รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ทวี สอดส่อง หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกระจายอำนาจให้ประชาชนได้ปกครองตนเองมากขึ้น และไม่ให้กรุงเทพมหานครและงบกลางมีอำนาจมากเกินไป

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับของประชาชน และก่อนอื่นผมอยากให้ความเป็นธรรม ประชาชน เพราะว่าถ้าท่านประธานลองไปดูร่างที่ส่งมาให้ประธานนั้นส่งมาเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เรื่องได้ถูกดองไว้ ๖ เดือน อาจจะไม่ได้ถูกดอก คาไว้ ๖ เดือน อาจจะมีกระบวนการ ซึ่งหลายท่านบอกว่าเรื่องนี้เสนอแบบฉุกละหุกไม่รอบคอบ อันนี้ผมคิดว่าจะต้องให้ความ เป็นธรรมประชาชนด้วย เพราะประชาชนไม่ได้มีเงินเดือน แต่ประชาชนเขาต้องการมี อนาคตที่ดี ประชาชนต้องการมีชีวิตที่ดี ประชาชนเขาทราบว่าการที่จะทำอนาคตที่ดีก็คือ จะต้องทำกติกาของประเทศให้มีความสมดุลให้มีการแบ่งปันกันนั่น ก็คือการแก้รัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะแก้รัฐธรรมนูญในหมวด ๑๔ ผมอยากจะเตือนความจำของเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในที่นี้ว่าในความเป็นจริงนั้น เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ขึ้นหลายปีมาแล้ว แล้วผมก็กราบเรียนว่าในคณะกรรมาธิการชุดนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นฝ่ายรัฐบาลจะเยอะกว่า ท่านพีระพันธุ์ได้เลือกท่านเป็นประธาน คณะกรรมาธิการชุดนั้นก็ได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ในหมวด ๑๔ ได้เสนอ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้บ้านเมือง ของเรามีปัญหาวุ่นวายมากมาย แล้วปัญหาต่าง ๆ ได้หมักหมมมาจนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่ง ของปัญหานั้นผมอาจจะหยิบมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหา ทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาสังคมร้ายแรงอื่น ๆ โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้เป็นรัฐบาลได้ยัดเยียด สร้างขึ้นก็มี รวมถึงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาดังกล่าวถ้าผมเองได้ประมวลสรุป มันสามารถแก้ไขได้ประมาณ ๔ ประการ ประการที่ ๑ ก็คงจะต้องทำให้บ้านเมืองเกิดความ เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต้องสร้างความประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น เราไม่ใช่ ต้องการเพียงรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องการประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย ประการที่ ๒ เราต้องมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เราจะต้องให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอนาคต ของตัวเองได้ นั่นคือกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราต้องคืนสิทธิให้กับประชาชน ประการที่ ๓ เราต้องมีความยุติธรรมมนุษย์ไม่ว่าจะยากดีมีจน สิ่งที่มนุษย์จะต้องการ เหมือนกัน คุณจะรวยก็ตาม คุณจะจนก็ตาม คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นความสามัคคี ความสมานฉันท์คือจุดปลายทางของความอยู่รอดของประเทศ นั่นก็คือความยุติธรรม ประการสุดท้ายเราก็จึงต้องมีการมาปฏิรูปหรือทำให้ดีขึ้น การแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นการ ปฏิรูป ก่อนที่ผมจะอธิบายนิดหนึ่ง ผมอยากให้ดูสไลด์ (Slide)

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ท่านประธานลองดู ที่ผมเคยอภิปรายงบประมาณไว้ ผมมองแค่ ๘ ปีของ พลเอก ประยุทธ์ ท่านเห็นไหมงบประมาณของประเทศ ๓.๓ ล้านล้านบาท ๗๔ เปอร์เซ็นต์ไปรวมอยู่ที่ กรุงเทพฯ กับงบกลาง ส่วนที่เป็นจังหวัด ๗๖ จังหวัด คนประมาณ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่า มีงบแค่ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ นี่คืออะไรครับ นี่คือรัฐรวมศูนย์ นี่คือเราไม่เห็นหัวประชาชน ทั้ง ๆ ที่ถ้าเรามองว่าประชาชนพลเมืองของประเทศเป็นคนของประเทศไทยด้วยกัน เราต้อง เปิดโอกาส ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้ร่างในครั้งนี้ผมจึงมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากขอสรุปสั้น ๆ ในการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เราเห็นว่าที่คณะผู้เสนอยังเสนอตกไป เพราะสิ่งที่มันเป็นปัญหารากเง้าก็คือในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในแนวนโยบายของรัฐซึ่งถือว่าคนจะเป็นรัฐบาลคุณต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐ นโยบายของรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ แต่ปรากฏว่าในนโยบายของรัฐไม่มีคำว่าการปกครอง ท้องถิ่นเลย จะมีเขียนคำว่าท้องถิ่นอยู่เล็ก ๆ ๒ จุด ในเมื่อคนเป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ยังไม่มีการเขียนเรื่องแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งในการศึกษาของคณะกรรมาธิการนั้นก็ยัง บอกว่าเราต้องไปแก้บทบัญญัติในหมวด ๖ เรื่องแนวนโยบายของรัฐเพื่อให้มีการกระจาย อำนาจไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย และส่วนในหมวด ๑๔ นั้น ได้มีการเสนอไว้ ๘ หัวข้อใหญ่ ๆ ซึ่งใน ๘ หัวข้อใหญ่ ๆ นั้นผมได้ดูของคณะผู้ร่างก็ครอบคลุมเกือบทั้งหมด ใน ๘ หัวข้อใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ไม่มีทิศทางการปกครองท้องถิ่น ให้หลงเหลือเหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แต่อย่างไรก็ตามผมอาจจะกล่าว ให้ครบสักนิดหนึ่ง ในข้อที่ ๒ การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราไปให้ขีดจำกัด ในรัฐธรรมนูญเองคือต้องไปคำนึงถึงรายได้ท้องถิ่น จำนวนความหนาแน่นของประชากรและ พื้นที่ความรับผิดชอบ ผมขอสไลด์ (Slide) สักรูปหนึ่ง ท่านประธานถ้าไปดูจำนวนของ ประชากร ความหนาแน่นของท้องถิ่น ท่านลองดูสิครับ จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นป่าเสีย ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ประชากรจะหนาแน่นได้อย่างไร ถ้าไปหนาแน่นก็ถูกจับ อำเภอเบตง จังหวัด ยะลา ที่ท่านนายกพงษ์ศักดิ์มาอภิปรายเป็นพื้นที่ป่าประมาณเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ประชากร จะไปหนาแน่นก็ต้องถูกจับ คือผมคิดว่าตรงนี้คณะกรรมการมองว่าเป็นเงื่อนไข ในการจัดตั้ง อีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องความอิสระในการปกครองท้องถิ่น ในรัฐธรรมนูญเก่า ปี ๒๕๖๐ ไม่มีเลย อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนที่สำคัญ อีกอันหนึ่งคือที่ท่านนายกพงษ์ศักดิ์หรือนายกอ๋าได้พูดเมื่อสักครู่ คือเรื่องการบริการ สาธารณะ หรือกิจการสาธารณะของท้องถิ่น เราศึกษาพบว่าถ้าปล่อยให้ท้องถิ่นทำแค่ตั้งรับ ดูปัจจัย ๔ อย่างเดียวไม่พอ จะต้องพัฒนาท้องถิ่นในเรื่องเศรษฐกิจชุมชน ต้องพัฒนาการ สร้างงาน ต้องพัฒนาการสร้างโอกาส อันนี้ไม่มีใครรู้ดี คนที่รู้ดีคือคนท้องถิ่น แล้วผมค่อนข้าง สะเทือนใจมากที่สมาชิกรัฐสภาเราหลายคนไปพูดดูถูกประชาชน ดูถูกว่าประชาชนยังไม่ตื่นรู้ เขาเองก็ยังบอกว่าคนที่ไม่ตื่นรู้คือคนที่พึ่งตนเองไม่ได้ คนที่พึ่งตัวเองไม่ได้คือคนต้องกินภาษี อากรของประชาชน ขณะที่ประชาชนนั้นเป็นผู้พึ่งตนเองได้ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุน การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณมากครับ