สุณัฐชา สนับสนุนร่างกฎหมายพรรคการเมือง เน้นเสริมประชาธิปไตย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ หารือร่างกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและเสริมสร้างสถาบันทางการเมืองให้มีความเข้มแข็ง พร้อมผลักดันกระบวนการไพรมารีเพื่อให้สมาชิกมีบทบาทในการคัดเลือกผู้สมัคร หวังว่าการพัฒนาพรรคการเมืองจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ถูกนำเสนอเข้าสู่สภาเมื่อคืนนี้ เป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่จำเป็นต้องออกควบคู่กับ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขระบบเลือกตั้ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของการพัฒนา ถนนสายประชาธิปไตย และเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไปหลังจากนี้ บนความเชื่อของหลายฝ่ายที่ว่า บ้านเมืองเราจะมีความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้น การปรับปรุงครั้งนี้สำคัญค่ะท่านประธาน เนื้อความในร่างกฎหมายจะเป็นตัวชี้วัดอะไร ได้หลาย ๆ อย่างค่ะ ภายใต้โอกาสที่พูดได้ว่ามีอยู่อย่างจำกัด ดิฉันเชื่อว่าร่างกฎหมายลูกว่า ด้วยพรรคการเมืองทั้ง ๖ ฉบับที่เข้าสู่สภาในวันนี้ ผู้เสนอล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือการสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งขึ้นผ่านมาตรการทางกฎหมาย แต่ใน ความเหมือนที่แตกต่างกันในสาระสำคัญนั้น ท้ายที่สุดกฎหมายที่ออกมาอาจจะเป็น จุดเริ่มต้นของการเปิดศักราชใหม่ของการพัฒนาพรรคการเมืองและนำไปสู่การพัฒนา ประชาธิปไตยโดยแท้จริงค่ะ แต่ในทางกลับกันก็อาจจะเป็นตัวซ้ำเติมความบอบช้ำที่เคย เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราในอดีต ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันเชื่อว่าการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ต้องเริ่มต้นจากการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง มิใช่เพียงแค่การทำให้มีความเป็นเอกภาพ ภายในองค์กรเท่านั้นค่ะ แต่พรรคการเมืองต้องมีความเข้มแข็งในมิติของความเป็นสถาบัน ทางการเมืองของประชาชน ซึ่งตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน ผลงานวิจัยหลาย ชิ้นได้บ่งชี้ถึงปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองไทยไปในทิศทาง เดียวกันค่ะว่า เป็นเพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่ขาดความเป็นสถาบันทางการเมืองโดยแท้จริง ซึ่งก็เป็นไปได้สูงมากค่ะท่านประธาน เมื่อสังเกตจากอายุขัยของพรรคการเมืองในอดีตหลาย ๆ พรรคที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพรรคเฉพาะกิจของผู้นำบางคน อย่างเช่น พรรคสามัคคีธรรม ที่ได้ดับสลายไปหลังจากการเลือกตั้งปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ในสมัยของ พลเอก สุจินดา คราประยูร เช่น พรรคประชากรไทย ที่ได้หมดไปเมื่อผู้นำบางคนวางมือ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ ที่มาตรการทางกฎหมายขณะนี้ต้องทำนั่นก็คือ การสร้างพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบัน ทางการเมืองอย่างแท้จริง ต้องเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของสามารถ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกความเห็น และมีโอกาสที่จะได้เป็นผู้บริหารพรรค เป็นหัวหน้าพรรค หรือแม้กระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรี มิใช่เป็นเพียงโอกาสของผู้ก่อตั้งพรรค เท่านั้นค่ะ ตัวอย่างที่มีให้เห็นในสังคมและพิสูจน์มาแล้วว่ามีความเป็นสถาบันทางการเมือง มากที่สุด นั่นก็คือพรรคประชาธิปัตย์ต้นสังกัดของดิฉัน พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการยอมรับ ว่าเป็นสถาบันทางการเมืองไม่ใช่เพียงเพราะว่าดำรงอยู่มายาวนานกว่าพรรคอื่น ๆ ถึงแม้ พรรคประชาธิปัตย์จะก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๔๘๙ จนมาถึงวันนี้เป็นเวลา ๗๖ ปี แล้วค่ะ มีหัวหน้าพรรคมาถึง ๘ คน โดยเริ่มจากท่านควง อภัยวงศ์ หลังจากนั้นประชาธิปไตย ภายในพรรคก็ผลัดใบมาเรื่อย ๆ จนมาถึงยุคของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปัจจุบันก็คือท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ดิฉันขอเอ่ยนามทุกท่าน ตลอดเวลา ๗๖ ปีที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ในเส้นทางทางการเมืองนี้ พรรคไม่ได้ดับสลายไปพร้อมกับอายุขัย หรือสถานะทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นค่ะ ด้วยความเป็นสถาบันทางการเมืองนี่ละค่ะ ที่ทำให้ลูกชาวบ้านจาก จังหวัดตรัง อย่าง ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแล้วได้เป็นถึง นายกรัฐมนตรีบนความภาคภูมิใจของพ่อแม่พี่น้องประชาชน จนมีคำพูดติดปากในวงพี่น้อง ชาวบ้านว่า นี่คือคนของเรา แล้วดิฉันพูดได้เต็มปากค่ะท่านประธานว่าพรรคนี้ไม่ใช่ของใคร คนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต่างเป็นเจ้าของพรรคจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองบ่อยครั้ง ทำให้เกิดคำพูดติดปากอีกว่า นี่คือพรรคของเรา ซึ่งการสร้างให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ หวงแหน และเป็นส่วนหนึ่งในพรรค การเมืองนั้น ดิฉันเชื่อว่านี่คือหัวใจของการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง และนำไปสู่ความเป็น สถาบันทางการเมืองโดยแท้จริง ในมุมหนึ่งค่ะท่านประธาน ดิฉันเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำ ไพรมารี (Primary) ที่ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนตั้งแต่ขั้นตอน กระบวนการของการคัดเลือกผู้สมัครในนามพรรค ซึ่งเป็นการทำให้เสียงของประชาชนนั้น มีความหมายมากยิ่งขึ้น ต้องตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง และการฟังเสียงของประชาชนเช่นนี้ ดิฉันเชื่อว่าจะนำไปสู่ความเป็นสถาบันของพรรค การเมืองได้ แต่อย่างไรก็ตามการรับฟังความเห็นของคนในพื้นที่เลือกตั้งนั้นแม้จะดีในแง่ของ การมีส่วนร่วมชัดเจน แต่การมองผิวเผินเช่นนี้ก็อาจจะเป็นตัวซ้ำเติมความบอบซ้ำในระบอบ ประชาธิปไตยได้ หากเข้ากรณีของผลการหยั่งเสียงที่ได้มานั้นไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของ คนหลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน แต่กลับกลายเป็นการฟังเสียงของคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น และอาจจะเป็นกลุ่มที่มาจากจัดตั้งของตัวผู้สมัครเอง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทางปฏิบัติเช่นนี้ บิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการทำไพรมารี (Primary) หรือไม่ ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ตกอยู่ที่ใคร และจะกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่มขั้นตอนให้ยุ่งยาก และใช้ต้นทุนสูงขึ้นหรือไม่คะ หรือท้ายที่สุดแล้ว การทำไพรมารี (Primary) กลับกลายเป็น เพียงการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเกณฑ์คนที่ตกอยู่กับผู้สมัครและพรรคการเมือง และหนี ไม่พ้นบทบาทของกลุ่มนายทุนที่จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากพรรคการเมือง โดยใช้ ประชาชนกล่าวอ้าง เพื่อความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นเอง ดิฉันจึงเห็นด้วย กับการลดขั้นตอนในการทำไพรมารี (Primary) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและความเป็นไปได้ ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของเมืองไทย ของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ที่นำเสนอโดยท่านวิเชียร ชวลิต เมื่อคืนนี้ ท่านประธานที่เคารพ ลำพังเพียงแค่ตัวบทกฎหมายนั้นดิฉันคิดว่า ไม่สามารถทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งได้ นอกจากจะฝากให้ผู้ที่กำลังจะเข้าไปนั่งทำงาน ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้โปรดพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ฝากไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในฐานะที่ท่านเป็น หน่วยงานอิสระที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง และอีกทั้งดิฉันเชื่อว่าเป็นฟันเฟืองหลัก ที่สามารถผลักดันการเมืองในประเทศนี้ให้เข้มแข็งได้ ดิฉันขอให้ท่านทำงานเชิงรุกในการให้ ความรู้แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง และทำงานเชิงรุกในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ สุจริต และเที่ยงธรรม โดยการลงพื้นที่สืบเสาะหาข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง และที่สำคัญต้องไม่รอรับเรื่องร้องเรียนที่สำนักงานเพียง อย่างเดียวเท่านั้น จากฝ่ายที่ผิดหวังจากการเลือกตั้ง เพราะการกระทำเช่นนี้จะเป็นดาบสองคม ทางการเมืองที่ฉุดรั้งการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศนี้ โดยเฉพาะหากเข้ากรณีที่ กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือยื่นเรื่องการจัดฉากร้องเรียนของกลุ่ม ที่เรียกว่า ขี้แพ้ชวนตี และ

สุดท้ายนี้ดิฉันคาดหวังว่า นับจากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา พรรคการเมือง และนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ