รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

วิรัตน์ วรศสิริน หารือเรื่องการกระจายอำนาจท้องถิ่น และการปฏิรูปการเมืองของไทย โดยเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย กระผมขอแสดง ความเห็นต่อในที่ประชุมนี้ในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง กระผมขอแสดงความเห็น เห็นด้วย กับการกระจายอำนาจ แต่อย่างไรก็ตามกระผมก็ย่อมจะมีความเห็นที่อาจจะมีความเห็น ที่แตกต่างบ้างเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในอนาคตกันต่อไป ต้องยอมรับว่าระบบ การบริหารราชการของกระทรวงมหาดไทยในการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนี้ประสบ กับปัญหา ซึ่งทำให้เราได้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยซึ่งมาจากสายรัฐศาสตร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิงห์ดำ สิงห์แดง สิงห์ดำนี่จุฬา สิงห์แดงธรรมศาสตร์ เดี๋ยวนี้ยังมีสิงห์ทอง สิงห์เงินอีก มากันเยอะแยะไปหมด ทุกคนต่างมาในสายเดียวกันหมด คือสายรัฐศาสตร์ ทำให้การบริหารราชการนี้อยู่ในแนวทางความคิดเดียวกันไปหมด อยู่ในกรอบความคิด การปกครองอย่างเดียว ไม่มีออกไปในทางอื่น ท่านเสรีพิศุทธ์ หัวหน้าพรรคผมได้เสนอ แนวทางไว้หลายครั้งว่าควรจะแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากสายต่าง ๆ อย่างเช่น มาจากสายเศรษฐกิจ เป็นต้น หรือว่าสายวิชาการทางเศรษฐศาสตร์บ้าง หรือว่าทางวิศวกรรม ต่าง ๆ อันนี้ก็ยกตัวอย่างไว้มาหลาย ๆ สายเพื่อจะได้บริหารได้มีคุณภาพที่ดีกว่านี้ เกี่ยวกับ เรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่นทางพรรคเสรีรวมไทยเอง ก็กราบเรียนท่านประธานว่าในการ เลือกตั้งปี ๒๕๖๒ เราได้พูดคุยกันมากแล้วว่าเราอยากจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งประเทศ แต่เราทราบว่าการพัฒนาท้องถิ่นมีปัญหาจากปัญหาระบบราชการอำนาจที่ รวมศูนย์ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจถึงท้องถิ่น ใช้อำนาจตามคำสั่ง อย่างเช่นช่วงสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาเป็นต้น นายกรัฐมนตรีก็สั่งไปที่รัฐมนตรี รัฐมนตรีก็สั่งไปผู้ว่าราชการจังหวัดให้โควิด (COVID) เป็นศูนย์อย่างนี้ ก็ทำให้พี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกันไปหมดทั้งประเทศ โควิด (COVID) มาก โควิด (COVID) น้อย ค้าขายกันไม่ได้หมดเพราะอำนาจของผู้ว่าราชการสั่งการลงไป นายกรัฐมนตรีสั่งการไป ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจที่เป็นทางออกของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามต้องถามว่าตอนนี้เราพร้อมหรือไม่พร้อม ก็อย่างที่ว่าจะพร้อม ไม่พร้อมเราก็ เดินไปก่อน แต่ว่าเรื่องปัญหารายได้จะเป็นอย่างไร จะพร้อมในการใช้ มีรายได้พอที่จะเลี้ยงดู ดำเนินการต่าง ๆ หรือไม่ ผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ นักการเมือง เจ้าพ่อในพื้นที่จะมีปัญหาหรือเปล่า ต่อไปจะแบ่งเป็นจังหวัดแดง จังหวัดเหลือง จังหวัดเขียว จังหวัดชมพู อะไรก็ว่าไป ผมก็คิดไม่ออก ไม่อยากไปคาดเดา เพราะว่าประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่มีพลเมืองใหญ่ จังหวัดใหญ่ จังหวัดเราเล็ก ๆ ทั้งนั้นเลย กระจายกันย่อยเต็มไปหมด ผมขออนุญาตถามว่า การเมือง การปกครองของไทยเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เห็นยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น กันเยอะ ก็ขอนำมาเสวนากันหน่อย เทียบกับประเทศญี่ปุ่นเทียบกันได้หรือไม่ ผมขอนำสถิติ มาเพื่อพิจารณากันดูในสภานี้ ญี่ปุ่นมีจังหวัดที่มีประชากรมากกว่า ๑๐ ล้านคน อยู่ ๑ จังหวัดคือมหานครโตเกียว มี ๑๓ ล้านคน มีจังหวัดที่มีประชากรต่ำกว่า ๑๐ ล้านคน ถึง ๕ ล้านคน มี ๘ จังหวัด ประเทศไทยไม่มี มี ๑ จังหวัดมหานครกรุงเทพฯ ๕.๕ ล้านคน เท่านั้นเอง แตกต่างกันเยอะ มีจังหวัดที่มีประชากร ๕ ล้านคน ถึง ๒ ล้านคน มี ๙ จังหวัด ประเทศไทยไม่มีระดับนี้ไม่มี มีประชากร ๒ ล้านคน ถึง ๑ ล้านคน ๒๐ จังหวัด ประเทศไทยมี ๑๙ จังหวัด ถือว่าใกล้เคียงกัน มี ๑ ล้านคน ถึง ๘๐๐,๐๐๐ คน อยู่ ๙ จังหวัด ประเทศไทย มี ๑ ล้านคน ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน อยู่ ๕๗ จังหวัด เฉลี่ยแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อจังหวัด ท่านประธานว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อจังหวัดมันบอกอะไร มันบอกว่าเราจะมีรายได้พอไหม มันบอกว่าจะมีการซื้อสิทธิขายเสียง กันมากมายหรือไม่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยของเรามีปัญหาหรือไม่ กราบเรียน ท่านประธานครับ ประชากรในประเทศญี่ปุ่นมี ๑๓๕ ล้านคน แบ่งการปกครองเป็น ๔๗ จังหวัด เฉลี่ยแล้ว ๓ ล้านคน ต่อ ๑ จังหวัด ประเทศไทยมี ๗๐ ล้านคน ๗๗ จังหวัด เฉลี่ยแล้ว ๙๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ จังหวัด ขณะที่เขามีประชากร ๑๓๕ ล้านคน แต่เขามี ส.ส. เขต แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ๒๘๙ คน ท่านประธานลองเปรียบเทียบกับประเทศไทยดู เขามี ๑๓๕ ล้านคน แต่มี ส.ส. เขต ๒๘๙ เขตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเขาจะซื้อสิทธิ ขายเสียงเป็นไปไม่ได้ เพราะจำนวนคนมันเยอะมาก ถ้าลองประเทศญี่ปุ่นใช้ ๕๐๐,๐๐๐ คน เหมือนประเทศไทยต่อ ๑ จังหวัด ผมว่าเขาก็ซื้อสิทธิขายเสียงกันทั้งหมดทั้งประเทศนั่นล่ะ เพราะว่ามันเป็นเครื่องการันตี (Guarantee) ว่าเขาจะได้เป็น ส.ส. อย่างแน่นอน ดังนั้นที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงเต็มไปหมด ส.ส. ๕๐๐-๘๐๐ เลือก อบจ. ๒,๐๐๐ เพราะว่าใช้เขตเล็กลงหน่อย อบต. เห็นบอกว่า ๕,๐๐๐ จำนวนประชากรที่แตกต่างกันมาก มันจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นการปฏิรูปต่าง ๆ ผมคิดว่าควรปฏิรูปไปพร้อม ๆ กันกับการปฏิรูป การเมือง น่าจะไปพร้อม ๆ กัน เรากระจายอำนาจผมเห็นด้วย แต่ว่าควรจะปฏิรูปไปพร้อมกัน พูดถึงกระจายอำนาจจะถามว่าดีไม่ดี ผมเชื่อว่าถามใครใครก็ต้องบอกว่าดี มันเหมือนกับเรา ถามว่าการกู้เงินดีหรือไม่ดี ประชาชนก็ต้องตอบว่าไม่ดี แน่นอนเป็นหนี้เยอะ ๆ จะดี ได้อย่างไร ไม่ดี แต่จะไปถาม พลเอก ประยุทธ์ ว่ากู้เงินดีไม่ดี พลเอก ประยุทธ์ ก็ต้องบอกว่า ยึดอำนาจมา ๘ ปี เศรษฐกิจง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่กู้แล้วจีดีพี (GDP) จะโตได้อย่างไร กู้ก็ต้องดีสิ ก็เหมือนกันการกระจายอำนาจก็เหมือนกัน ต่างคนต่างคิดกันไปคนละแบบ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจ แต่โดยที่เราจะต้องพิจารณากันให้รอบคอบว่า จังหวัดไหนพร้อม จังหวัดไหนยังไม่พร้อม ต้องทำไปเป็นทีละจังหวัด ๆ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ