้เสร็จ แต่ถ้าไม่แก้สักทีต้องถือเอาตามว่าท้องถิ่นนั้นมีอำนาจ มาก่อน เพราะไม่อย่างนั้นเราจะวนอีหรอบเดิม ๒๐ กว่าปี ที่ท้องถิ่นก็มีอำนาจ ส่วนกลาง ภูมิภาคก็มีอำนาจ แล้วก็ซ้อนกัน ดังนั้นข้อเสนอเหล่านี้จึงไม่ได้ไปสนใจเลยว่าเราจะเลิก ภูมิภาคหรือไม่เลิก แต่ผมเขียนขึ้นมาในมาตรา ๕ มาตรา ๖ และมาตรา ๗ เพื่อจะจัดการ ปัญหาสภาพการกระจายอำนาจที่มันไปไม่ได้สักทีใน ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา จัดการปัญหา อำนาจซ้ำซ้อนกันระหว่างราชการส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น อย่างไรถ้ามีโอกาสผมจะ ขออนุญาตถ้าได้พบเจอท่านเป็นการส่วนตัวจะสำเนารายงานวิจัยหลาย ๆ ฉบับนี้ไปให้ท่าน ประเด็นถัดมาครับ เป็นเรื่องของสมาชิกหลายท่านตั้งคำถามว่าทำไมถึงมาทำกันตอนนี้ สภาจะหมดอายุแล้ว บางท่านจินตนาการไปไกลถึงขนาดว่านี่มาสร้างกระแสหรือเปล่า นี่เอามาหาเสียงหรือเปล่า เจตนาใกล้จะเลือกตั้งแล้วเอาเข้ามาหาเสียงหรือเปล่า ผมเรียน แบบนี้ จริง ๆ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเขาจะอภิปรายอย่างไร ก็ตามเพื่อเป็นการหาเสียง หาคะแนน หาคะแนนนิยม ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะเขามาจาก การเลือกตั้งครับ ไม่ให้เขาหาเสียงกับประชาชนจะให้เขาไปหาเสียงกับ คสช. หรือครับ เขาก็ต้องหาเสียงกับประชาชนสิครับ เพราะเป็นคนเลือกเขามา ไม่ให้เขาหาเสียงกับ ประชาชน ให้ไปหาเสียงกับรัฐมนตรีกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ ปลัดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ อธิบดีกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ อย่างนั้นหรือ เขาก็ต้องหาเสียงกับประชาชนก็ถูกแล้ว แต่ในส่วนของผมซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวอะไรผมก็โดนตัดสิทธิการเมืองไปแล้ว ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้แล้ว แต่ผมมาชี้แจงเพราะเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาเล่า มาบรรยาย มาอภิปรายให้พวกท่าน ได้รับรู้รับทราบ ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่าที่เรานำเสนอเข้ามาแล้วมันบังเอิญมาโผล่เอาเดือนพฤศจิกายน มันก็คล้าย ๆ กับปีที่แล้วที่ท่านสงสัยว่าผมเสนอเข้ามาทำไมเสนอแล้วตอนนั้นไปสอดคล้อง กับการชุมนุมนอกสภา ก็ต้องตอบแบบเดิมอีก ผมไม่ได้เป็นคนบรรจุวาระการประชุมครับท่าน อำนาจการบรรจุวาระประชุมอยู่ที่สภา โครงการรณรงค์อันนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน จริง ๆ ผมอยากจะรวบให้ถึงเป็นแสนเป็นสองแสนเลยนะ แต่เราก็รู้สึกว่าโอเค (OK) อย่างนี้ มันพอสมควรแล้วเสนอเข้ามาเลย ดังนั้นก็ปิดโครงการตั้งแต่กรกฎาคมเอาเข้าสภาตั้งแต่ กรกฎาคม แต่วาระการประชุมเพิ่งได้ประชุม มันก็เลยเข้ามาตอนนี้พอดีไม่ได้เกี่ยวอะไร กับสร้างกระแสหรือหาเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วเรียนท่านว่าผมไม่ได้โฆษณาว่านี่เป็นผลงาน ที่พวกผมเป็นคนริเริ่มขึ้นมา ผมพูดตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าการกระจายอำนาจเริ่มต้นมาตั้งแต่ ทศวรรษ ๓๐ แล้วก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มี พ.ร.บ. แผน ทุกท่านก็ทราบว่าข้อเท็จจริง ตอนนั้น พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนริเริ่ม เป็นคนสำคัญ กฎหมาย อบจ. กฎหมาย อบต. รวมไปถึง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พรรคชาติไทยที่ท่านณัฐวุฒิพูดตอนเช้า พรรคชาติไทยก็เป็นแกนนำ สำคัญในการริเริ่มทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยผมไม่จำเป็นจะต้องมาบอกว่าผมทำก่อน ท่านทำทีหลังท่านไม่เคยทำ แต่ข้อเท็จจริง ทางประวัติศาสตร์มันยืนยันเอาไว้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้เริ่มกันมานานแล้ว แต่มันเริ่มแล้วมันมี อุปสรรค ดังนั้นครั้งนี้จะมาแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น

ท่านกิตติศักดิ์ ส.ว. ท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกบอกว่า ผู้เสนอเข้ามาชี้แจงอย่างนี้ได้อย่างไร โดนตัดสิทธิทางการเมือง แถมยังโดนกล่าวหาในคดี มาตรา ๑๑๒ อีก ครั้งที่แล้วท่านก็ตั้งคำถามแบบนี้ ผมก็ต้องตอบก็คือผู้เสนอร่างกฎหมาย ขอแค่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วผู้เข้าชื่ออายุเกิน ๑๘ ปีก็เข้าชื่อได้หมด จริง ๆ ร่างนี้มีคนอายุ น้อยกว่า ๑๘ ปีเข้าชื่อเต็มเลยนะ แต่อายุไม่ถึงเลยโดนตัดออกเลยเหลือ ๗๖,๐๐๐ ผมโดน เพิกถอนสิทธิต่าง ๆ ผมโดนเพิกถอนสิทธิเฉพาะแค่เรื่องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เฉพาะแค่ เรื่องสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิในการดำรงตำแหน่งในทางการเมืองเช่นรัฐมนตรี ต่าง ๆ ผมโดนแค่นี้ แต่ผมยังมีสิทธิในความเป็นพลเมืองไทยเต็มร้อย ผมยังมีสิทธิในการ รักชาติรักบ้านเมือง อยากเสนอข้อเสนอต่าง ๆ ผมมีสิทธิในการแสดงอภิปรายความคิดเห็น เพราะผมเป็นพลเมืองไทย ผมไม่ได้โดนตัดสิทธิความเป็นคน ผมไม่ได้โดนตัดสิทธิความเป็น พลเมืองไทย แม้ท่านอยากจะให้ผมออกจากความเป็นพลเมืองไทยก็ตาม ท่านก็ตัดผมไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญบอกแล้วว่าเพิกถอนสัญชาติใครไม่ได้ ท่านบอกว่าผมโดนกล่าวหาเรื่อง มาตรา ๑๑๒ ไม่รู้หมายถึงผมหรือหมายถึงคุณธนาธรเพราะบังเอิญโดนทั้งคู่ แล้วรัฐธรรมนูญนี้ ประกันเอาไว้ทำไมครับ เขาบอกว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ผมยัง ไม่โดนพิพากษาเลยของผมอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ก็เดือดร้อนหน่อยเมื่อกี้พนักงาน สอบสวนก็ตามทวงว่าเมื่อไรจะส่งคำให้การ ผมบอกขออนุญาตผมมาชี้แจงที่สภาเดี๋ยวจะรีบ ทำให้ อย่างนี้เท่ากับว่าใครโดนกล่าวหาตามมาตรา ๑๑๒ คนนั้นไม่ได้เป็นพลเมืองไทยหรือ คนนั้นไม่ได้เป็นคนหรือ คนนั้นไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นหรือครับ หวังว่าถ้าครั้งหน้า ผมมีโอกาสเสนออีกท่านจะไม่ถามประเด็นนี้แล้วนะครับ

ถัดไปครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านกรณิศตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษแล้วถ้าวันหนึ่งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นยกระดับขึ้นมาเป็นแบบพิเศษอย่างนี้รัฐบาลต้องทำตามหมดหรือ ผมเขียนเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้ให้ทำเป็น พระราชบัญญัติ ดังนั้นใครเป็นคนตัดสินว่า อปท. จะเกิดหรือไม่เกิด อปท. รูปแบบใหม่ ๆ คำตอบคือไม่ใช่ท้องถิ่นนึกอยากสนุกวันนี้พวกเรามารวมตัวกันตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดีกว่า ไม่ได้ครับ คนที่จะตัดสินคือที่นี่ รัฐสภาแห่งนี้จะเป็นคนบอกว่าจะมีกฎหมายจัดตั้ง องค์กรปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษรูปใหม่ ๆ ขึ้นมาหรือไม่ จะมีเขตเศรษฐกิจแม่สอด จะมี เขตสมุย จะมีท้องถิ่นแบบพิเศษเหมือนกรุงเทพฯ เหมือนพัทยามากน้อยแค่ไหน เพียงไร รัฐสภาแห่งนี้เป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ท้องถิ่นเขารวมตัวกันแล้วเขาทำได้เลย อีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านตั้งคำถามถึงสภาพลเมืองขึ้นมาว่าใช้ระบบหมุนเวียนกันเป็น แล้วสุดท้ายใครเป็นคนคัด ผมเรียนท่านแบบนี้ว่าสภาพลเมืองท้องถิ่นเป็นตัวแบบที่ใช้กันหลายที่และเป็นตัวกระตุ้น ให้พลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองให้กลายเป็นแอกทีฟ ซิติเซน (Active citizen) พลเมืองที่กระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น เราบอกว่าให้พลเมืองในท้องถิ่นนั้นมาทำทะเบียนเอาไว้ แล้วหมุนเวียนกันเป็น ไม่ต้องมีใครเลือก หมุนเวียนกันเป็น แล้วเป็นกันคนละปี พอมันหมุนเวียนกันเป็นฝ่ายการเมืองก็เข้าไปบล็อก (Block) ไม่ได้ ฝ่ายการเมืองถ้าอยากเป็นผู้บริหารไปลงนายกท้องถิ่น ใครอยากเป็นสมาชิก สภาท้องถิ่นไปลงเลือกตั้ง แต่พลเมืองที่อยากขยันตรวจสอบสลับกันเป็น แล้วฝ่ายการเมือง ก็จะครอบไม่ได้เพราะมันหมุนกันเป็น ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยึดสภาพลเมืองท้องถิ่นได้ ดังนั้นจะเป็นหลักประกันในการตรวจสอบได้

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติสมาชิกผู้อาวุโสท่านชินวรณ์ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านตั้งคำถามว่าการออกเสียงประชามติเรื่องนี้ในท้ายสุดมันจะนำมาสู่เรื่องการสร้างความ แตกต่างแล้วมันก็ใช้เงินถึง ๓ พันล้านบาทมันคุ้มค่าหรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้ว่าประเด็นที่แตกต่าง ประเด็นที่เป็นคอนโทรลเวอร์ชวล (Control Virtual) เป็นเรื่องแตกต่างในทางสังคม ประเด็น ในลักษณะที่ไม่ควรให้รัฐบาลหรือรัฐสภาในฐานะผู้แทนประชาชนตัดสินโดยลำพังกันแต่เพียง อย่างเดียว ประเด็นเหล่านี้ยิ่งต้องไปทำประชามติ ประชามติคือเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งนั้น ถ้าเรา เห็นตรงกันก็ขนาดในที่ประชุมแห่งนี้ยังเถียงกันเลยว่าจะมีหรือไม่มีดีราชการส่วนภูมิภาค แล้วผมก็เชื่อว่าบุคคลภายนอก ข้าราชการประจำอาจจะอยากให้มีต่อ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะ บอกว่าไม่ควรมี ดังนั้นเรื่องนี้มันสำคัญมาก ผมจึงคิดว่าถ้าเราเอาไปออกเสียงประชามติ ๓ พันล้านบาทก็คุ้ม แล้วมันเป็นเรื่องปฏิรูประบบราชการทั้งประเทศด้วย แล้วไปถาม ประชาชนเป็นคนตัดสินจึงน่าจะดีที่สุด ส่วนความแตกต่างหลากหลายผมเชื่อว่าสังคมไทย เติบโตมาจนมีวุฒิภาวะแล้ว เราเห็นแตกต่างกันในเรื่องสำคัญ ๆ แต่เราก็พร้อมที่จะเปิด โอกาสให้พูดคุยกัน แล้วก็ตัดสินกันด้วยระบบกลไกที่เราวางเอาไว้อยู่

อีกประเด็นตกค้างอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของบอกว่าทำไมถึงไม่ร่างมาให้ ดี ๆ ก่อน จะมาร่างแล้วก็บอกว่าขอให้รับไปก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยไปแก้วาระ ๒ วาระ ๓ ผมเรียนท่านประธานแบบนี้ว่าทางพวกเราซึ่งเป็นคณะผู้นำเสนอกว่าจะร่างออกมา มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย มีการไปสอบถามความคิดเห็นจากผู้รู้ มีการไปสอบถามความ คิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานจริง ๆ ด้วย แล้วก็เอางานวิจัยมาอ้างอิงจำนวนมาก แล้วก็ยกร่าง ตรงนี้ออกมา ในความเห็นของพวกเราเราเชื่อว่าเราร่างดีแล้ว เราร่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ในความเห็นของพวกท่านกำลังบอกว่ามันยังไม่ดี ดังนั้นเราก็เลยเปิดทางเลยว่า ถ้าท่านว่ายังไม่ดีก็เดี๋ยวเอาไปปรับปรุงกันต่อ ไม่ใช่หมายความว่าผมร่างห่วย ๆ มา แล้วเอามาเสนอ ไม่ใช่ครับ ความเห็นของพวกผมคือผมร่างดีแล้วครับ สุดยอดสมบูรณ์แบบ มาก ๆ ครับ แต่ท่านไม่เชื่อ พอท่านไม่เชื่ออย่างนี้ก็รับไปก่อนแล้วก็มานั่งพูดคุยกันว่าตรงไหน มันปรับลดเติมแต่งอะไรกันได้ นี่ก็กระบวนการทางประชาธิปไตยตามปกติ แล้วท่านไม่ต้อง กังวล เพราะว่าผมเขียนหลักการและเหตุผลเอาไว้กว้างมาก รายละเอียดที่ท่านท้วงติงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการถ่ายโอนต่าง ๆ มันปรับได้หมดครับ เรื่องเกี่ยวกับท่านสมาชิกวุฒิสภาบอกว่าพอกระจายอำนาจไปแบบนี้แล้วไม่มีผู้ว่าราชการ จังหวัดขึ้นมา ไม่มีภูมิภาคขึ้นมาจะกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ แต่ละท้องถิ่นเราก็มีมาตรการ การแก้ปัญหาเรื่องนี้นั่นก็คือรูปแบบของเงินอุดหนุนหรือบล็อกแกรนต์ (Block Grant) เราเสนอว่าเงินอุดหนุนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขจัดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่าง ท้องถิ่นต่าง ๆ ท้องถิ่นรวย ท้องถิ่นจน ท้องถิ่นเก็บภาษีได้มาก เก็บภาษีได้น้อย ถ้าท้องถิ่นไหน เก็บภาษีได้น้อยเขาก็ควรที่จะได้เงินอุดหนุนมากกว่าท้องถิ่นที่เก็บภาษีได้มาก เพราะฉะนั้น ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ก็คิดเอาไว้รอบด้านแล้วก็มีการเสนอแก้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานทิ้งท้ายแบบนี้ครับ นั่นก็คือว่าประเด็นปัญหาทั้งหมด ที่ผมรวบรวมมาจริง ๆ ถ้าท่านสังเกตผมโน้ต (Note) ไว้ทุกประเด็นเลย แล้วก็แทบจะไม่ได้ ลุกออกจากที่เลยไปเข้าห้องน้ำ ๒ ครั้งเท่านั้นเอง รับประทานอาหารก็ไม่ได้ออกครับ เพราะเชื่อว่าต้องติดตามทุกท่านที่ให้ความเห็นดี ๆ ดังนั้นบันทึกลับเก็บเอาไว้หมด เรียบร้อยแล้ว แล้วก็พร้อมที่จะชี้แจงตอบและถ้าหากรับหลักการผ่านต่อไปได้เราจะได้ อภิปรายลงรายละเอียดกันมากยิ่งขึ้นว่าในท้ายที่สุดจะปรับแต่งตรงไหนได้บ้าง ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ