วีระศักดิ์ ชี้ข้อจำกัดรายได้ท้องถิ่น ผลักดันกระจายอำนาจจริง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

วีระศักดิ์ เครือเทพ หารือประเด็นการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างศักยภาพของท้องถิ่นผ่านการจัดสรรรายได้และการตัดสินใจที่เป็นอิสระมากขึ้น พร้อมชี้ปัญหาข้อจำกัดด้านการคลังและโครงสร้างราชการที่ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเงินและนโยบายรัฐเพื่อให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

นายวีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้เสนอร่าง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและ สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวีระศักดิ์ เครือเทพ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชา รัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและในฐานะคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้มาพูด ในฐานะผู้ชี้แจง ผมกราบขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาให้ความเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ มีหลายประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อสังเกต เช่นถ้าจะกระจายอำนาจไปแล้วปลายทาง คืออะไร ผลลัพธ์คาดหวังอะไรได้บ้าง หรือแม้กระทั่งประเด็นเรื่องกระจายอำนาจทางการคลัง ที่หลายคนก็เห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจ ตกลงในส่วนของข้อเสนอที่ว่า สัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นร้อยละ ๕๐ ต่อร้อยละ ๕๐ ที่เป็นรายได้สุทธิของรัฐบาล จะเป็นไป ได้หรือไม่ อย่างไร รวมถึงข้อกังวลหลายอย่างที่กังวลว่าหากกระจายอำนาจมากขึ้นไปแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะสูญเสียวินัยหรือไม่ ผมก็จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการ ชี้แจงประเด็นต่าง ๆ โดยใช้เอกสารสไลด์ (Slide) ประกอบสักเล็กน้อยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ผมคิดว่าประเด็นแรกของการกระจายอำนาจแล้วก็คิดว่าทุกคนเห็นตรงกัน ก็คือว่าการกระจายอำนาจในคณะยกร่างเรามองว่าปลายทางของมันคือการทำให้คุณภาพ ชีวิตประชาชนดีขึ้น มันคือการทำให้อำนาจการตัดสินใจ ทรัพยากร รวมถึงกระบวนการ ทางการบริหารจัดการลงไปถึงภาคประชาชน ซึ่งนั่นแหละคือเจ้าของประเทศตัวจริงที่เรามอง ฉะนั้นในบริบทของการกระจายอำนาจที่เราวางไว้ตรงนี้ มันคือเครื่องมือหรือวิธีปฏิรูป ระบบราชการที่สำคัญที่นำไปสู่การเพิ่มอำนาจ เพิ่มพลัง หรือเพิ่มสิทธิของประชาชน นี่คือ เจตนารมณ์ ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ผมเรียนด้วยความเคารพ ทุกท่านน่าจะเห็นปรากฏการณ์นี้ คล้ายคลึงกันในช่วง ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปีที่ผ่านมาก็คือว่าเรามีความตื่นตัวเรื่องกระแส ประชาธิปไตยตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาใช่ไหมครับ หลายท่านคงรู้แล้วผมพูดสั้น ๆ แต่หลังจากนั้นเราเห็นความตื่นตัวของภาคประชาชนเป็นช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้นเอง หลังจากนั้นไม่นานภาคประชาชนเรียกว่าถูกทำให้อ่อนแอไปเยอะมาก มีการกระจายอำนาจ ก็จริง ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นก็มีความเข้มแข็งเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ๖ - ๗ ปีหลังจากที่มี ความตื่นตัวเรื่องนี้ภาคประชาชนมีความตื่นตัวเยอะมาก อยากเข้ามามีส่วนร่วมกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมวางแผนมาร่วมตัดสินใจ แต่ท้ายที่สุดและนี่เป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมโครงสร้างที่เป็นอยู่มันไม่พอ ก็เพราะว่ามามีส่วนร่วมแล้ว มามีข้อเสนอแล้ว อยากจะมี งบประมาณไปพัฒนาด้านนั้นด้านนี้ตามความต้องการของประชาชนก็ปรากฏว่าติดขัดในแง่ ของอำนาจหน้าที่บ้าง ติดขัดในแง่ของงบประมาณมีไม่พอบ้าง เพราะทุกอย่างต้องขอ ส่วนกลาง ทุกอย่างต้องขอผ่านผู้กำกับดูแล ฉะนั้นผลในทางลบที่มันเกิดขึ้นจากโครงสร้าง ที่มันกระจายลงไปไม่สมบูรณ์ ประชาชนส่วนหนึ่งก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากจะเข้ามามี ส่วนร่วมแล้ว นั่นหมายความว่าโครงสร้างที่เกิดขึ้นมีความเบ่งบานในช่วงสั้นๆ ๕-๖ ปี หลังจากนั้นมันเริ่มทำให้ภาคประชาชนอ่อนแรงลง เสื่อมถอยลง ผมว่าตรงนี้แหละ คือจุดประสงค์แรกแล้วก็เป็นตัวพื้นฐานที่สำคัญว่าทำไมเราต้องพูดเรื่องกระจายอำนาจ ปลายทางของมันก็คือมันก็ต้องทำให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้น ให้เขาดูแลปกครองตนเอง ให้มีทรัพยากรในการบริหารจัดการ ท่านไม่ต้องกังวล อย่าไปกลัวว่าถ้าให้อำนาจประชาชน ไปแล้ว ให้งบประมาณประชาชนไปแล้ว เดี๋ยวเขาจะบริหารจัดการไม่ดี ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อว่าวันนี้ประชาชนคนไทย ๖๗ ล้านคน คิดบริหารจัดการและรับผิดชอบตัวเองได้ ขอเพียงเรามีโครงสร้างอำนาจรัฐที่รองรับสิทธิ หรืออำนาจตัดสินใจของประชาชน ผมว่าจะทำให้ ภาคประชาชนกลับมาเข้มแข็งมากขึ้น ผลที่มันจะตามมากับท่านสมาชิก ผมเชื่อเลยว่า ท่านก็จะเบาใจขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องมาร้องเรียนไฟไม่ติด ๑ ดวง จัดการอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ อย่างที่หลายท่านคงเจอ อันนี้ผมว่าเป็นเจตนารมณ์ประกาศแรก แต่อย่างที่บอกครับ โครงสร้างที่เป็นอยู่มันมีข้อจำกัด โดยเฉพาะประเด็นที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดเรื่องการคลัง อันนี้เป็นหัวใจสำคัญซึ่งผมก็เห็นด้วยมันมีข้อจำกัดที่สำคัญที่อยากจะนำเสนอในสไลด์ (Slide) หน้าถัดไป ตัวเลขอาจจะดูเล็กนิดหนึ่ง แต่ผมขออนุญาตสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นข้อจำกัด ทางการคลังที่สำคัญ ๔ เรื่องใหญ่ ๆ

๑. ถ้าทุกท่านดูตรงนี้นี่คือโครงสร้างรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน โดยรวมวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๒ แห่ง ได้รับ งบประมาณโดยเฉลี่ยตัวเลขกลม ๆ ก็คือ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถามว่าเป็นสัดส่วนเท่าไร ต่อรายได้ของรัฐบาลก็ ๒๙.๖ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านเห็นตัวเลข พูดกลม ๆ ก็คือไม่เกินร้อยละ ๓๐ เพียงพอไหมต่อการจากบริการที่ต้องดูแลประชาชน ๖๗ ล้านคน ทรัพยากรส่วนใหญ่อยู่ที่ รัฐบาลทุกท่านคงเห็น สัดส่วนรายได้ ๒ ล้านกว่า ๆ อยู่ที่รัฐบาล ท้องถิ่นเอาไป ๗๐๐,๐๐๐ กว่า ฉะนั้นนี่คือข้อจำกัดที่สำคัญอันหนึ่งที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการไม่ได้ ตัวเลข ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านอาจจะบอกว่าเยอะ แต่ถามว่าพอกระจายไปแล้วลงไปสู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วม ๆ ๘,๐๐๐ แห่ง ผมให้สถิติท่านสักเล็กน้อย ถามว่าแล้วพอ กระจายไปท้องถิ่นขนาดใหญ่มีงบประมาณเยอะ ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร อย่างเทศบาล ขนาดใหญ่ต่าง ๆ นั่นเรื่องหนึ่ง แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยร่วม ๆ ๘,๐๐๐ แห่ง มีท้องถิ่นที่ได้รับงบประมาณต่อปีน้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท หรืออนุมานได้ว่ามีงบประมาณ พัฒนา งบประมาณลงทุนต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท ๔,๗๓๗ แห่ง จาก ๘,๐๐๐ แห่ง หรือคิดเป็น ประมาณร้อยละ ๑๖๐ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในวงเงินที่จัดสรรอยู่นี้ ท้องถิ่นร้อยละ ๖๐ งบประมาณพัฒนา ไม่ค่อยพอ ฉะนั้นผมว่านี่เป็นโจทย์ข้อจำกัดตัวที่หนึ่งที่ทำให้ทำไมต้องคุยกันเรื่องสัดส่วน รายได้ ข้อจำกัดที่ ๒ ท่านอาจจะบอกว่าท้องถิ่นมีรายได้น้อย ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพราะว่าท้องถิ่นไม่ขยันหาเงินใช่ไหม ไม่ขยันจัดเก็บภาษีใช่ไหมครับ คำตอบผมก็คือจะ บอกว่าถูกครึ่งหนึ่ง ไม่ถูกอีกครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นอาจจะขาดประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เป็นไปได้ แต่ท่านต้องดู เราเพิ่งมีท้องถิ่น เพิ่งมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจังที่เป็น ภาษีท้องถิ่นประมาณ ๒๐ กว่าปี สรรพากรประวัติศาสตร์เป็นร้อยกว่าปี อย่าไปเทียบกัน แต่ถามว่า ๒๐ กว่าปีของท้องถิ่นมีประสิทธิภาพปรับปรุงที่ดีขึ้นไหมในการจัดเก็บภาษี ดีขึ้นเยอะ ดีขึ้นเยอะถ้าท่านมีโอกาสดูสถิติย้อนหลัง รายได้ของท้องถิ่นเติบโตปีละ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ตลอด ซึ่งโตกว่าจีดีพี (GDP) ของประเทศด้วยโดยเฉลี่ย ๒. ทำไมรายได้ท้องถิ่น ถึงไม่เยอะ ที่ผมบอกว่าผิด ไปสรุปว่าท้องถิ่นรายได้ไม่เยอะเพราะว่าไม่เก็บภาษีไหม คำตอบก็คือว่าเพราะว่ารัฐไม่ได้ให้อำนาจทางภาษีกับท้องถิ่นอย่างเพียงพอเหมือนสากล ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ท้องถิ่นอยากจะมีรายได้ภาษีจากทรัพย์สินใช่ไหมครับ พรอปเพอร์ตี แท็กซ์ (Property tax) ในภาษาอังกฤษที่เราพูดกัน ตัวหนึ่งรัฐบาลก็กรุณา ออกกฎหมายมาแล้ว ก็คือกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี ๒๕๖๒ ปรากฏว่าก็เป็น โครงสร้างภาษีที่มีฐานภาษีที่แคบมาก จำกัดมาก ให้การยกเว้นมหาศาล โดยเฉพาะถ้าเราพูด อย่างภาษาชาวบ้านก็คือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จากการยกเว้นเยอะมาก จนทำให้ รายได้ท้องถิ่นมันไม่ได้มากอย่างที่ควรจะเป็น เกิดจากใคร ไม่ได้เกิดจากท้องถิ่นแน่นอน เกิดจากรัฐไปตัดสินใจให้ นอกจากรัฐตัดสินใจให้แล้ว รัฐยังบอกอีกว่าปีนี้เกิดโควิด (COVID) อย่างนั้นเดี๋ยวรัฐบาลคิดเองให้เลยว่าลดภาษีลงไปแล้วกัน โดยที่ไม่ได้ปรึกษาองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อันนี้เป็นตัวอย่าง กรณีแบบนี้มันไม่ได้เกิดแค่ตัวภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เกิดกับภาษีหลายตัวที่เป็นฐานสำคัญของท้องถิ่น ภาษีรถ ค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนบ้าง รัฐบาล ก็เพิ่งประกาศลดไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานะครับ ลดภาษีค่าธรรมเนียมนิติกรรมที่ดิน รัฐบาลไม่เคยชดเชยคืนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเต็มจำนวน ฉะนั้นการจะสรุปว่า ท้องถิ่นมีรายได้ที่จำกัด แล้วไปโทษเขาหรือโยนบาปให้ท้องถิ่นว่าเกิดเพราะตัวท้องถิ่น คงจะไม่ใช่ อันนี้ต้องกลับมาทบทวนที่นโยบายของรัฐเรื่องรายได้ของท้องถิ่น พอท้องถิ่น อยากจะเพิ่มประเภทภาษีใหม่ ๆ อีก ไม่ต้องพึ่งตัวรายได้เดิม ๆ ที่รัฐบาลมอบให้ ก็ทำไม่ได้ โครงสร้างไม่ได้บอกว่าคุณไปออกข้อบัญญัติท้องถิ่น คุณไปออกเทศบัญญัติท้องถิ่นจัดเก็บ ภาษีได้เอง ไม่ได้อีก ไปติดขัดที่หลักกฎหมายภาษีอากร เห็นไหมครับ ทั้งหมดนี้ที่เล่ามา ในประเด็นทางการคลัง ที่เราบอกว่ารายได้ท้องถิ่นมีสัดส่วน พึ่งพาตนเองเพียงสักประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มันเกิดส่วนใหญ่เหตุผลเพราะว่ารัฐทำให้เป็นเช่นนี้ มันก็เลยเป็นข้อสนับสนุน ว่านี่แหละถ้าเราได้แก้โครงสร้างใหญ่มันไปต่อไม่ได้ รวมไปถึงหลายท่านแสดงข้อกังวล จากตัวเลขเมื่อสักครู่ ขออนุญาตตารางเมื่อสักครู่อีกสักครั้งหนึ่ง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับ ข้อเสนอของคณะผู้ยกร่างตรงนี้กำลังจะยกตุ๊กตาว่า ลองดูแล้วกันว่าสัดส่วนมันเป็นร้อยละ ๕๐ ร้อยละ ๕๐ ถามว่าตัวเลขนี้มีฐานทางวิชาการ รองรับไหม ผมก็จะเรียนด้วยความเคารพครับ โดยส่วนตัวเองในฐานะนักวิชาการ เคยทำการศึกษาวิจัยให้กับสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจ แล้วใช้เป็นนโยบาย ในปัจจุบันด้วย เราพบว่าเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน ตามกฎหมายที่กำหนด ที่มี ๓๐๐-๔๐๐ ภารกิจเยอะไปหมดเลย สัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ ๓๕ ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๒ ไม่พอนะครับ ท่านอาจจะบอกว่าพอใจแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ จบแล้ว เอาแค่นั้นพอ ไม่ต้อง ไปแก้รัฐธรรมนูญหรอก แต่ผมกำลังจะบอกว่าจากการศึกษาในทางวิชาการ วิเคราะห์ต้นทุน ของการจัดบริการของท้องถิ่นให้ครบตามกฎหมาย ปรากฏว่าสัดส่วนขั้นต่ำ อันนี้คือข้อมูล ที่วิเคราะห์ประมาณ ปี ๒๕๖๐ ก่อนโควิด (COVID) สัดส่วนของท้องถิ่นควรจะเป็นประมาณ ร้อยละ ๔๕ ต่อ ๕๕ อันนี้คือข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยัน แน่นอนวันนี้สถานการณ์เปลี่ยน ไปเยอะ บทบาทภารกิจท้องถิ่นในฐานะที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติที่คาดคิดไม่ได้เยอะขึ้นมาก ๔๕ เปอร์เซ็นต์มันคงไม่ใช่แล้ว เราก็เลยคิดว่าเพื่อให้คิดต่อไปถึงในอนาคต ร้อยละ ๕๐ ร้อยละ ๕๐ น่าจะเป็นตัวที่เหมาะสม คำถามต่อมาท่านก็ถามอีกว่า มันเยอะเกินไป เป็นไป ไม่ได้หรอก จาก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะต้องเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม มีท่านสมาชิก ได้พูดถึง มันจะต้องขยับเป็น ๑.๒ ล้านล้านบาท หรือจะเอามาจากไหนอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ มันเป็น ประเด็นที่เราต้องช่วยกันคิด โจทย์ใหญ่มากในทางภาษีอากรในทางระบบการคลังของ ประเทศ ทางเลือกที่พอเป็นไปได้ แล้วก็ต้องเรียนว่าในหลาย ๆ ประเทศเขาไม่ได้มีข้อจำกัด ในวิธีคิดเลย เขาบอกออกแบบได้นี่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการราชการแผ่นดิน เรื่องการเงินการคลัง ผมยกตัวอย่าง แต่ผมก็ต้องย้ำว่าเป็นแค่ตัวอย่างแนวคิด ยังไม่ได้เป็น บทสรุป เช่นถ้าเราบอกว่าสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นต้องเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เราสามารถใช้มาตรการในฝั่งรายได้หรือมาตรการในฝั่งรายจ่ายได้ทั้งคู่ ในฝั่งรายได้ง่ายที่สุดถ้ารัฐบาลเห็นความจำเป็นตรงนี้ ส่วนที่เป็นรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ และไม่เคยแบ่งคืนให้กับท้องถิ่นเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของทรัพยากรมีภาษีอยู่ ๒ ประเภท ที่สำคัญ ๑. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าเพอร์ซันนัล อินคัม แท็กซ์ (Personal Income tax) ๒. ภาษีเงินได้นิติบุคคล คอร์เปอร์เรต อินคัม แท็กซ์ (Corporate Income tax) ทั้ง ๒ ยอดนี้ปีหนึ่งรัฐบาลจัดเก็บตัวเลขได้เท่าไร ตัวเลขกลม ๆ ที่ผมจำได้ ถ้าผิดพลาดขออภัย อยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ตัวนี้ ทำไมผมถึง ยกตัวอย่าง ๒ ตัวนี้ คำตอบก็คือถ้าท่านมองในแง่ของความเป็นธรรมทางภาษีอากร แหล่งกำเนิดภาษี ๒ ตัวนี้มาจากไหน คำตอบก็คือมาจากพื้นที่ท้องถิ่นทั้งนั้น คนไปทำงาน ในพื้นที่ บริษัท ห้างร้าน นิติบุคคลไปตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่รัฐบาลเก็บภาษีเข้ามาส่วนกลาง ทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่เคยแบ่งภาษี ๒ ตัวนี้กลับคืนไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลย ผมก็ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราใช้สูตรแบบ ๕๐ : ๕๐ ถ้ารัฐบาลยินดี แล้วก็คิดว่าเป็นธรรม กับเจ้าของทรัพยากรในพื้นที่แบ่งไปครึ่งหนึ่งมาแล้ว ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้ยาก ในการออกแบบ เดี๋ยวท่านก็จะถามอีกว่าเดี๋ยวรัฐบาลมีเงินไม่พอไปทำภารกิจเดี๋ยวผมเล่าต่อ มาตรการฝั่งรายจ่ายต้องทำไปควบคู่กัน ขาดอีกนิดหน่อยหลักหมื่นล้านถามว่าจากอะไร คำตอบง่ายที่สุดเลยวันนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บร้อยละ ๗ โดยรัฐบาล แบ่งให้กับท้องถิ่นน้อยมาก ๑ ใน ๙.๗ จาก ๗ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก็ได้เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ท้องถิ่นได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐- ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีเท่านั้น แต่ก็หลักการเดียวกัน แล้วมันเป็นธรรมในทางภาษีไหม เพราะว่าการบริโภคไปก่อให้เกิดผลกระทบ เกิดขยะ เกิดโน่นเกิดนี่ในพื้นที่ท้องถิ่นท้องถิ่น ต้องดูแลจัดการ แต่รัฐบาลเอาภาษีตรงนี้เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเรา ปรับสัดส่วนตรงนี้ใหม่จาก ๗ เปอร์เซ็นต์แบ่งให้ท้องถิ่นไปสัก ๒ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าตัวเลข ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำคู่กันเพื่อให้เป้าหมาย ตรงนี้บรรลุก็คือต้องทำเรื่องมาตรการรายจ่ายไปด้วย พอเราเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไปแล้วจะด้วยตัวแบบไหนก็ตามที่ผมพูดมาเป็นแค่ตุ๊กตา สิ่งที่จำเป็นจะต้อง ควบคู่กันก็คือรัฐบาลไม่ต้องกังวลว่าเงินน้อยลงแล้วเดี๋ยวจะทำงานลำบาก สิ่งที่เราควรจะต้อง ออกแบบไปคู่กันก็คือเรื่องรายจ่าย หรือพูดใหม่ก็คือเป็นเรื่องของอำนาจในการจัดบริการ สาธารณะของท้องถิ่น ผมคิดว่าวันนี้เหตุการณ์โควิด (COVID) หรือภัยพิบัติต่าง ๆ พิสูจน์แล้ว พอสมควรในตัวว่าการมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นด่านหน้าในการรับมือภัยพิบัติ เป็นอะไรที่ท้าทายและได้ผลดีมาก ผมคิดว่าภารกิจทางด้านการรักษาพยาบาลปฐมภูมิ รพ.สต. หรืออาจจะไกลไปถึงขั้นที่เป็นทุติยภูมิสามารถผ่องถ่ายไปให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้ภายใต้หลักคิดของการปกครองตนเองที่เรากำลังพูดกัน การศึกษาก็เป็นอีก ภารกิจหนึ่งที่คิดว่าวันนี้ระบบการศึกษาที่จัดการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคุณภาพ ดีขึ้นเยอะมาก โรงเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลการสอบดีกว่าโรงเรียนสังกัด กระทรวงศึกษาธิการในสัดส่วนที่เยอะกว่า ฉะนั้นถ้าเรายอมรับว่าประชาชนดูแลจัดการ หลักสูตรบริหารจัดการการศึกษา เขาดูแลลูกหลานของเขาเองได้อย่างดี ภารกิจ ๒ อย่างนี้ โรงเรียนขั้นพื้นฐาน การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานปฐมภูมิ หรืออาจจะไกลไปถึงทุติยภูมิ ผ่องถ่ายหรือถ่ายโอนไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เรียบร้อย ๒ ส่วนนี้ผมเชื่อเลย นี่คือภาระงบประมาณประมาณรวม ๆ กันปีหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่เรากำลัง พูดกัน ฉะนั้นถ้าโดยโครงสร้างนี้ไม่ไปกระทบความมั่นคง การส่งเสริมเศรษฐกิจ รัฐบาล อยากจะทำเรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ชาติผมว่าไม่มีปัญหามันจัดแบ่งกันได้ อันนี้แหละที่ผมคิดว่า เป้าหมายแรกที่เราต้องการจะทำก็คือทำให้ภาคท้องถิ่นหรือภาคประชาชนรับผิดชอบ แล้วก็ ดูแลจัดการตนเอง แล้วก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ขออนุญาตใช้เวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ