สมเจตน์ สนับสนุนประชาธิปไตยในพรรคการเมือง เสนอปฏิรูปการคัดเลือกผู้สมัคร

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

สมเจตน์ บุญถนอม ชี้แจงเจตนารมณ์การร่างกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนและเป็นอิสระจากการครอบงำ เพื่อคืนความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้รับร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และเรียกร้องให้ลดอำนาจส่วนกลางเพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกมีบทบาทมากขึ้น แม้กระบวนการอาจยุ่งยากและมีค่าใช้จ่าย แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความมั่นคงของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่าน ประธาน กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ซึ่งจะขออนุญาตที่จะอภิปรายต่อจากเมื่อวานนี้ ซึ่งได้ค้างไว้ ก่อนที่ผมจะอภิปรายแสดงความเห็นต่อการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเกี่ยวกับการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยสมาชิกพรรค การเมือง เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าผู้ร่างมีเจตนาจะร่างกฎหมายพรรคการเมืองขึ้นมาทำลาย พรรคการเมือง โดยเห็นว่านักการเมืองเป็นบุคคลที่เลวร้าย ผมในฐานะที่เป็นอดีตประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่เป็นต้นเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ จึงขออนุญาตต่อท่านประธานที่จะชี้แจงมูลเหตุการบัญญัติ กฎหมายในกฎหมายพรรคการเมืองว่ามีที่มาและมีแนวคิดอย่างไร เพื่อเป็นการสร้าง ความเข้าใจร่วมกัน มูลเหตุมันเริ่มต้นมาจากเมื่อปลายปี ๒๕๕๖ พรรครัฐบาลใช้เสียงข้างมาก ผ่านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเมื่อเวลา ๐๔.๓๐ นาฬิกา นำไปสู่การก่อตัวประท้วงใหญ่ ซึ่งเป็นต้นก่อกำเนิดของ กปปส. ในเวลาต่อมา ขณะนั้นสภาถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ รัฐสภา เพราะรัฐบาลสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในวุฒิสภา พรรคการเมืองถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มทุน บรรดา ส.ส. ทั้งหลาย ถูกครอบงำ ไม่มีอิสระ เนื่องจากเกรงว่าพรรคจะไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้ง คราวต่อไป เกิดการชุมนุมของมวลมหาประชาชน มีกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในด้าน ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ให้บรรดา ส.ส. ต่าง ๆ มีอิสระไม่ถูกครอบงำ ภายหลังจากการยึดอำนาจของ คสช. ได้มีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองไว้ ในมาตรา ๓๕ ว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุม ในด้านต่าง ๆ (๕) ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พรรคการเมือง ปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมโดยอิสระ ปราศจากการครอบงำ หรือชี้นำ โดยบุคคลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและการปฏิรูปการเมืองที่สำคัญอยู่ ๓ มาตรา คือมาตรา ๔๕ มาตรา ๙๐ และมาตรา ๒๕๘ การปฏิรูปประเทศ ก. ด้านการเมือง ซึ่งมีสาระ สำคัญสรุปได้ดังนี้ ให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง แท้จริง ชัดเจน และเป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบายของพรรค และคัดเลือกส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยบุคคลอื่นที่มิได้เป็นสมาชิก พรรคการเมืองนั้น ต้องพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง ก่อนการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน มีนักการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายท่านร่วมเป็นกรรมการ ได้เสนอ แนวทางการปฏิรูปด้านการเมืองไว้ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ว่าจะต้อง ดำเนินการด้วยวิธีการเลือกตั้งขั้นต้น โดยให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งการส่งสมัครรับเลือกตั้งด้วยระบบเขตเลือกตั้งขั้นต้นนี้ ก็มิได้เกิดขึ้น ในกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้เป็นครั้งแรก แต่เคยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาแล้วครั้งหนึ่งในมาตรา ๓๗ ซึ่งได้บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ สาขาพรรคการเมือง จัดการประชุมสมาชิกเพื่อมีมติเห็นชอบ และเสนอผู้สมัครรับเลือกตั้ง ท่านประธานครับ กฎหมายมาตรานี้ไม่มีบทบังคับ ไม่มีบทลงโทษ จึงไม่มีพรรคการเมืองไหน ๆ ปฏิบัติ ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่นำมาตรา ๓๗ นี้ไปใช้เป็นการ ทดลองเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย นี่คือลำดับเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงจนกลายเป็นวิกฤติทางการเมือง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง เป็นเวลากว่า ๕ ปี และขณะนี้บรรดาท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายกำลังดำเนินการเสนอ แก้ไขกฎหมายเพื่อย้อนกลับไปสู่ต้นเหตุของวิกฤติทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขที่เกินเลยไปจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ ทั้ง ๆ ที่ประเด็นที่ขอแก้ไข ที่หลากหลายนั้นยังมีบทบัญญัติบังคับใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคำถามว่าท่านจะแก้ไข ได้หรือไม่ ก็ขอให้ท่านนำไปพิจารณา ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ในชั้นต้นตั้งแต่ในชั้น กรรมาธิการยกร่างกฎหมายจนอยู่ในชั้นพิจารณา เราได้เห็นความสำคัญร่วมกันว่า พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็น จะต้องสร้างพรรคการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง มีความเป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในพรรคการเมือง ให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะมี ส่วนร่วมคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงออกแบบให้พรรคการเมืองมีรายได้เป็นของตนเอง เพื่อให้พ้นจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคของนายทุน เช่น การจัดให้มีเงินค่าบำรุงสมาชิก เป็นรายปี ก็เพื่อให้สมาชิกยังมีความสัมพันธ์ผูกพันอยู่กับพรรคการเมือง ไม่ใช่เพียงการสมัคร เป็นสมาชิกพรรคครั้งแรกแล้วก็หายสาบสูญไป จนไม่ทราบว่าตนเองเป็นสมาชิกพรรคไหน แล้วก็ไปสมัครเป็นสมาชิกอีกหลาย ๆ พรรคที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ให้มีทุนประเดิมที่มา จากบุคคลผู้ริเริ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามามีอำนาจในพรรค พรรคใดมีสาขาพรรคมาก มีสมาชิกมากจะได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองตามสัดส่วน แล้วยังยินยอมให้พรรคนำเงินนั้นที่สนับสนุนสาขาพรรคไปใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของ สาขาพรรค ประการสำคัญพรรคยังได้รับเงินอุดหนุนจากผู้เสียสละ ผู้เสียภาษีรายได้รายปี ปีละ ๕๐๐ บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง ๑๐๐ บาท สิ่งที่สำคัญ คณะกรรมาธิการได้ทำความเข้าใจกับผู้แทนคณะกรรมการเลือกตั้งว่า เนื่องจากการเลือกตั้ง ขั้นต้นนั้นเป็นเรื่องใหม่ คณะกรรมการการเลือกตั้งควรจะไปกำหนดแนวทางการปฏิบัติ ที่ชัดเจน เพื่อเป็นคู่มือให้แก่พรรคการเมืองนำปฏิบัติ หากพรรคการเมืองกระทำความผิด ในเรื่องนี้โดยไม่เจตนาทุจริต กกต. ควรอยู่ในฐานะเป็นพี่เลี้ยงที่ให้การตักเตือนให้คำแนะนำ เป็นหลัก มิใช่เป็นการไปเอาความผิดกับพรรคการเมือง นี่คือตัวอย่างบางประการที่นำไป ชี้แจงเพื่อให้ทุกคนท่านทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจว่า ไม่มีใครมีเจตนาไปทำลายพรรคการเมือง ในทางตรงกันข้ามกลับมีเจตนาดีที่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตย ในพรรคการเมืองเอง ให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมือง เป็นพรรคการเมืองของ ประชาชน ไม่มีใครหรอกครับที่คิดจะทำลายพรรคการเมืองที่เป็นองค์กรสำคัญของการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย ผู้ใดคิดทำลายพรรคการเมือง ผู้นั้นทำลายระบอบ ประชาธิปไตย เว้นเสียแต่พรรคการเมืองจะทำลายตัวเองเท่านั้น จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจ ทั่วกัน

ลำดับต่อไป ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายถึงข้อดี ข้อเสีย ในการส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้ง โดยการคัดเลือกของสมาชิก ซึ่งข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้มันก็เป็นความเห็นที่แตกต่างกัน ก็เรียนให้ท่านว่า สิ่งต่าง ๆ นี้มาเจตนาดีเราคิดแบบนี้ แต่อาจจะคิดไม่ตรงกับท่าน

ประการแรก พรรคการเมืองที่เข้มแข็งมีความเป็นสถาบันการเมือง จำเป็น จะต้องขยายสาขาพรรคการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งต้องแสวงหาจำนวนสมาชิก พรรคการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มผู้ร่วมอุดมการณ์ของพรรคแล้ว พรรคยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เช่น ค่าบำรุงสมาชิก เงินอุดหนุนจากผู้เสียภาษีรายได้ ๕๐๐ บาทต่อคนต่อปี ดังที่ได้ชี้แจงไปแล้ว

ประการที่ ๒ เป็นการสร้างประชาธิปไตยพื้นฐานให้สมาชิกมีส่วนร่วมมีสิทธิ เป็นเจ้าของพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่าง แท้จริง ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องสร้างความนิยมให้สมาชิกในเขตเลือกตั้งของตนยอมรับ นอกจากสมาชิกจะเป็นผู้คัดเลือกท่านแล้ว เขายังจะเป็นคะแนนพื้นฐานในการเลือกตั้งที่จะ ช่วยหาคะแนนนิยมเพิ่มให้แก่ท่าน ตามที่กล่าวว่าผู้สมัครไปจัดหาสมาชิกของตนเองแล้วมา เลือกตัวเองนั้น แรก ๆ มันอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าแต่ละเขตเลือกตั้งคงไม่มีผู้สมัคร ของพรรคเพียงคนเดียว ถ้ามีผู้สมัครหลาย ๆ พรรคผมเชื่อว่าผู้สมัครแต่ละท่านนั้นคง ไม่ยินยอมให้ผู้ใดผู้หนึ่งไปหาสมาชิกคนเดียว มันเป็นการเริ่มต้นระบบประชาธิปไตยตั้งแต่ สาขาพรรคการเมือง และเมื่อท่านได้รับการเลือกตั้งแล้ว ท่านจะอิสระไม่ถูกครอบงำ เพราะท่าน มาจากประชาชน มันมีเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บุคคลที่ไม่ได้มาจากสมาชิก ที่เลือกเขาจะไม่เห็นความสำคัญของสมาชิก ถ้ากรรมการบริหารพรรคเป็นผู้เลือกท่าน ท่านก็จะให้ความสำคัญกับกรรมการบริหารพรรค ท่านจะไม่ให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค ท่านประธานครับ ในห้วงเวลาใกล้ ๆ นี้มันปรากฏข่าวขึ้นมาว่า เลขาธิการพรรคท่านหนึ่ง ออกมาข่มขู่ว่าจะไม่ส่งไอ้ห้อยไอ้โหนลงเลือกตั้ง ข่าวนี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะผู้มีสิทธิส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งนั้นเป็นสมาชิก ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ข่าวการแตกแยกของกรรมการ บริหารพรรค ในการแย่งชิงส่งผู้สมัครของตนเองลงเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ตัดสินคือ สมาชิกพรรค ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค พรรคการเมืองจะมีความเข้มแข็งพัฒนาเป็น สถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองจะได้ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อที่จงรักภักดี อดทน ยืนหยัดร่วมอุดมการณ์กับพรรคการเมืองอย่าง ยาวนาน เพราะการเป็นผู้สมัครรายชื่อที่ได้รับความนิยมจากสมาชิกพรรคจะต้องใช้เวลา อันยาวนาน ในการสร้างสมประสบการณ์ สร้างสมผลงานให้แก่พรรค ให้สมาชิกได้เห็น ให้สมาชิกนิยมเขาจึงจะเลือก พรรคจะไม่มีนายทุน หรือลูกท่านหลานเธอของผู้มีอิทธิพล ในพรรคเข้ามาอยู่ในลำดับบัญชีต้น ๆ ที่เหนือกว่าผู้ทำงานให้แก่พรรค การหิ้วกระเป๋าหนีของ นายทุนจะไม่เกิดขึ้น เพราะการไปสร้างความนิยมให้กับสมาชิกในพรรคใหม่มันเป็นไปไม่ได้ ง่ายนัก ส่วนข้อเสีย การเลือกตั้งโดยวิธีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยการคัดเลือกเป็นเรื่อง ยุ่งยากทำไม่ได้ง่าย ไม่เป็นจริง เสียค่าใช้จ่าย เพ้อฝัน คำกล่าวต่าง ๆ คำตำหนิติเตียนเหล่านี้ คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ ล้วนมาจากนักการเมืองในระดับกรรมการบริหารพรรค ผู้มีอำนาจ ในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ผมยอมรับเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เรื่องทำให้ความยากจนหมดไปเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำไม่ได้ง่าย เสียค่าใช้จ่าย และค่อนข้างเป็น เรื่องเพ้อฝัน ท่านลองไปคิดดูครับ ประชาธิปไตยของไทยเดินหน้ามาถึงปัจจุบัน ๙๐ ปีแล้ว ถ้าทำได้ง่ายประชาธิปไตยของไทยต้องเข้มแข็งกว่านี้แน่นอน คงไม่เกิดความขัดแย้งแตกแยก จนประเทศชาติไม่เดินหน้าดังเช่นปัจจุบัน เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ถ้าทำได้ง่าย จริงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีมากว่า ๖๐ ปี คงทำให้สังคมนั้นเกิดความเหลื่อมล้ำ ลงไป แต่ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำยิ่งมีมากขึ้น คนจนยังมีมากกว่า ๑๐ ล้านคน ผมเรียนว่า ทั้งที่เป็นเรื่องยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่าย ทำไม่ได้จริง แต่เหตุใดพวกเราทุกคนจึงอยากเรียกร้อง ประชาธิปไตย อยากเรียกร้องให้ช่วยจัดการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ช่วยทำให้คนจน น้อยลง ทำไมเราถึงเรียกร้อง เพราะพวกเราทุกคนมีความเชื่อมั่นตรงกันว่าการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย การขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม การลดความยากจน ๒ สิ่งนี้ละ จะทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนอยู่ดีมีสุข เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่า เรื่องประชาธิปไตย เรื่องลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เรื่องทำให้คนจนหมดไป ไม่ว่าจะเป็น เรื่องยุ่งยากทำไม่ได้ง่ายมากขนาดไหน เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันในการเดินหน้าต่อไป ในเรื่องของการเสียค่าใช้จ่าย หลายท่านอ้างว่าการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการคัดเลือกของ สมาชิกทำให้เสียค่าใช้จ่าย ผมมีกรณีอยากยกตัวอย่างให้ท่าน ซึ่งเป็นกรณีมาจากคำอภิปราย ของท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ฟังท่าน อภิปราย ท่านได้อภิปรายว่า การเลือกตั้งซ่อมในห้วงที่ผ่านมานั้นมีการซื้อเสียง มีการจ่ายเงิน หัวละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท แล้วก็มีกระแสข่าวว่ามีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องใช้ เงินแต่ละพรรคไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็คงหาหลักฐานที่จะมาพิสูจน์ได้ยาก แต่ถ้าเป็น เรื่องจริง ก็อยากถามว่า ทำไมพรรคจึงยินยอมเสียค่าใช้จ่ายมากมายขนาดนั้นในการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ในทางกลับกันการให้สมาชิกมีส่วนร่วมคัดเลือก ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ถูกต้อง สุจริตตามกฎหมาย ท่านกลับบอกว่าทำให้เสียค่าใช้จ่าย และด้วยเหตุ ที่การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยการเลือกตั้งของสมาชิกเป็นการสร้างประชาธิปไตยในพรรค การเมือง ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นพรรคการเมืองของประชาชน สอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากเราไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น ในพรรคการเมืองแล้ว แน่นอนคงไม่สามารถที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศชาติได้ ดังนั้นคำกล่าวว่า การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยการคัดเลือกของสมาชิกเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำไม่ได้ง่าย ไม่เป็นจริง เสียค่าใช้จ่าย ทั้งหมดจึงล้วนเป็นคำกล่าวที่ทำลายคุณค่า ทำลายความสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น

สรุปการแก้ไขพระราชบัญญัติพรรคการเมืองโดยการเสนอของ ส.ส. ทั้งฝ่าย ค้าน ฝ่ายรัฐบาล ๕ ฉบับ ผมมีความเห็นดังนี้ เป็นการแก้ไขที่เกินเลย ไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของพรรคการเมือง เพื่อให้การกระทำนั้นชอบ เป็นการแก้ไขขัดขวางการมีส่วนร่วมของสมาชิกอย่างแท้จริงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขขัดขวางการพัฒนาพรรคการเมือง ไม่ให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ไม่ให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงขอที่จะไม่รับหลักการร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านทั้ง ๕ ฉบับ แต่จะขอรับหลักการเพียงฉบับเดียว คือฉบับที่เสนอแก้ไข โดยคณะรัฐมนตรีที่มีการแก้ไขสอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓

ท่านประธานครับ ก่อนจบคำอภิปรายผมขอฝากข้อคิดไปยังบรรดาสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ๒ ประการว่า พรรคการเมืองเป็นองค์กรสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่รับมอบอำนาจจากประชาชนเข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ และบริหารราชการ แผ่นดิน แก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนมากมายของสังคม เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ และประชาชน มันจึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เหตุใดการปฏิบัติของพรรคการเมืองจึงต้องการ การปฏิบัติแบบง่าย ๆ ทั้งการบริหารพรรค ทั้งการจัดตั้งสาขาพรรคที่จะไม่ระดมสมาชิก อย่างจริงจัง ดำเนินการคัดเลือกผู้สมัครอย่างง่าย ๆ ถ้าเช่นนี้แล้วพรรคการเมืองจะเข้าไป รับผิดชอบแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติที่มีความซับซ้อนได้อย่างไร

ประการที่ ๒ การปฏิรูปพรรคการเมืองจะไม่เกิดผลสำเร็จ ถ้าผู้มีอำนาจ ในพรรคการเมืองไม่ยินยอมที่จะลดอำนาจของตนไปให้อำนาจแก่สมาชิกพรรคการเมือง การปฏิรูปพรรคการเมืองจะไม่เกิดผลสำเร็จ ถ้าบุคคลในพรรคการเมืองไม่ยินยอมที่จะปฏิรูป ตนเอง ขอบคุณครับท่านประธานครับ