พริษฐ์ ชูกระจายอำนาจ ยันไม่เปลี่ยนรูปแบบรัฐแต่เพิ่มประสิทธิภาพท้องถิ่น

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการกระจายอำนาจ โดยย้ำว่าการกระจายอำนาจไม่ใช่ทางแก้ทุกปัญหาแต่เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโครงสร้างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชี้แจงคลายข้อกังวลในหลายมิติทั้งเรื่องการทุจริต การแบ่งแยกดินแดน และรูปแบบรัฐ โดยย้ำว่าข้อเสนอไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นสหพันธรัฐ แต่เป็นการถ่ายโอนการบริหารไปสู่ท้องถิ่นภายใต้รัฐเดี่ยว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ลดภาระรัฐบาลกลาง และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อประชาชน พร้อมยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นเพื่อแสดงว่าการกระจายอำนาจช่วยรักษาความเป็นหนึ่งของรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และปลดล็อกศักยภาพของประเทศในด้านเศรษฐกิจและประชาธิปไตยฐานราก

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้เสนอ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะผู้ชี้แจงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ เกี่ยวกับ การกระจายอำนาจหรือร่างที่เราเรียกกันว่าการปลดล็อกท้องถิ่น ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนนั้น ทราบดีว่าการกระจายอำนาจนั้นมันไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ทุกปัญหาในประเทศไทยนั้น หายไปในทันที แต่การเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อให้ทุกคนในทุกพื้นที่นั้นมีอำนาจและ ทรัพยากรเพียงพอในการกำหนดอนาคตของตนเองนั้น เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้หลาย ปัญหานั้นที่สะสมมายาวนานหลายสิบปีสามารถถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องของบริการสาธารณะ เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ แน่นอนว่าสำหรับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม มันเป็นเรื่องปกติที่จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ยังลังเล สำหรับคนเห็นด้วยหรือต่อสู้ เรื่องนี้มายาวนาน ผมหวังว่าร่างที่เรานำเสนอในวันนี้จะเป็นรูปธรรมของการพยายามทำให้ สิ่งที่ท่านฝันอยากเห็นนั้นเกิดขึ้นจริงในยุคสมัยของพวกเรา แต่สำหรับใครที่ยังลังเล ผมจะขอใช้เวลาสักเล็กน้อยในการพยายามจะตอบคำถามหรือคลายข้อกังวลที่บางท่าน ทั้งในรัฐสภา หรือประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้านนั้นอาจจะยังคงมี ซึ่งผมสรุปว่าในรอบนี้ ทั้งหมด ๓ ประเด็นหลัก ๆ

ประเด็นหรือข้อกังวลที่ ๑ คือหลายคนอาจจะมีความกังวลว่าหากเรามีการ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น ท้องถิ่นบางแห่งอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ การจัดทำบริการสาธารณะทั้งหมดแทนที่ส่วนกลาง ผมไม่ปฏิเสธว่าท้องถิ่นแต่ละแห่งนั้น ก็มีศักยภาพที่แตกต่างกันออกไป และแน่นอนว่าผู้ว่าราชการและข้าราชการส่วนกลางที่มาก ความสามารถก็มีอยู่เต็มไปหมด แต่ผมอยากชวนทุกคนตั้งคำถามว่าคำว่าความพร้อมในการ จัดทำบริการสาธารณะนั้นมันวัดกันด้วยอะไร และความพร้อมที่ว่านั้นใครที่มีแนวโน้มที่จะมี มากกว่ากันระหว่างผู้บริหารที่ประชาชนในพื้นที่เป็นคนเลือกกับผู้บริหารที่ส่วนกลางเป็นคน แต่งตั้ง หากคุณจะมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะมันมีอย่างน้อย ๓ คุณสมบัติ ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ คุณสมบัติที่ ๑ ที่คุณต้องมีหากคุณจะมีความพร้อมในการจัดทำ บริการสาธารณะคือคุณต้องมีความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ เพราะแน่นอนแต่ละพื้นที่ก็มี ข้อจำกัดความต้องการที่แตกต่างกันออกไป และใครล่ะครับ ที่น่าจะมีแนวโน้มที่จะมีความ เข้าใจในพื้นที่มากกว่ากัน ระหว่าง ก ผู้ว่าที่แม้หลายคนอาจจะเป็นคนเรียนรู้เร็ว แต่ส่วนใหญ่ ก็ต้องมาบริหารจังหวัดที่ตนเองนั้นไม่เคยได้อาศัยหรือใช้ชีวิตอยู่ กับ ข ผู้บริหารที่เติบโต ขึ้นมาและคลุกคลีกับพื้นที่จนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในจังหวัด มาสู่คุณสมบัติที่ ๒ ที่คุณต้องมีหากคุณจะมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะ นั่นก็คือคุณต้องมี ระยะเวลาเพียงพอในการทำงาน และใครล่ะครับ ที่จะมีระยะเวลาเพียงพอในการทำงาน มากกว่ากัน ระหว่าง ก ผู้ว่าราชการจังหวัดที่โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ในตำแหน่งไม่ถึง ๒ ปี กับ ข ผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งที่มีวาระชัดเจนอยู่ที่ ๔ ปี คุณสมบัติที่ ๓ ที่คุณต้องมีหากคุณ จะมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะคือคุณต้องพร้อมผ่านสนามแข่งขันที่จะทำให้ ประชาชนในพื้นที่นั้นมั่นใจและยอมรับว่าคุณเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าคนอื่น ๆ และใครล่ะครับ ที่มีโอกาสจะเป็นที่ยอมรับและที่มั่นใจของประชาชนในพื้นที่มากกว่ากัน ระหว่าง ก ผู้ว่าที่ถูก แต่งตั้งด้วยกระบวนการภายในที่ประชาชนนั้นอาจจะไม่รับรู้ถึงเกณฑ์ หรือไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่า มีตัวเลือกอื่น ๆ ใครบ้าง กับ ข ผู้บริหารที่ต้องลงสนามเลือกตั้งแข่งกับตัวเลือกอื่น ๆ ในสนามแข่งขันที่ทั้งเมืองนั้นจับตามองโดยมีประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้นถ้าท่านจะ บอกว่าท้องถิ่นนั้นไม่พร้อมที่จะจัดทำบริการสาธารณะพื้นที่ ผมก็ต้องขออนุญาตถามกลับไป ว่าอะไรทำไมท่านถึงคิดว่าผู้ว่าราชการแต่งตั้งจากส่วนกลางนั้นถึงจะมีความพร้อมมากกว่า ที่ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ว่าเราไม่มีความสามารถ แต่ด้วยที่มา วาระ และ กระบวนการคัดเลือกที่ยึดโยงกับประชาชน ผู้นำท้องถิ่นโดยเฉลี่ยแล้วกับน่าจะมีความพร้อม มากกว่าผู้ว่าจากส่วนกลางในการจัดทำบริการสาธารณะในพื้นที่ และแน่นอนว่ายิ่งเรา กระจายอำนาจและงบประมาณท้องถิ่นนั้นมีศักยภาพเต็มที่ในการบริหารจัดการและจัดทำ บริการสาธารณะ เราก็ยิ่งมีความคาดหวังว่าท้องถิ่นในภาพรวมนั้นจะมีความพร้อมมากขึ้น ในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ ถนนหน้าบ้านใครพัง โรงพยาบาลไหนขาดงบ ท้องถิ่นก็แก้ได้หมด โดยไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าถนนเส้นนั้นเป็นของหน่วยงานอะไร โดยไม่ต้องมา นั่งลุ้นว่า ส.ส. บ้านเรานั้นเป็น ส.ส. ฝั่งรัฐบาลหรือว่าฝ่ายค้าน แต่ข้อเสนอเรื่องการปลดล็อก ท้องถิ่นของเรานั้นไม่ได้เพียงแต่ช่วยปลดล็อกท้องถิ่นให้มีความพร้อมมากขึ้น แต่ข้อเสนอ ของเรานั้นยังจะช่วยปลดล็อกรัฐส่วนกลางด้วยให้มีความพร้อมมากขึ้น มีเวลามากขึ้น มีสมาธิ มากขึ้นในการทำภารกิจที่ท้องถิ่นนั้นไม่สามารถทำแทนได้ และรัฐบาลส่วนกลางเท่านั้น ที่จะต้องเข้ามาทำ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรฐาน บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน หรือการทำภารกิจที่เกินเลยขอบเขตของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการต่างประเทศ การคลัง หรือว่าโครงการที่อาจจะข้ามเขตหลายจังหวัด ท่านประธานครับ การกระจายอำนาจมันจึง ไม่ได้เป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น แต่การกระจายอำนาจมันคือ การออกแบบกลไกการแบ่งงานให้ทั้งรัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นนั้นสามารถทำงานที่ตนเอง ถนัดนั้นได้ดียิ่งขึ้น

มาสู่ข้อกังวลที่ ๒ ที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไว้ คือความกังวลว่า การกระจายอำนาจนั้นจะเพิ่มการทุจริตคอร์รัปชัน ผมไม่ปฏิเสธว่าปัญหาการทุจริตในระดับ ท้องถิ่นนั้นเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง แต่ผมก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตในระดับ ท้องถิ่นนั้นคือการรวมศูนย์อำนาจทุกอย่างมาไว้ที่ส่วนกลาง และขัดขวางการกระจายอำนาจ หากเราไปดูในรายงานของ ป.ป.ช. หรือพยายามจะนับเหตุการณ์จากข่าวสารตามสื่อต่าง ๆ เราก็อาจจะค้นพบว่าจำนวนการทุจริตในหน่วยงานท้องถิ่นนั้นอาจจะมีจำนวนกรณีมากกว่า การทุจริตในหน่วยงานส่วนกลาง แต่ผมอยากจะชวนเราคิดต่อสักนิดหนึ่งว่าสถิตินี้กำลัง บอกอะไรกับเรา ในขั้นพื้นฐานที่สุดมันคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไรที่จำนวนกรณีการทุจริต ในระดับท้องถิ่นนั้นอาจจะมีจำนวนมากกว่ากรณีการทุจริตในส่วนกลาง ในเมื่อจำนวนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็มีจำนวน ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง สูงกว่าส่วนกลางนั้นหลายเท่าตัว แต่หากเรามองลึกลงไปภายใต้ตัวเลขสถิตินี้ ผมอยากจะชวนทุกคนตั้งคำถามต่อไปอีกว่า การที่เราค้นพบกรณีการทุจริตในระดับท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลางนั้น มันเป็นเพราะว่ามันมี การทุจริตในระดับท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลางจริงหรือเปล่า หรือว่าความจริงแล้วที่มันมีกรณี การทุจริตที่ถูกค้นพบในท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลาง ก็เพราะว่าพอมันเป็นการทุจริตที่เกิดขึ้น ในระดับท้องถิ่น มันเลยสามารถถูกตรวจสอบและถูกเปิดโปงออกมาให้ประชาชนนั้นได้เห็น อย่างชัดเจนกว่า เพราะหากเราลองไปดูงานวิจัยของอาจารย์วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์ และคณะ ในปี ๒๕๖๑ เราจะค้นพบว่าประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานท้องถิ่นนั้น ยอมรับว่ารู้เห็นถึงการทุจริตในหน่วยงานของตนเอง แต่พอเราขยับมาดูสถิติเดียวกัน ในส่วนของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานส่วนกลาง ตัวเลขนี้ไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ทุกท่านครับ ผมเข้าใจดีว่าการกระจายอำนาจมันไม่ได้ทำให้การทุจริตนั้น หายไป แต่ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการกระจายอำนาจนั้นจะทำให้เราแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าท่านยังไม่เชื่อผม ลองไปฟังโรเบิร์ต คลิตการ์ด นักวิชาการ จากสหรัฐอเมริกาที่ได้เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่าปัจจัยที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการทุจริตนั้น มี ๓ ปัจจัยที่สำคัญ ที่เขาได้สรุปมาผ่านสิ่งที่เรียกว่าสมการการทุจริต ซึ่งสถาบันวิจัย ทีดีอาร์ไอ (TDRI) นั้นเคยนำมาเขียนต่อเป็นหนังสือ สมการของคลิตการ์ดมีอยู่ว่า คอร์รัปชัน เท่ากับดุลยพินิจ บวก การผูกขาด บวก ความไม่โปร่งใส ถ้าเราลองมาไล่พิจารณาจาก ๓ ปัจจัยดังกล่าว เราก็จะเห็นชัดว่าการรวมศูนย์อำนาจนั้นมีความเสี่ยงต่อการทุจริตมากกว่า การกระจายอำนาจ มาพิจารณากันในปัจจัยที่ ๑ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการทุจริต นั่นก็คือ การใช้ดุลยพินิจ หากเรามีระบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลางและมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับ โครงการจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ เกณฑ์ในการตัดสินว่าโครงการไหนดี โครงการไหนไม่ดี โครงการไหนควรจะถูกอนุมัติก่อนหรือหลัง ก็จะมีความคลุมเครือและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก แต่ในทางกลับกันหากเรากระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การเลือกตั้ง ท้องถิ่นนี่แหละครับจะเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดที่จะถามประชาชนว่าอยากเห็นนโยบาย หรือโครงการไหน และผลการเลือกตั้งท้องถิ่นก็จะเป็นเกณฑ์ที่ชัดเจนที่สุดว่าโครงการไหน ควรได้ไปต่อ โดยไม่เปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าเราขยับมาพิจารณา ในปัจจัยที่ ๒ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องการทุจริตภายใต้สมการคอร์รัปชันก็คือการผูกขาด ในการตัดสินใจ หากเรามีระบบรวมศูนย์หน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ก็จะมีความผูกขาดและกระจุกตัวโดยปริยาย งบสำหรับถนนทุกเส้นทั่วประเทศก็จะขึ้นอยู่กับ แค่ไม่กี่กรม งบสำหรับโรงเรียนทุกแห่งก็จะกระจุกตัวอยู่กับแค่ไม่กี่หน่วยงาน แต่ในทาง กลับกันหากเรามีการกระจายอำนาจ งบทั้งหมดนั้นก็จะถูกกระจายไปตาม อปท. หลายพันแห่ง โดยแต่ละแห่งนั้นก็จะเป็นคนที่พิจารณาเรื่องโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ตนเอง รับผิดชอบ มาสู่ปัจจัยที่ ๓ ปัจจัยสุดท้าย ที่คลิตการ์ดวิเคราะห์ไว้ว่าจะเพิ่มความเสี่ยง เรื่องการทุจริต นั่นคือการขาดความโปร่งใส ถ้าเป็นระบบแบบรวมศูนย์ งบประมาณก็จะอยู่ ห่างไกลจากประชาชน ภาษีของประชาชนจากทุกพื้นที่ก็จะถูกยำรวมกัน พอเป็นแบบนี้ ประชาชนก็อาจจะรู้ตัวยากขึ้นว่าตนเองนั้นกำลังโดนโกงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งโดนโกงแล้ว ก็อาจจะรู้สึกไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเท่าที่ควรจะเป็น เพราะว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มันถูกเฉลี่ย มันถูกหารกันระหว่างประชาชนเกือบ ๗๐ ล้านคนทั่วประเทศ ในทางกลับกัน ถ้าเรามีการกระจายอำนาจงบประมาณมันก็จะอยู่ในหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนก็จะได้ตรวจสอบงบประมาณได้ง่ายขึ้น รู้ตัวได้เร็วขึ้นหากโดนโกง แล้วก็จะรู้สึก หวงแหนงบประมาณที่โดนโกงไปมากขึ้น เพราะความเสียหายนั้นมันถูกแบ่งกัน ถูกหารกัน ระหว่างคนแค่ไม่กี่คนในพื้นที่หลักพัน หลักหมื่นคน ถ้าท่านฟังมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจ อีกว่าการกระจายอำนาจนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงการทุจริตได้จริงหรือไม่ ผมอยากให้ท่าน ลองจินตนาการไปพร้อมกับผมว่าหากท่านกับผมนั้นเรามาร่วมกันตั้งบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทรับเหมาซ่อมถนนที่พยายามจะทำทุกวิถีทางในการหางาน หารายได้จากรัฐ ด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต ประเทศแบบไหน ระบบแบบไหนที่พวกเราจะร่วมมือกันโกงได้ง่าย กว่ากัน ถ้าประเทศเราเป็นระบบแบบรวมศูนย์ ผมคิดว่าบริษัทของเรานั้นทำงานกันได้เลย ถ้าเราช่วยกันใช้เส้นสายวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจไม่กี่คน เผลอ ๆ เราอาจจะรวยไปตลอดชีวิต ถ้าผู้มีอำนาจที่เราเข้าหานั้นอยากจะหาวิธีเกลี่ยงบมาให้โครงการของเรา ทั้ง ๆ ที่โครงการ ของเรานั้นไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนเขาก็ทำได้ไม่ยาก เพราะทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ มิหนำซ้ำพวกเราเข้าหาผู้มีอำนาจแค่ไม่กี่คนเราก็อาจจะได้งบ ซ่อมถนนทั้งประเทศ เพราะมีแค่กรม ๒ กรมเท่านั้นที่รับผิดชอบถนนทุกสายในทุกจังหวัด แล้วถ้าใครอยากจะพยายามมาตรวจสอบเรา พวกเขาก็จะลำบากหน่อย เพราะต้องไป ไล่หาหลักฐานให้เขาวงกตของข้อมูลที่มีความซับซ้อน และยำรวมหลายส่วนเข้าหากัน แต่ในทางกลับกันถ้าประเทศเราเป็นระบบแบบกระจายอำนาจ ผมคิดว่าบริษัทของพวกเรา จะเหนื่อยขึ้นเยอะเลยถ้าคิดจะโกงเงินภาษีพี่น้องประชาชน เพราะถึงแม้พวกเราจะพยายาม สอดไส้โครงการของเราเข้าไปในแผนงาน แต่ถ้าผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งในพื้นที่นั้น เขาชนะด้วยนโยบายที่ไม่ได้มีโครงการของเราอยู่ในแผน พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพวกเราต้องการได้งานซ่อมถนนทั้งประเทศเราก็ต้องแบ่งแยกร่างกายวิ่งเข้าหา อปท. หลายพันแห่งทั่วประเทศ แต่ในเมื่องบมันถูกซอยย่อยและกระจายไปใกล้ชิดกับประชาชน หากพวกเราจะทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากลมันก็เหมือนกับต้องทำในห้องกระจกใสที่ประชาชน ในพื้นที่นั้นเห็นทุกการขยับตัวของพวกเรา ท่านประธานครับ มันไม่ใช่ว่าผมมองไม่เห็น หรือไม่รับรู้ถึงการทุจริตที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น แต่วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมันต้องไม่ใช่ การขัดขวางหรือการย้อนศรการกระจายอำนาจ แต่วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมันต้องเป็น การกระจายอำนาจไปให้กับท้องถิ่นควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจให้กับประชาชนในการ ตรวจสอบท้องถิ่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูล การเพิ่มกลไกการมีส่วนร่วม หรือการ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้กล้าที่ลุกขึ้นมาเปิดโปงการทุจริตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน

มาสู่ข้อกังวลที่ ๓ ที่สมาชิกรัฐสภาหลายท่านนั้นได้อภิปรายไว้ก็คือข้อกังวล ที่ว่าการกระจายอำนาจนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนรูปแบบรัฐเป็นสหพันธรัฐหรือการแบ่งแยก ดินแดน ท่านประธานครับ เพื่อคลายความกังวลดังกล่าวผมอยากจะย้ำใน ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือการกระจายอำนาจ การปรับรูปแบบรัฐเป็นสหพันธรัฐ และการแบ่งแยกดินแดนนั้นมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เวลาเราพูดถึงการแบ่งแยกดินแดน เรากำลังหมายถึงการสร้างรัฐใหม่ที่แยกตัวออกมาจากรัฐเก่า และมีอำนาจอธิปไตยเป็นของ ตนเอง โดยที่รัฐเก่านั้นไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปเกี่ยวข้องกับรัฐใหม่ได้อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น ประเทศติมอร์-เลสเตที่เขาแยกตัวออกมาจากประเทศอินโดนีเซียเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีก่อน เวลาเราพูดถึงการปรับรูปแบบรัฐจากรัฐเดี่ยวเป็นสหพันธรัฐ อันนั้นก็อีก เรื่องหนึ่งเลย อันนั้นคือเรากำลังพูดถึงการใช้อำนาจอธิปไตยนั้นถูกแบ่งระหว่างส่วนกลาง กับส่วนมลรัฐ จนทำให้อำนาจเกี่ยวกับภารกิจบางส่วนนั้นถูกแบ่งไปอยู่กับมลรัฐอย่างถาวร โดยที่ส่วนกลางนั้นไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อีกต่อไป อย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศเยอรมนี แต่เวลาเรามาพูดถึงการกระจายอำนาจนั้นที่เรากำลังพิจารณาอยู่ใน วันนี้ เราไม่ได้พูดถึงการแบ่งแยกดินแดนหรือการแบ่งอำนาจอธิปไตยมาเป็นสหพันธรัฐ แต่เรากำลังพูดถึงแค่การกระจายอำนาจการบริหารไปสู่ท้องถิ่นโดยที่อำนาจอธิปไตยนั้น ยังคงอยู่กับส่วนกลาง นั่นหมายความว่าในเชิงกฎหมายส่วนกลางก็ยังคงมีอำนาจในการปรับ ระดับการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อยู่เสมอในอนาคต การเสนอให้แก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจมันจึงไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปแบบรัฐ และหากสำเร็จ ประเทศไทยก็จะยังคงเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนเดิม แต่ถ้าสมาชิกท่านใดที่ฟังมาถึงตรงนี้แล้ว ยังกังวลอีกว่าข้อเสนอของเรานั้นจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ผมขอถามท่านเพียงคำถามเดียวสั้น ๆ เลยว่าประเทศอังกฤษกับประเทศญี่ปุ่นนั้นปกครอง ด้วยระบอบอะไร ที่ผมจำเป็นต้องถามแบบนี้ก็เพราะว่าข้อเสนอของเรานั้นมันไม่ได้ไปไกล กว่าการกระจายอำนาจเหมือนกับรูปแบบการบริหารประเทศที่สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น กำลังเป็นอยู่ปัจจุบัน และปัจจุบันนี้ทั้ง ๒ ประเทศนี้ก็ยังคงเป็นรัฐเดี่ยวและปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนที่ท่านประสงค์ให้ประเทศ เราเป็นทุกประการ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะนำเสนอเพื่อคลายข้อกังวลเรื่องนี้ก็คือว่า การกระจายอำนาจคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เพื่อให้เห็นภาพของประเด็นนี้ผมขอยกตัวอย่างของสกอตแลนด์ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของ สหราชอาณาจักร สกอตแลนด์นั้นนับเป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะ แตกต่างจากส่วนอื่นของสหราชอาณาจักร มันเลยไม่น่าแปลกใจนักที่ความต้องการในการ กำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเองนั้นมันเลยเป็นสิ่งที่ชาวสกอตแลนด์หลายคนนั้นเรียกร้อง มายาวนาน เพื่อพยายามจะตอบสนองต่อความต้องการตรงนี้และยังคงรักษาไว้ซึ่งรัฐเดียว รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ก็เลยตัดสินใจ จัดประชามติในปี ๑๙๙๗ เพื่อถามชาวสกอตแลนด์ว่าต้องการให้มีการกระจายอำนาจหรือไม่ ต้องการให้มีการจัดตั้งสภาสกอตแลนด์หรือไม่ ผลปรากฏออกมาว่าประชาชน ๗๔ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย มีเพียงแค่ ๒๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย ถัดมาเกือบ ๒๐ ปี มาในปี ๒๐๑๔ รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็มีการจัดประชามติอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นการถามชาวสกอตแลนด์ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ให้สกอตแลนด์นั้นแยกออกมาเป็นเอกราช ผลปรากฏในรอบนี้มีเพียงแค่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วย โดย ๕๕ เปอร์เซ็นต์หรือเกินครึ่งไม่เห็นด้วย จึงทำให้ สหราชอาณาจักรนั้นยังคงรักษาการเป็นรัฐเดี่ยวไว้ได้จนมาถึงทุกวันนี้ เรื่องนี้มันน่าคิดว่า หากย้อนไปในปี ๑๙๙๗ รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของโทนี แบลร์ ไม่ได้ผลักดัน ให้มีการกระจายอำนาจ ไม่ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งสภาสกอตแลนด์ แต่ยังคงดึงดันบริหาร สกอตแลนด์แบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด คำถามในประชามติในปี ๒๐๑๔ เกือบ ๒๐ ปีถัดมามันจึงกลายมาเป็นคำถามที่บีบให้ชาวสกอตแลนด์ต้องเลือกจาก ๒ ขั้ว ระหว่างการรวมศูนย์อำนาจแบบเดิมกับการแยกออกมาเป็นเอกราช ซึ่งไม่แน่ถ้าถูกบีบ ให้เหลือ ๒ ทางเลือกนี้มันก็มีโอกาสสูงที่ฝ่ายที่ต้องการจะให้แยกออกมาเป็นเอกราชนั้น อาจจะชนะไปก็ได้ ในกรณีของสหราชอาณาจักรหลายคนจึงยอมรับว่าการกระจายอำนาจ ในวันนั้นจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาให้ประเทศเขายังคงเป็นรัฐเดี่ยวมาจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ โทนี แบลร์ เองที่เป็นนายกที่ขับเคลื่อนเรื่องการกระจายอำนาจ ณ วันนั้น ก็ได้ให้ สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี ๒๐๑๙ ว่าหากวันนั้นเราไม่กระจายอำนาจเราคงได้รับแรงกดดันที่มิอาจ หยุดยั้งได้เพื่อความเป็นเอกราชของสกอตแลนด์ ผมก็ได้แต่เพียงหวังว่าตัวอย่างและบทเรียน ของอังกฤษและสกอตแลนด์นั้นจะช่วยตอกย้ำให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นเห็นว่าการ กระจายอำนาจที่เรากำลังพิจารณาในวันนี้มันไม่เพียงแต่เป็นคนละเรื่องกับการเปลี่ยนเป็น สหพันธรัฐ หรือการแบ่งแยกดินแดนอย่างที่หลายคนกังวล แต่การกระจายอำนาจนี่แหละ กลับจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาไว้ซึ่งรัฐเดี่ยวที่ท่านหวงแหนภายใต้ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ที่คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ ท่านประธานครับ นอกจากการ พยายามจะตอบข้อกังวล ๓ ข้อดังกล่าวแล้ว ผมต้องขออนุญาตทิ้งท้ายด้วยการเป็นอีก ๑ เสียงเพื่อยืนยันว่าการกระจายอำนาจนั้นเป็นกุญแจดอกสำคัญจริง ๆ ที่จะปลดล็อก ศักยภาพของประเทศไทย เพราะว่าการกระจายอำนาจนั้นคือการสร้างสังคมที่เป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างแต่ละพื้นที่ให้ประชาชนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึง ทรัพยากรรัฐและบริการสาธารณะที่มีคุณภาพใกล้บ้าน เพราะการกระจายอำนาจนั้นมันคือ การระเบิดพลังทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ทุกจังหวัด ทุกท้องถิ่นนั้นสามารถเติบโตได้ด้วย จุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป สร้างรายได้ใหม่ ๆ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ สร้างงานใหม่ ๆ ให้กับประชาชนทั่วประเทศ เพราะการกระจายอำนาจมันคือการผ่าตัดระบบราชกา รให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างว่องไวขึ้น หน่วยงานไม่ทำงานซ้ำซ้อนกัน งบประมาณถูกใช้อย่างถูกจุดโดยคนละหน่วยงานที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาจริง และเพราะการ กระจายอำนาจมันคือการอัดฉีดประชาธิปไตยเข้าไปที่ฐานรากให้ประชาชนนั้นมีสิทธิ มีอำนาจในการเลือกผู้บริหารของตนเอง มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มข้น และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์พื้นที่ที่ตนอยู่อาศัย ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์จากทั้งปัญหาของ ประเทศไทยที่ผ่านมา เมื่อวิเคราะห์จากตัวอย่างและบทเรียนจากประเทศอื่นทั่วโลก และเมื่อ วิเคราะห์จากทิศทางของโลกในอนาคต ผมเชื่อว่าสมาชิกหลายท่านนั้นคงเห็นตรงกับผมว่าประเทศเรานั้นต้องมีการกระจายอำนาจ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แม้อาจจะยังเห็นต่างกันในรายละเอียดว่าควรจะกระจายไปถึงขั้นไหน สมาชิกรัฐสภาหลายท่านอาจจะพยายามบอกว่าร่างของเรานั้นเป็นร่างที่กระจายอำนาจ แบบสุดโต่ง แต่ผมมองต่าง ผมกลับมองว่าการปฏิเสธการกระจายอำนาจและการคงไว้ถึง การบริหารรัฐรูปแบบเดิมนี่แหละคือการรวมศูนย์อำนาจแบบสุดโต่ง เพราะถ้าเราไปดูว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่มโออีซีดี (OECD) โดยเฉลี่ยแล้วถ้าคุณจ่ายภาษีเขาไป ๑๐๐ บาท ส่วนกลางจะใช้ประมาณ ๖๐ บาท ท้องถิ่นใช้อีก ๔๐ บาท เฉลี่ยแล้วคนละครึ่ง แต่ในประเทศไทยปัจจุบันเราจ่ายภาษีเข้าไป ๑๐๐ บาท ส่วนกลางนั้นใช้ถึง ๘๐ บาท เหลือในท้องถิ่นนั้นใช้เพียงแค่ ๒๐ บาทเท่านั้น นี่ต่างหากคือการบริหารรัฐที่รวมศูนย์อำนาจ แบบสุดโต่ง ผมอยากจะเชิญชวนให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของการเมืองไทย โดยการลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องการกระจาย อำนาจฉบับนี้ เพื่อเดินหน้าในการเปิดบทสนทนาให้ทุกฝ่ายนั้นมาพูดคุยถกเถียงกัน เพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ เพราะโจทย์สำคัญที่เราต้องขบคิดกันในวันนี้ คงไม่ใช่คำถามว่า การกระจายอำนาจนั้นดีหรือไม่ดีสำหรับประเทศ แต่โจทย์สำคัญที่เราต้องร่วมกันหาคำตอบ ในวันนี้คือเราจะออกแบบการกระจายอำนาจอย่างไรเพื่อปลดล็อกให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยนั้นก้าวหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ ขอบคุณครับ