ชลน่าน ศรีแก้ว ชี้แจงเจตนารมณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของพรรคเพื่อไทย โดยย้ำว่าการรับหลักการไม่ผูกมัดกับเนื้อหาที่อาจปรับเปลี่ยนได้ในขั้นตอนต่อไป และสรุปความคิดเห็นของสมาชิกทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยด้วยข้อมูลจากกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านก่อนการลงมติ พร้อมเสนอแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองให้เป็นธรรมและชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นการยุบพรรคที่ควรต้องมีมติเอกฉันท์และพิสูจน์ได้ว่ากระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างร้ายแรง เพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจเกินขอบเขต ขณะเดียวกันเสนอปรับระบบตัวแทนพรรคประจำจังหวัดจาก 100 คนต่อเขตเป็น 250 คนต่อจังหวัด และเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับจำนวนเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความยุ่งยาก โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงรักษาระบบไพรมารีโหวตไว้ผ่านตัวแทนระดับจังหวัดร่วมกับสมาชิกเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 พร้อมปรับปรุงมาตรา 28 และ 29 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการตีความเกินจำเป็นที่อาจนำไปสู่การยุบพรรค และย้ำว่าคำแนะนำจากภายนอกไม่ผิดหากไม่ถึงขั้นครอบง
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบคุณท่านประธานครับ ที่ให้ผมได้มีโอกาสเป็นผู้สรุป อภิปรายในญัตติที่เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้เสนอญัตติ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ของการประชุมร่วมรัฐสภาของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ในการสรุปญัตติของกระผมมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้โอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาที่ เคารพทุกท่านนะครับ ที่ได้ใช้เวลาตลอดทั้งวันในการอภิปรายต่อเนื่องจากเมื่อวานในการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ต้องขอบคุณไปยังผู้เสนอญัตติทุกท่านนะครับ ทั้ง ๖ ร่างที่ได้นำร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสนอต่อรัฐสภาของเรา ขอบพระคุณไปยังท่านสมาชิกที่เคารพ ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นซีกของฝ่ายรัฐบาล ขอบพระคุณไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ไม่ว่า จะเป็นซีกของฝ่ายรัฐบาล ท่านสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ซีกของฝ่ายค้านเราที่ได้เสดงความคิดความเห็นในการประกอบพิจารณาผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าวาระนี้เป็นวาระรับหลักการ เหตุที่ผมเน้นอย่างนี้เป็นเพราะ มีเหตุผลที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกที่มีความกังวลว่า การรับหลักการ ร่างของพรรคการเมืองบางพรรค เช่น ร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของพรรคก้าวไกลไปแล้วจะ ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักการ ผมจึงจำเป็นต้องเน้นย้ำในประเด็นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างหลักการของพรรคเพื่อไทยเอง ผมกราบเรียนแต่แรก เมื่อตอนที่เสนอร่างว่า เราเองพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนหลักการที่ไม่เป็นตามแบบของ กฤษฎีกา ไม่เป็นตามแบบของนิติวิธีของสภาผู้แทนราษฎรของเรา หรือรัฐสภาของเรา ที่กำหนดไว้ว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมให้เขียนหลักการเป็นข้อ ๆ เป็นรายประเด็นและกำกับ หมายเลขของบทบัญญัติหรือมาตราที่จะแก้ไขไว้ด้วย เราทราบครับ แต่ว่าพรรคเพื่อไทยเอง พยายามที่จะเขียนหลักการเป็นลักษณะของการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เขียนเป็นลักษณะรวม แต่เรามีเหตุผล เรามีบทบัญญัติและมีสาระบัญญัติที่ชัดเจนทั้งหมด ๒๙ มาตรา ผมเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่าการรับหลักการตรงนี้ไปแล้ว บทมาตราใดที่เขียนในตัวบทมาตราที่เป็นสาระบัญญัติ ถ้าท่านไม่เอา ท่านไม่ชอบ เมื่อรับไปพิจารณารวมกับร่างหลักแล้วสามารถปรับแก้แม้จะ ตัดออกก็ยังได้ เพราะไม่ขัดกับหลักการ ถ้าร่างของพรรคเพื่อไทยเขียนหลักการเป็นข้อ ๆ ไป แล้วมีสาระสำคัญอยู่ตรงนั้น ท่านก็อาจจะบอกว่ารับไม่ได้ เนื่องจากไปแก้ไขหลักการไม่ได้ อันนี้กราบเรียนเป็นเบื้องต้นท่านประธานที่เคารพ
ท่านประธานครับ จากการพิจารณาทั้งหมดผมขอบคุณท่านสมาชิกที่ให้ ความคิดความเห็น ผมได้ขอให้กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ช่วยเก็บข้อมูล รายละเอียดของแต่ละท่านทั้งหมดทุกท่าน ที่ท่านได้อภิปรายแสดงความคิดความเห็น ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีข้อเสนอแนะอย่างไรเก็บไว้ทุกคนทุกท่าน ผมก็ใช้ประกอบเพื่อจะ กราบเรียนสรุปให้กับท่านประธานในประเด็นที่เป็นความเห็นต่าง เป็นความเห็นแย้ง ซึ่งกันและกัน ส่วนประเด็นที่ทุกท่านเห็นพร้อมกันเห็นด้วยกัน ผมจะขออนุญาตท่านประธาน จะพูดเพียงผ่านไปว่าต้องขอบคุณในประเด็นนั้น ๆ นี่คือสิ่งที่ใช้ประกอบจากกลุ่มงานผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรของที่ให้ข้อมูลมา
ท่านประธานที่เคารพ ในประเด็นที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกหรือท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านเพื่อพิจารณาก่อนที่ท่านจะลงมติ
ประเด็นที่ ๑ มีพูดกันเยอะมาก แล้วมีความเห็นต่างกันเยอะมาก และ โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาบางท่านเป็นห่วงว่าถ้ารับไปแล้วอาจจะขัดกับบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ที่เราใช้เป็นต้นแบบ ใช้เป็นหลักในการเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ เรื่องแรก ที่มีการพูดกันเยอะที่สุดนี่นะครับ คือเรื่องของการสิ้นสภาพของ พรรคการเมือง ทั่ว ๆ ไปก็คือยุบพรรคการเมืองหรือเลิกพรรคการเมือง ประเด็นนี้ผมต้องขอ อนุญาตท่านประธานครับ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นและมีมาตราที่ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองมากที่สุด ตั้งแต่ มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมา เทียบกับปี ๒๕๕๐ มาถึงปี ๒๕๖๐ ตรงนี้ ท่านประธานครับ นอกจากจะยุบพรรคการเมืองที่ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองหรือเป็น ปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ในกฎหมายฉบับนี้มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๗๒ มาตรา ๗๔ นี่คือเหตุของการยุบพรรคการเมืองตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพิ่มเติมเข้ามาเยอะมากครับท่านประธาน พรรคเพื่อไทยเอง เห็นว่าเหตุของการยุบพรรคการเมืองมันควรจะเป็นเหตุที่เหมาะสม เป็นเหตุที่สำคัญจริง ๆ ต่อระบบการปกครองระบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะเรื่องของล้มล้างการปกครอง โดยเฉพาะเรื่องการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง อันนี้ยุบเลยครับ เราคงไว้เราไม่แตะต้องเลย แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาผมจะขออนุญาต ท่านประธานที่เราจำเป็นต้องยกเลิกออกไปและแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา แม้ไม่ยกเลิก ก็เพิ่มรายละเอียดให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น มาตรา ๒๐ ท่านประธานครับ ถ้ากระทำการ หากำไรมาแบ่งปันกันในการจัดตั้งพรรคการเมือง ยุบครับท่านประธานครับ ถ้าพิสูจน์ทราบ ได้ว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาของกลุ่มที่มีอุดมการณ์เดียวกันมีลักษณะหากำไร มาแบ่งปันกัน ยุบครับ ยุบพรรคการเมือง ยกตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองหนึ่งไปทำเสื้อขาย เพื่อหารายได้เข้าสู่พรรคการเมือง ปรากฏว่ามีคนรับไปขายต่อเป็นลักษณะการค้า พิสูจน์ได้ว่า รายได้เพียง ๑๕๐ บาทตรงนี้เป็นเรื่องแบ่งปันกัน ยุบครับ ท่านประธานครับ มันเป็นเหตุ ที่มิควรอย่างยิ่ง มาตรา ๒๘ ครอบงำชี้นำ เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดครับ มาตรา ๓๐ จูงใจ สมัครสมาชิกพรรคการเมือง มีพรรคการเมืองโดนไปแล้วครับ โดนกล่าวหาว่าพรรคการเมือง ใช้เงิน หรือทรัพย์สินจูงใจ หรือจ้างบุคคลมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจับได้โดยยุบครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓๖ ตั้งสาขาพรรคการเมืองนอกอาณาเขต นอกราชอาณาจักร ท่านประธานครับ แค่ตั้งสาขานอกราชอาณาจักรก็ถูกยุบ สนับสนุนทำลายความสงบ ความมั่นคง อันนี้ถูกยุบครับ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ ก่อกวน คุกคาม ความสงบเรียบร้อย ถ้าพรรคการเมืองไปสนับสนุนการชุมนุม การทำลายสิ่งแวดล้อมยุบครับ อันนี้คือสิ่งที่เขียนไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ มันเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง ง่ายเกินไป ง่ายเกินไปโดยเฉพาะในสภาวะที่เป็นวิกฤติทางการเมือง มีการต่อสู้ทางการเมือง มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรคการเมือง ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่การแก้ไข เปลี่ยนแปลงนั้นพรรคเพื่อไทยเองก็เคารพครับท่านประธานครับ เคารพในสิ่งที่จะคงไว้ ยกตัวอย่าง เช่น มาตรา ๔๕ ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว พรรคเพื่อไทยเราไม่ได้ยกเลิกทั้งหมด นะครับ ท่านประธาน มาตรา ๔๕ ที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่นี้เป็นการที่พรรคการเมืองหรือผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการกระทำการก่อกวน คุกคามความสงบ เรียบร้อยศีลธรรมอันดีของบ้านเมือง ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม นี่เป็นเหตุให้ยุบ พรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยเราเองเราไม่ได้ยกเลิกวรรคหนึ่งนี้ยังคงไว้นะครับ ถ้ามีพฤติการณ์ พฤติกรรมอย่างนี้ก็สามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองได้ แต่สิ่งที่เราเพิ่มเติมให้มี ความชัดเจนมากขึ้นโดยเขียนในวรรคสอง ท่านประธานครับ มิให้ใช้บังคับกับการแสดง ความคิดเห็นหรือติชมโดยความสุจริต พรรคการเมืองแสดงความเห็นติชมการกระทำ ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่นะครับ เช่น มีการชุมนุมเรียกร้องเราก็แสดงความเห็นไป หรือเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนบุคคล ในการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หลายพรรคการเมืองถูกกล่าวหาว่าไปส่งเสริม สนับสนุนการชุมนุม ทั้งที่การชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมสาธารณะที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ถ้าไม่เขียนไว้ให้ชัดเจน พรรคการเมืองมีสิทธิถูกยุบได้เลยเพราะข้อกล่าวหาท่าน มันสามารถตีความไปในมุมที่สามารถทำลายล้างทางการเมืองได้ในภาวการณ์ที่พรรคการเมือง อยู่ในภาวะวิกฤติทางการเมือง อันนี้คือตัวอย่างท่านประธานครับ
เรื่องต่อไปครับท่านประธาน เป็นการยุบพรรคการเมืองเช่นกัน คือสิ้นสภาพ พรรคการเมืองเช่นกัน พรรคเพื่อไทยเราเขียนเอาไว้ในมาตรา ๙๑ ที่เราแก้ไขเพิ่มเติม เหตุของการเลิกพรรคการเมืองตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นเหตุเสมือนยุบพรรคการเมือง สมาชิก ที่เป็นสมาชิกสังกัดพรรคการเมืองนั้นสามารถย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นภายใน ๓๐ วัน เหมือนการยุบพรรค เราก็เพิ่มความให้ชัดเจนขึ้นว่า ถ้าจะเลิกพรรคการเมืองตามข้อบังคับ ต้องเป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน ต้องเป็นเรื่องสำคัญที่พรรคการเมืองนั้นไม่อาจดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้ ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนครับว่าเรื่องนั้นมันเรื่องสำคัญว่า ไม่มีความสามรถที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป แล้วที่สำคัญต้องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ พรรคการเมืองมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบ ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดปรากฏการณ์การยุบพรรค การเมืองตัวเองเพื่อไปรวมกับพรรคการเมืองอื่น ซึ่งรัฐธรรมนูญเอง กฎหมายพรรคการเมือง เองก็ห้ามควบรวมแต่ท่านใช้ช่องทางนี้ได้ ด้วยอ้างว่าเลิกตามข้อบังคับเลิกได้ครับ แต่ขอให้ เป็นเรื่องสำคัญและมีมติเป็นเอกฉันท์ของที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง นี่คือสิ่งที่ พรรคเพื่อไทยเราเองพยายามจะเสนอและกราบเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ท่านสมาชิก วุฒิสภา แม้จะเกินเลยจากการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๑ ที่เราแก้มาตรา ๘๓ เราแก้มาตรา ๘๖ เราแก้มาตรา ๙๐ จริงอยู่ครับ ถ้าแก้ก็แก้เฉพาะมาตราที่ว่าด้วย จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน ๑๐๐ คน ที่ต้องปรับแก้ไป เท่านั้น แต่การแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต้องแก้แล้วพิจารณา ในที่ประชุมร่วมรัฐสภาท่านประธานครับ มันยากมากท่านประธานที่จะเอาเข้าสู่การประชุมได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสการแก้ไขนั้นไม่ไปขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการละเมิด รัฐธรรมนูญและไม่เป็นการยกเลิกเพิกถอนสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญมันก็สามารถ ทำได้ ก็อยากให้สภาได้ช่วยกันพิจารณาครับ เพราะมันเป็นโอกาส เพราะจุดมุ่งหวังของเรา เราต้องการสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เราต้องการสร้างการมีส่วนร่วมของพรรคการเมือง เราต้องการให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง การบริหารพรรคการเมืองที่เขียน ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ นี่นะครับ ท่านประธานครับ วรรคสองกำหนดไว้เลยว่า กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งผู้สมัคร การกำหนดนโยบาย คำนึงถึงความเป็นอิสระ อย่างน้อยต้องมีสิ่งนี้ ความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองปราศจาก การครอบงำ ชี้นำ และอย่างน้อยต้องมีการตรวจสอบหรือมีมาตรการในการควบคุมสมาชิก พรรคการเมืองไม่ให้กระทำผิดกฎหมาย อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เราก็ยึดถือตามนั้น นะครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมได้กราบเรียนไป เราเขียนให้รองรับและมั่นใจ ว่าไม่ได้ไปขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและไม่ได้ไปยกเลิกในสิ่งที่รัฐธรรมนูญต้องการ ที่บัญญัติว่าอย่างน้อยต้องมี
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องต่อไปที่มีการพูดกันเยอะมากและเป็น ข้อถกเถียงนะครับ บางท่านก็พูดเป็นทำนองว่า อย่างร่างของพรรคเพื่อไทยเองไปยกเลิก การดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไปยกเลิกกฎหมายเดิมซึ่งต้องเขียนให้ สอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ครับ หรือการ เลือกตั้งเบื้องต้น ท่านประธานที่เคารพครับ การเลือกตั้งเบื้องต้นหรือการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันมี ๒ เรื่องที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปที่เราแก้ไข เพิ่มเติมครับ
เรื่องที่ ๑ การที่พรรคการเมืองจะส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัครในแต่ละ เขตนะครับ เดิมต้องมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำเขตเลือกตั้งนั้น กรณีถ้ามีสมาชิก พรรคการเมืองอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นเกิน ๑๐๐ คนไปต้องทำตัวแทนพรรคการเมืองประจำ เขตเลือกตั้ง ผมต้องเน้นอย่างนี้จริง ๆ ครับ นั่นเจตนารมณ์เดิมของกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ เราเห็นว่ามันเป็นปัญหามาก รวมทั้งจะไปทำ การเลือกเบื้องต้นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประจำเขตเลือกตั้งนั้นก็ไปดำเนินการ ในการเลือกตั้งเบื้องต้น เราเห็นว่ามันเป็นปัญหากับการดำเนินการ ทำให้พรรคการเมือง ไม่สามารถที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วมได้มีข้อจำกัดมาก เราก็เลยแก้ไข ท่านประธานครับ
แก้ไขเรื่องแรกคือ ๑. พรรคการเมืองกรณีเขตเลือกตั้งใดหรือจังหวัดใด ไม่มีสาขาพรรคการเมือง เราแก้ไขให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตัดนามสกุลออก ตัดนามสกุลออกเลย ขอให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเท่านั้น และที่มามาอย่างไร มาโดย ๑. ในจังหวัดนั้นถ้ามีสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคนั้นเกิน ๒๕๐ คนไป ให้จัดตั้ง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ถ้ามีสมาชิกเกิน ๒๕๐ กฎหมายเดิมบอกว่า ๑๐๐ ต่อ ๑ เขต จัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด แต่เราเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของ ประจำจังหวัดให้เหมือนชื่อจริง ๆ เลย ก็คือถ้าจังหวัดนั้นมีสมาชิกของพรรคเพื่อไทยเรา เกิน ๒๕๐ อย่างจังหวัดน่านบ้านผมก็ให้มีการจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จัดตั้งอย่างไรท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ จัดตั้งโดยให้สมาชิกพรรคการเมืองของเราในที่ประชุมของ พรรคการเมืองมีสมาชิกมาประชุมกันเกิน ๑๐๐ คนขึ้นไป ก็ลงคะแนนเลือกเลย โดยให้เรา ความสำคัญกับเขตเลือกตั้งด้วยไหมครับ ถ้าจังหวัดน่านบ้านผมมี ๓ เขตเลือกตั้ง ให้สมาชิก ๑ คน เลือกตัวแทนพรรคการเมืองในแต่ละเขตได้ ๑ คนครับ ๑๐๐ คนมาเลือกเลยจังหวัด น่านบ้านผมมีสมาชิกเลือกมาแล้วจะได้ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไม่น้อยกว่า ๓ คนครับ ผมยกตัวอย่างไปแล้ว มหาสารคาม ๗ เขตต่อไปนะครับ ก็ได้ ๗ คน อุดรธานี ๑๐ เขตได้ ๑๐ คนครับ เลือกมาเลยเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเสมือนเป็น องค์คณะครับ เดิมเลือกไว้แล้วแต่จำนวนไม่เกิน ๓ คน ไม่เกิน ๕ คน กฎหมายเดิมเป็นอย่างนั้น บางจังหวัดบางเขตเลือกไว้คนเดียว เจ็บเป็นป่วยตายไปต้องมาทำกันใหม่หมด ยุ่งยากมาก ท่านประธานครับ ทำไม่ง่าย เพราะฉะนั้นแก้ปัญหาเรื่องที่ ๒ ตรงนี้ก่อน
เรื่องที่ ๓ ท่านประธาน เมื่อได้ตรงนี้แล้ว เรายังคงหลักการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือการเลือกตั้งเบื้องต้นอยู่นะครับ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ยกเลิกสมาชิก บางท่านอาจจะเข้าใจผิดหรืออาจอ่านคลาดเคลื่อน ท่านไปดูการแก้ไขมาตรา ๕๐ ของพรรคเพื่อไทยเราครับ เรายังคงให้มีการทำเลือกตั้งเบื้องต้นหรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) อยู่ แต่การทำของเราเราไม่ทำเป็นรายเขต องค์คณะของพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ๑๐ ท่าน สมมติมี ๑๐ เขต มาจัดประชุมครับ เชิญสมาชิกในจังหวัดนั้น หรือในเขตเลือกตั้งมาประชุม องค์ประชุม ๑๐๐ เลือกว่าที่ผู้สมัคร หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกส่งจากกรรมการสรรหาลงมา มาให้คะแนนสมาชิก ๑ ท่าน ลง ๑ คะแนน สำหรับผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง และส่งกลับขึ้นไปให้กรรมการบริหาร เรายังมีอยู่ เรายังมีการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ยังไม่ตัดไป เพราะฉะนั้น เรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ด้วยความเคารพว่าเรายังคงไว้ เพราะเราเห็นว่ามาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง แม้ไม่เขียนคำว่า การเลือกตั้งเบื้องต้นไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ แต่การยกร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญสมัยนั้นมีเจตจำนง มีการพูดเรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) เอาไว้เยอะมาก เราก็เกรงว่าถ้าเราไม่เขียนเรื่องนี้ไป ร่างของเราจะไม่ได้รับหลักการ จากท่านสมาชิกที่มีเจตจำนงอยากให้มีไพรมารีโหวต (Primary Vote) เราก็ไม่แตะ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือเรื่องที่ ๒ ที่มีการถกเถียงและมีความเห็นต่างกันอย่างมาก
เรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน เรื่องนี้ไม่พูดคงไม่ได้ จริง ๆ ยังอยู่ในเหตุของการ ยุบพรรคการเมืองหรือทำให้พรรคการเมืองสิ้นสภาพ ท่านประธานครับ เราแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ผมเน้นย้ำแต่แรกนะครับ เพื่อความชัดเจน เราไม่ได้ยกเลิกมาตรา ๒๘ ไม่ได้ยกเลิกมาตรา ๒๙ แม้ว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ มีเจตจำนง มีจุดมุ่งหมาย ชัดว่า ให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ ปราศจากการควบคุม ครอบงำ ชี้นำจากบุคคลภายนอก ต้องไปกำหนดมาตรการมา ทำอย่างไรให้เขามีความ เป็นอิสระเหมือนที่ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้กรุณาอภิปรายไปเมื่อสักครู่ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าการเขียนแบบนี้มันเป็นการละเมิดเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการอันใด นี่คือมาตรการของท่านนะครับ ห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกมากระทำ อันนี้คือมาตรการของท่านในมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๘ มาตรการมีนิดเดียวเองครับ ห้ามพรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการอันใด ให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองมาครอบงำ ชี้นำ ควบคุมพรรคการเมือง ในกิจกรรมทางการเมือง โดยทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองนั้นขาดความ เป็นอิสระไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นี่คือมาตรการของท่านบอกว่า เพื่อให้พรรคการเมือง มีความเป็นอิสระ ท่านเลยห้ามพรรคการเมืองไม่ไปเชื้อเชิญ ไม่ไปบอกใครมาทำการอันใด ที่เข้าข่ายลักษณะนี้ มีสมาชิกหลายท่านเป็นห่วงว่า พรรคเพื่อไทยไปแก้เหมือนไปสอดไส้ หรือไปเชื้อเชิญบุคคลภายนอกมาครอบงำ ชี้นำ ท่านไปอ่านวรรคสองที่เราเขียนไว้นะครับ เราเขียนไม่ชัดครับ เราป้องกันไม่ให้เกิดการตีความในวรรคหนึ่งที่เกินเลย เกินความจำเป็น เป็นเหตุให้ไปกลั่นแกล้งพรรคการเมืองและเกิดการยุบพรรคการเมืองได้ เพราะมาตรานี้โทษ ยุบพรรคการเมืองครับ เราเคยเขียนชัดครับว่า ความในวรรคหนึ่ง มิให้นำมาใช้กรณีที่เป็นการ ให้คำชี้แนะ ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลกับพรรคการเมืองและพรรคการเมืองนั้น นำไปเป็นกิจกรรมของพรรคการเมืองครับ มันชัดเจนครับ มีบางท่านบอกว่าก็บุคคลภายนอก ไปนั่งประชุมร่วมกับกรรมการบริหารและมีมติออกมา อันนี้ละครับท่านประธาน คือการ กระทำของกรรมการบริหารพรรค ไปเชิญบุคคลภายนอกมานั่งประชุมร่วมและมีการลงมติ อันนี้ยุบพรรคได้ ผมไม่ว่าเลย ผมไม่ว่าครับ ไม่มีกรรมการบริหารท่านไหน ท่านอ่านมาตรานี้ ตีความวรรคหนึ่งไม่ออกก็สมควรจะต้องยุบพรรคละนะครับ เชิญมานั่งหัวโต๊ะและนั่งประชุม และช่วยกันกำหนดมติ และที่สำคัญทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระ คำนี้ต้องติดอยู่ ตลอดท่านประธาน แต่เขามาแล้วพรรคการเมือง ผมก็มีอิสระในการแสดงความคิดความเห็น สมาชิกก็แสดงความคิดความเห็นอย่างอิสระมันก็ไม่เข้าข่าย ก็ต้องไปตีความกันอีก ด้วยความ เคารพท่านประธานครับ เราแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังคงหลักการว่า คนนอกต้องไม่ครอบงำ ไม่ชี้นำ ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระได้ ก็กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ว่ามาตรานี้อยากให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจครับ เราไม่มีการ สอดไส้ ใครจะมาจากไหนก็แล้วแต่ เป็นคำเสนอแนะ คำชี้นำ ส่วนกรรมการบริหารจะนำมา ไม่นำมา ตรงนั้นเป็นข้อตัดสิน ถ้านำมาแล้วมันไม่ได้เกิดไปครอบงำให้สมาชิกขาดความเป็น อิสระมันก็ทำได้ จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเขียนนะครับท่านประธาน วรรคสองไม่จำเป็น จริง ๆ ครับ โดยสามัญสำนึกมันก็ไม่ควรเขียน แต่ว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่เขียนไม่ได้ครับ โดนมาเยอะแล้ว เจ็บมาเยอะแล้วท่านประธานครับ ก็เลยจำเป็นต้องเขียนอะไรที่แบบเปิ่น ๆ แบบไม่จำเป็นต้องเขียนให้มันรกรุงรังอย่างนี้ เพื่อจะบอกกับสภาแห่งนี้ว่า อะไรที่รกรุงรังก็จำเป็นนะ เพราะที่นี่คนมันคิดต่างกันเยอะ โดยคนคิดต่างและทำลาย มันเลยจำเป็นต้องป้องกันไว้
ท่านประธานที่เคารพครับ ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นอกจากนั้นมันเป็นเรื่อง ที่หลายฝ่ายทุกคนเห็นชอบเห็นพ้องต้องกัน โดยเฉพาะประเด็นของการเข้ามาเป็นสมาชิก พรรคการเมือง ที่มีคุณสมบัติอย่างล้นเกินที่กำหนดไว้ เราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเอาคุณสมบัติ ของผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งมาใช้ในมาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญ เราก็ขอยกตรงนั้นออกไป เป็นสัญชาติไทย ไม่ว่าจะโดยการเกิด ด้วยการแปลงสัญชาติมาอายุเกิน ๑๘ ปี ไม่มีลักษณะ ต้องห้าม ติดยาเสพติด ไม่เป็นพระภิกษุสงฆ์ นักบวช นักพรตอะไรต่าง ๆ แค่นี้พอแล้ว ท่านประธานครับ ในการเข้าสู่การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะถือว่าส่งเสริมการมีส่วนร่วม รวมทั้งค่าบำรุงพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยระบุชัดว่าให้ไปกำหนดในข้อบังคับครับ ซึ่งมัน ก็ขึ้นกับสภาพของพรรคการเมืองนั้น ๆ ว่าเขาจะกำหนดอย่างไร ถ้าฐานะดี เศรษฐกิจดี คนมีส่วนร่วมคนแย่งกันไปเป็นสมาชิกเขาอาจจะกำหนดล้นเกินไว้ก็ได้ครับ เพราะไม่อยากรับ สมาชิกเยอะ แต่ถ้าเดินไป ๗ จังหวัดแล้วไม่มีคนมาสมัครสักคนท่านเขียนไว้ ๑๐๐ คน ก็ไม่สมัคร บาทเดียวก็ไม่สมัคร ผมอาจจะเขียน ๑ สลึง หรือ ๐ บาท มันก็แล้วแต่สถานการณ์ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพเรื่องนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นประเด็น สิ่งที่เป็น ปัญหาที่มีความเห็นต่างกัน ยินดียอมรับครับ ผมยินดียอมรับอย่างยิ่ง และที่สำคัญอยากจะ ฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกครับ ร่างทั้ง ๖ ร่าง สมาชิกพรรคเพื่อไทยอภิปรายแล้ว ขอบคุณสมาชิกหลายท่านที่อภิปรายพร้อมจะสนับสนุนเอาสิ่งที่เป็นสาระบัญญัติของแต่ละ ร่างเข้ามาผสมกัน มาคิดร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ก็จะเป็นประโยชน์กับพรรคการเมือง จะเป็นประโยชน์กับสถาบันทางการเมืองและเป็นประโยชน์กับระบบการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มันเป็นประโยชน์กับท่านประธานครับ ฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านช่วยกันครับ ขอให้รับไปทั้งหมดเถอะครับ ส่วนอันไหนที่จะปรับจะแก้จะตัด ผมบอกไว้ตั้งแต่ต้นแล้วเลยของพรรคเพื่อไทยยินดีครับ เพราะว่าหลักการเราเขียนไว้ให้ท่านกว้างมาก ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะขัดหลักการ ท่านไม่ต้อง กลัวว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองกรุณารับไปเถอะครับ เรามาช่วยกันปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ