ชินวรณ์ ชี้แก้กฎหมายพรรคการเมืองต้องรอบคอบ ยันประชาชนคือศูนย์กลางประชาธิปไตย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ชี้แจงเจตนารมณ์การเสนอร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเน้นความสำคัญของพรรคการเมืองในการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง และเสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสอดรับกับการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการเปิดโอกาสให้ตั้งพรรคได้ง่ายขึ้น สนับสนุนการไพรมารีโหวต และการกำกับดูแลพรรคการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม และย้ำว่าประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องเกิดจากประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่การควบคุมจากผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และได้มอบหมายให้กระผมเป็นผู้สรุป ในนามผู้เสนอจากทุกพรรคครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียน เป็นเบื้องต้นว่า ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกในรัฐสภานี้ที่เสนอร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๖ ฉบับนี้มา ต่างก็มีความปรารถนาดีที่ต้องการจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ ให้อนุวัติเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๐ (ฉบับที่ ๑) พ.ศ. ๒๕๖๔ ครับ ผมอยากจะกราบเรียนเบื้องต้นว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น พวกเราในรัฐสภาแห่งนี้ละครับ ท่านประธานที่ได้ร่วมการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญจนประสบความสำเร็จครับ พวกเราก็พยายามกันหลายครั้งหลายคราว ทั้งเสนอในการที่จะขอแก้ไขทั้งฉบับ และต่อมา ก็แก้ไขเป็นรายมาตรา และในท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการขอแก้ไขในมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๘๓ มาตรา ๖๙ มาตรา ๙๑ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมฟังเพื่อน สมาชิกในรัฐสภานี้ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ผมคิดว่าเราเห็นตรงกันครับว่า ถ้าเรา ไม่สามารถที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง และเป็นประชาธิปไตยภายใน พรรคการเมืองได้เราก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา เป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริงได้ครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่ผมจะเริ่มต้น ในการสรุปสาระบัญญัติของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ผมก็อยากจะทบทวนแนวความคิดนิดหนึ่งครับว่า แนวความคิดในการที่เราอยากแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองนั้น เรามีแนวความคิด หลักอย่างไรครับท่านประธาน บังเอิญว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเป็นคณะกรรมาธิการ แก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อปี ๒๕๔๒ มีท่านยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นประธาน ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ในสมัยนั้นเราก็มีการปฏิรูปทาง การเมืองและมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็คาดหวังว่าพรรคการเมืองจะเป็น องค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ตามที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่า ถ้าเราไม่ สามารถที่จะทำให้พรรคการเมือง เป็นสถาบันทางการเมืองและมีประชาธิปไตยภายในพรรค ได้ เราอย่าหวังเลยว่าเราจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ แนวคิดสำคัญในการที่จะแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองนั้นมี ๓ แนวคิด

แนวคิดแรก คือแนวคิดในการควบคุมพรรคการเมือง แนวคิดนี้มีอยู่ในหลาย ประเทศที่เป็นประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจ ก็จะออกกฎหมายขึ้นมาควบคุมพรรคการเมือง แม้กระทั่งมีกฎหมายขึ้นมาให้มีพรรคการเมืองได้เพียงพรรคเดียว

แนวคิดที่ ๒ คือแนวคิดในการส่งเสริมพรรคการเมือง แนวคิดนี้เป็นแนวคิด ในประเทศที่พัฒนาประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมัน หรือประเทศสหรัฐอเมริกา เขาก็มีกฎหมายในการที่จะไปควบคุมพรรคการเมืองน้อยมาก หรือบางประเทศไม่มีกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองโดยเฉพาะครับ เพราะต้องการให้ พรรคการเมืองนั้น เป็นการรวมตัวของประชาชนของกลุ่มผลประโยชน์ของผู้ที่มีอุดมการณ์ เดียวกันเหมือนกันมาทำหน้าที่ในทางการเมืองครับ

แนวคิดที่ ๓ ก็คือแนวคิดในการที่จะผสมผสาน ในการที่จะส่งเสริม พรรคการเมืองและในขณะเดียวกันก็เห็นว่ามีบางเรื่องที่เราต้องควบคุมพรรคการเมือง ในประเทศไทยของเราก็มีวิวัฒนาการกฎหมายพรรคการเมืองมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ในขณะนั้น กฎหมายก็ไม่ได้ควบคุมพรรคการเมืองอะไรครับ ปี ๒๕๒๔ ก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นสมาชิก พรรคการเมือง แต่หลังจากนั้นมาเราก็มีปัญหาในการทำงานในสภา จนมีการพูดถึงว่าเป็น สภาฝักถั่วบ้าง ส.ส. เปลี่ยนพรรคเหมือนเปลี่ยนคอกได้บ้าง ในท้ายที่สุดแนวความคิดของ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๒ เราจึงมีหลักความคิดว่าเราจะต้องบังคับให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และถ้าหากขาดการเป็นสมาชิก พรรคการเมืองก็ขาดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือหลักคิดใหญ่ ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนให้เพื่อนในสภาแห่งนี้ได้ร่วมกันมองให้เห็นภาพ ว่า วันนี้ที่เราจะพูดถึงต่อไปนั้น หลักมันอยู่ที่ตรงไหนครับ และแน่นอนที่สุดครับท่านประธาน ผมคิดว่าวันนี้ แม้แต่ท่านผู้นำฝ่ายค้านพูดถึงเมื่อสักครู่ เราก็อยากจะเห็นว่าพรรคการเมืองที่เราคาดหวังนั้นเป็นอย่างไรครับ ผมคิดว่าพรรคการเมือง ที่เราคาดหวังนั้นก็มีอย่างน้อย ๓ ประการครับท่านประธาน

ประการแรก คือเราต้องการเห็นการรวมกลุ่มของผู้ที่มีอุดมการณ์หรือกลุ่ม ผลประโยชน์หรือกลุ่มตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่ต้องการตั้งพรรคการเมืองให้เขาสามารถ ตั้งพรรคการเมืองได้ง่าย และไม่มีข้อจำกัดในการที่จะเป็นสมาชิกพรรค

ประการที่ ๒ เราต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการของ พรรคการเมืองทุกขั้นตอน แล้วก็ต้องมีสิทธิในการตัดสินใจในแต่ละระดับ ไม่ว่าจะเป็นสาขา พรรค กรรมการบริหารพรรค หรือแม้แต่การเป็นรัฐมนตรี หรือจัดตั้งรัฐบาลของพรรค การเมืองครับท่านประธาน และ

ประการที่ ๓ พรรคการเมืองนั้นต้องเป็นสถาบันทางการเมืองครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมต้องขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภานี้หลายท่าน ที่ได้เอ่ยว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่เป็นสถาบันทางการเมือง ผมคนหนึ่งที่มีโอกาส เป็นสมาชิกพรรคนี้มา ๓๐ กว่าปี ท่านประธาน และผมก็เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นเหรัญญิกพรรคการเมือง เป็นรองหัวหน้าพรรคภารกิจที่มีส่วนร่วมในการที่บริหาร พรรคการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะสรุปต่อไปนี้จะต้องอยู่บนหลักของทฤษฎีและหลักของ ความเป็นจริง ผมคิดว่าสิ่งที่เราอาจจะคาดหวังมากเกินไปเป็นอุดมคติ แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่สามารถที่จะเป็นจริงได้ หลายเรื่องในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นเรื่องของความคาดหวัง ของผู้ร่างที่อาจจะไม่เคยเป็นนักการเมืองและไม่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายเรื่อง ที่ออกมาแล้วผู้ปฏิบัติซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจริงก็ไม่สามารถไปปฏิบัติได้ หรือแน่นอนที่สุดครับ หลายเรื่องที่คิดว่าผู้ปฏิบัติคือนักการเมืองควรที่จะรับไปปฏิบัติอย่างแท้จริง แต่ว่าในท้ายที่สุด เราก็หาช่องทางที่จะทำให้เกิดปัญหาและนำไปสู่การฟ้องศาล นำไปสู่การฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เหล่านี้เป็นต้น ผมจึงกราบเรียนกับประธานว่าก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดของกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ทำไมเราจึงถกเถียงกัน ผมไม่โทษฝ่ายไหนเลย เพราะว่าในคราวนี้มาจากการที่เราแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑) ปี ๒๕๖๔ เราแก้ไข มาตรา ๘๓ ครับ ผมขอทบทวนนิดหนึ่งครับท่านประธาน มาตรา ๘๓ นั้นเราได้ไปแก้ไขว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชี รายชื่อ จำนวน ๑๐๐ คน เราได้แก้ไขมาตรา ๘๖ ครับท่านประธานว่า การกำหนดจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ก็ว่าในรายละเอียดในมาตรา ๘๖ ครับท่านประธาน และที่สำคัญคือเราได้แก้ไข มาตรา ๙๑ ว่า การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละ พรรคการเมืองที่จะได้รับการเลือกตั้งให้นำคะแนนแต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมา รวมกันทั้งประเทศ ก็ว่าไปตามลำดับ แต่ที่สำคัญก็คือบอกว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การประกาศผลเลือกตั้งตามลำดับ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง พรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในส่วนไหนครับผมคิดว่าในวันนี้ถ้าเราจะ เจาะจงลงไปเราก็เห็นได้อย่างชัดเจนครับว่า ที่เสนอร่างขึ้นมาทั้ง ๖ ร่างนั้น พวกเราต่างมี เจตนารมณ์ตรงกันว่า เป้าหมายที่สำคัญก็คือว่าเราต้องการจะแก้ไขเพื่ออนุวัติให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขใหม่ ตามที่ผมกราบเรียนไปแล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่พูดถึงกันมาก ก็คือ ประเด็นในเรื่องที่จะต้องสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยการให้ประชาชนมี ส่วนร่วมตามมาตรา ๒๕๘ ก. (๒) เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จึงมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันมาก เพราะว่า กฎหมายเดิมที่ได้มีการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น เมื่อการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๒ นั้น ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะนำมาปฏิบัติได้ ในท้ายที่สุด คสช. เลยต้องออกคำสั่งขึ้นมาให้ เปลี่ยนกระบวนการ ที่เราเรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) นั้นมาเป็นกระบวนการที่มี ส่วนร่วมโดยการให้ผู้แทนในตัวแทนเขตจังหวัด ซึ่งกฎหมายใช้คำพูดนี้ครับ แต่ในความหมาย ที่แท้จริง ก็คือว่าตัวแทนเขตจังหวัด ก็คือว่าตัวแทนของพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ได้ทำการสรรหาโดยการเลือกตั้งในชั้นต้นครั้งหนึ่งก่อนที่เรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่ว่าคำสั่ง คสช. ออกมานี้ก็ปรากฏว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับ ดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักความเป็นจริงเราก็มีความเห็นว่าเรา จะทำอย่างไรครับที่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว และกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ มีบทบัญญัติไว้ชัดเจนในบทเฉพาะกาลว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อ การเลือกตั้งทั่วไปในคราวหน้า เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นต้องแก้ไขแล้วครับ ต้องเลือก แล้ว ต้องเลือกว่าเราจะกลับไปสรรหาโดยระบบกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองแบบเดิมไหม วันนี้เมื่อมาดูร่างของ กกต. ร่างของ กกต. ไม่ได้แก้ไขในประเด็นนี้ ก็แสดงว่าเราก็จะต้องไปดำเนินการในการที่จะต้องจัดทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) แบบเดิม พรรคร่วมรัฐบาลเราก็มีความคิดกันว่า เมื่อบทเฉพาะกาลบอกว่าให้ใช้กับการ เลือกตั้งครั้งต่อไป ท่านประธานครับ การเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจจะเกิดจากสาเหตุยุบสภา หรือหมดวาระก็แล้วแต่ครับท่านประธาน แต่การที่จะให้พรรคการเมืองไปดำเนินการตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเราแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ เขตนั้น ถ้ามองตามหลัก ความเป็นจริงวันนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าเขตใครของใครเป็นอย่างไร แล้วเราจะไปสรรหาตัวแทน เขตเลือกตั้งประจำจังหวัดได้อย่างไร ได้ทันช่วงเวลาดังกล่าวนั้นหรือไม่ และในท้ายที่สุด ถ้าเราเสี่ยงทำออกไปกฎหมายดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ นี่จึงเป็นที่มาแนวความคิดของพรรคพวกรัฐบาลว่า เราควรที่จะดำเนินการ ในการที่จะลดขั้นตอนในการแสวงหาการมีส่วนร่วมและเพิ่มให้พรรคการเมืองนั้นได้มี ส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือว่าให้ตัวแทนเขตจังหวัด หรือสาขาพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการที่จะสรรหาผู้สมัครที่คณะกรรมการสรรหาของพรรคการเมืองนั้น ๆ ส่งมาและแสดงความคิดเห็นกลับไปว่าควรจะเลือกใคร หรือ ๑ ๒ ๓ หรือจะลงมติอะไร ก็แล้วแต่ข้อบังคับของแต่ละพรรคครับ แต่ให้มีกระบวนการที่สั้นลงมา ไม่มีความจำเป็นที่ต้อง ไปลงคะแนน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปจัดตั้ง และไม่เป็นความเป็นจริง ยกตัวอย่างเหมือน เขตผมนี่ผมมีสมาชิกพรรคเป็นหมื่นคนนะครับท่านประธาน ให้ผมไปหามา ๑๐๐ คน หรือ ๒๕๐ คน แล้วให้มาลงคะแนนให้ผม แล้วทุกคนก็ต้องลงคะแนนให้ผม แล้วผมว่า กระบวนการแบบนี้ทำไปทำไมครับ มันไม่ได้เกิดผลประโยชน์ เป็นภาระให้กับผู้สมัคร เป็นภาระให้กับพรรคการเมือง เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า สถานะของพรรคการเมือง แต่ละพรรคการเมืองไม่เท่ากันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเช้านี้ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้แสดงความคิดเห็นถึงการที่จะทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ของแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถ้ามาดูในร่าง ครม. ไปแก้ว่าการเสนอบัญชีรายชื่อให้ได้ ๑๐ ราย ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คือเดิมเขียนไว้ ๑๕ ราย ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่าวิธีปฏิบัติจริงนั้นการที่เราจะกำหนด ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้น ก็ถือว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นเป็นตัวแทนของพรรค ทำไมเราไม่ให้กรรมการบริหารพรรคเป็นคนตัดสินใจ ไปเลยละครับ ถ้าหากว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อต้องมาทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ด้วย ก็ยิ่งจะเพิ่มภาระมากขึ้น ผมจึงกราบเรียนว่ารายละเอียดทั้งหมดนี้ผมไม่อยากจะลงไป ในรายละเอียด ผมคิดว่าร่างของทุกพรรคก็จะไปในแนวทางตรงกัน แล้วเราก็จะไปดำเนินการ ในส่วนที่จะเป็นกรรมาธิการร่วมกันครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราจะแบ่งร่างที่เสนอเข้ามาสู่สภาในวันนี้ ๖ ร่าง เราแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มครับ กลุ่มที่ ๑ ก็คือที่ผมเรียกว่า ร่างประกอบรัฐธรรมนูญที่แบบมีหลักการ เฉพาะเจาะจงครับ มีหลักการเฉพาะเจาะจง ก็คือว่าร่างของคณะรัฐมนตรีครับ ก็เจาะจง เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตรง ๆ เลย ไม่ยอมไปแตะกฎหมาย การเลือกตั้งเลย ไม่ยอมไปแตะกฎหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับพรรคการเมืองในเรื่องใด ๆ เลย

ในกรณีแบบเจาะจงของร่างพรรคร่วมรัฐบาลร่างที่ ๒ อันนี้เข้าไปมีส่วนสำคัญ โดยตรงตามเจตนารมณ์ที่เราต้องการให้อนุวัติเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขใหม่ ก็คือไปแก้ไขกระบวนการในการสรรหา หรือเรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) แล้วก็ไป เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยในเรื่องตัดข้อจำกัดในการที่จะเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งทุกพรรคก็เห็นด้วยว่า เดิมไปเขียนว่าเป็นสมาชิกต้องเสียค่าบำรุงรายปี ปีละไม่น้อยกว่า ๒๐๐ บาท ตลอดชีพ ๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานอาจจะไม่เคยเป็น ส.ส. ที่ตั้งสาขาพรรคเหมือนผมนะครับ ก็อาจจะไม่รู้ว่าภาระเป็นอย่างไร การที่เราจะไปหาคนที่มีจิตอาสามาร่วมในการทำงาน ทางการเมืองและมีอุดมการณ์เดียวกับเรานี้ไม่ง่ายนะครับ เพราะฉะนั้นไปเอาเงินเป็น ข้อจำกัดอีก ก็ยิ่งจะเพิ่มข้อจำกัดให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงร่างใหม่แก้ไขปรับปรุงว่าขอให้มี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าไม่เกิน ๒๐๐ บาท และค่าบำรุงเพื่อแสดงจุดยืนยันให้เห็นว่าคุณยังเป็น สมาชิกพรรคต่อไปปีละ ๒๐ บาท อย่างนี้ผมคิดว่าเป็นการสมควร แต่ว่าถ้าตัดไม่ให้มีเลยก็จะ มีปัญหาเช่นเดียวกันนะครับว่า ในท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถที่จะควบคุมจำนวนสมาชิกได้ ที่ชัดเจนและเราจะไปจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไร แล้วพอถึงเวลาจะ สมัครรับเลือกตั้ง จะมีอะไรเป็นจุดยืนยันว่าบุคคลนั้นยังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นอยู่ใน ขณะนั้น เพราะฉะนั้นร่างของพรรคร่วมรัฐบาลจึงถือว่าเป็นร่างที่กลาง ๆ ในขณะเดียวกัน ก็มีร่างที่เสนอเพิ่มขึ้นมา ขอประทานโทษเอ่ยนาม ของท่านอนันต์ ผลอำนวย ซึ่งท่านก็เสนอ เข้ามาตอนหลัง แต่ว่าผมไปดูรายละเอียดแล้ว ร่างของท่านนั้นมีรายละเอียดไปเติมเต็ม ในส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปทำให้ กกต. บริหาร การเลือกตั้งได้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้นครับ ๓ ร่างนี้ ผมถือว่าเป็นร่างที่เสนอมาแบบ เฉพาะเจาะจง เพราะฉะนั้นผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกหลายคนว่า อยากเห็นการแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองคราวนี้เป็นการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่แก้ไข

ประการที่ ๒ คือกลุ่มที่เรียกว่า มีหลักการแบบกว้างครับท่านประธาน หลักการแบบกว้างคือร่าง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ของคุณหมอชลน่าน ผู้นำฝ่ายค้าน เขียนหลักการกว้างเลยครับว่า แก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ร่างของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็เขียนแบบกว้างเลยครับ ว่าแก้ไขกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ร่างของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านไม่ได้เขียนแบบกว้างอย่างนั้น แต่ว่าท่านก็เริ่มต้นจากมาตรา ๔๕ แล้วท่าน ก็ไปแก้ไขมาตราต่าง ๆ ที่เป็นกระบวนการของพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ขัดข้อง ในสาระสำคัญเลยนะครับ ผมคิดว่าเราสามารถไปเก็บเกี่ยวเอาสาระสำคัญนี้เข้ามาได้ แต่เมื่อ เขียนหลักการแบบกว้างเช่นนี้ก็จะมีปัญหาต่อไปในชั้นแปรญัตติ ก็คือว่าท่านสามารถที่จะ แปรญัตติได้ทั้งฉบับในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเลย ผมไม่พูดถึงประเด็นที่เพื่อนสมาชิก บางส่วนกล่าวว่าอาจจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าประเด็นนั้นไม่สำคัญ คณะกรรมาธิการที่ไปทำงานร่วมกันเราก็จะไปปรึกษาหารือกันอีกครั้งหนึ่ง หรือแม้แต่ ประเด็นที่ผู้นำฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นยืนว่าการแก้ไขมาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ ท่านมีเจตนารมณ์ อย่างไร ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องของท่านว่าท่านมีเจตนารมณ์อย่างไร แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เราแก้ไข (ฉบับที่ ๑) ปี ๒๕๖๐ นี่คือส่วนที่ผมอยากจะทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความ เข้าใจชัดเจนก่อนที่เราจะลงมติครับ และผมก็อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานอย่าง ตรงไปตรงมานะครับว่าพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ คือตั้งแต่เมื่อวานนี้ คือพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งและพระราชบัญญัติพรรคการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องเข้าไปสู่ในชั้น กรรมาธิการ และเป็นกรรมาธิการชุดเดียวกันครับท่านประธานครับ และผมเชื่อมั่นว่า คณะกรรมาธิการทุกคนก็จะไปร่วมกันในการดำเนินการที่จะทำงาน จะรับ ไม่รับร่างใด อย่างไร ผมคิดว่าไม่สำคัญ แต่พวกผมยืนยันว่าพวกผมยินดีที่จะรับร่างที่อนุวัติให้เป็นไปตาม การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ (ฉบับที่ ๑) ปี ๒๕๖๔ คือแก้ไขมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๑ ซึ่งว่าตามจริงก็เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ของผมนะครับ แต่วันนี้ เมื่อมาทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ผมถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ผมจึงเชิญชวน พวกเราทุกคนนะครับว่าเรามาดำเนินการช่วยกันนะครับ ในชั้นแปรญัตติให้เป็นไปตาม มาตรา ๑๓๒ ก็คือรัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน ผมจึงกราบเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่าที่ผมยืนยันตรงนี้ และเรียนด้วยความจริงใจตรงนี้ก็คือว่าเราก็ต้องการ เห็นว่าถ้าเรารับหลักการในร่างที่เฉพาะเจาะจง เราก็สามารถที่จะดำเนินการในชั้นแปรญัตติ ให้เป็นไปตามห้วงเวลา และให้เป็นไปตามปรารถนาที่ทุกคนต้องการให้กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนั้นแล้วเสร็จโดยเร็วครับ

ผมอยากจะเรียนสรุปเป็นประการที่ ๒ ว่าหัวใจสำคัญก็คือว่าเมื่อกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ประกาศใช้นะครับ ในบทเฉพาะกาลนี้พวกผมร่างไว้แล้วครับว่า ผู้รักษาการตาม กฎหมายนี้คือประธาน กกต. นะครับ กกต. จะต้องรับ ๒ เรื่องนี้ไปดำเนินการตามความคิดเห็น ของเพื่อนสมาชิก และท้าทาย กกต. มากเลยนะครับว่าการเลือกตั้งทั่วไปคราวหน้า ถ้าเรา ไม่สามารถที่จะทำการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้ ปัญหาการเมืองที่สลับซับซ้อนและสะสม วันนี้ จะเพิ่มขึ้นและเป็นตราบาปของ กกต. แน่นอน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าในขณะที่พวก ผมกำลังจะทำกฎหมายนี้กันอยู่ต่อในชั้นกรรมาธิการ กกต. ก็ต้องไปคิดหลักเกณฑ์ กระบวนการต่าง ๆ ที่ในฐานะเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย และต้องดำเนินการที่จะต้องให้ การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์เที่ยงธรรมครับ

ท่านประธานครับ สุดท้ายที่อยากถือโอกาสนี้กราบเรียนอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า ในฐานะที่พวกเราทุกคนเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมคิดว่าวันนี้เราคงไม่มีเวลาที่จะมา ถกเถียงกันแล้วครับ เพราะว่าเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าการที่จะเราจะขับเคลื่อน ให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่เพียงแต่พวกเราที่นั่งอยู่ใน สภาแห่งนี้ครับ แต่เป็นทุกองคาพยพของประเทศไทย โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนต้องมีส่วนร่วม ที่สำคัญที่สุดนะครับ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่าการเปลี่ยนแปลงในประเทศต่าง ๆ การพัฒนาในประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้นะครับ เพื่อที่จะทำให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่เคยเกิด ความสำเร็จจากการเริ่มต้นจากผู้มีอำนาจครับท่านประธานครับ แต่ความสำเร็จในการที่เรา จะสร้างประเทศชาติบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ต้องเริ่มต้นจากประชาชน แต่พวกเรา ในฐานะเป็นนักการเมือง เราจะต้องมาทำระบบ กฎเกณฑ์ กติกาให้สุจริตเที่ยงธรรม และพวกเรา ก็จะได้นำไปใช้ด้วยความชอบธรรมต่อไป ขอบคุณครับ