ณัฐวุฒิ สนับสนุนร่างแก้ พรป.พรรคการเมือง เน้นเปิดพื้นที่-โปร่งใส

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยย้ำถึงความชอบธรรมในการปรับปรุงกฎหมายตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอให้ทบทวนผลการบังคับใช้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสอดรับกับบริบทปัจจุบัน เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาอุดมการณ์ วัฒนธรรมทางการเมือง และความยั่งยืนของสถาบันการเมือง พร้อมเสนอแนวทางการจัดตั้ง บริหาร และการเลิกพรรคที่เปิดพื้นที่ให้พรรคดำเนินการอย่างอิสระและโปร่งใส โดยร่างของพรรคก้าวไกลมุ่งเน้นให้ตั้งง่าย ดำเนินการง่าย ยุบยาก เพื่อเสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมืองผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนและการจัดสรรงบประมาณสนับสนุน รวมถึงเสนอให้พิจารณาปัจจัยอื่นนอกเหนือจากการจัดประชุมใหญ่ เช่น หนี้สินและการมีมติให้ยุบพรรค เพื่อเคารพเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง โดยยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เพื่อทำให้พรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงประชาชนเข้าสู่กระบวนการเมืองและผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาประเทศอย่างมีเหตุผล

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นที่ผมจะสรุป การอภิปรายประกอบญัตติของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อความเตรียมความพร้อมของเพื่อนสมาชิกครับ ผมจะใช้กรอบเวลาในการอภิปรายอยู่ใน ระหว่าง ๑๘-๒๐ นาที ไม่เกินไปกว่านั้นครับ ทราบว่าหลายท่านจะได้มีเวลาในการ รับประทานอาหาร และหลายท่านจะได้เตรียมตัวในการลงมติ ซึ่งเป็นการลงมติที่สำคัญอีก ครั้งหนึ่ง ผมดีใจครับที่ได้เป็นผู้ที่จะอภิปรายสรุปเป็นคนสุดท้ายของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในวันนี้เป็นคนสุดท้ายในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันนี้ และเป็นคนสุดท้ายที่จะอภิปราย ในสมัยประชุมนี้ในวันนี้ ที่ผมพูดแบบนี้ทั้งหมดไม่ได้หมายถึงว่าพวกเราจะไม่กลับมาเจอ กันอีกนะครับ ผมมั่นใจว่ากระบวนการทำงานของพวกเราที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้ก็เชื่อได้ว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมหลังวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ พวกเราก็คงมาทำหน้าที่ในฐานะ ตัวแทนประชาชนที่ครบถ้วนกันอีกครั้งหนึ่ง ได้เจอกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากทุกพรรค ได้เจอกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น ๕๑ คน ทั้งจากพรรคก้าวไกล ซึ่งผมเอง ก็เพิ่งทราบตัวเลขว่าวันนี้สมาชิกพรรคก้าวไกลของเราเหลืออยู่ ๔๙.๕ คน ตามที่ ส.ส. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ เราก็กำลังถามกันอยู่ว่า จุด ๕ มันจะเหลือจุด ๔ หรือจะขึ้นไปเป็น ๕๐ คน ในกลุ่มเพื่อนสมาชิกที่ร่วมลงชื่อนั้นยังมีเพื่อนสมาชิกจาก พรรคเสรีรวมไทยและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชาติ ที่ผมต้องเริ่มต้นแบบนี้ครับ เพราะว่าเมื่ออ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๑๓๑ที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ เขียนชัดเจนครับว่า การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องเกิดขึ้นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร พูดกันง่าย ๆ ก็คือในวันที่เรามีทั้งหมด ๕๐๐ คนจะต้องได้ รายชื่อของเพื่อนสมาชิกที่เห็นตรงกันจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ คน ในวันที่เรามีอยู่ ๔๘๐ กว่าคน วันนี้ก็ต้องมีเพื่อนสมาชิกที่ร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า ๔๙ คน ฉะนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่ประการใด ครับ และไม่มีข้ออ้างอิงใด ๆ ที่ท่านจะบอกว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองในวันนี้จะต้องแก้ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) ในปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาเท่านั้น ผมคิดว่าข้อกล่าวอ้างนี้เป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อเพื่อน สมาชิกทั้ง ๕๑ คนที่ได้ร่วมลงชื่อ ไม่เป็นธรรมต่อเพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ร่วม ลงชื่อในร่างแก้ไข พ.ร.ป. ฉบับนี้ร่วมกับคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ไม่เป็นธรรมต่อเพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชาติและพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ได้ร่วมลงชื่อในร่างแก้ไข พ.ร.ป. ฉบับนี้กับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้อ่านหรือท่านแกล้งไม่ได้อ่าน รัฐธรรมนูญ และท่านไม่เข้าใจว่าการเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในการเข้ามาแก้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเขาไม่ได้แก้เพราะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างเดียว แต่เขาแก้ตามอำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้ตัวแทนของพวกเขา ซึ่งเขา ไม่สามารถมาพูดแทนทุกคนที่เป็นคนเลือกเขามา ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยที่มีเพื่อน ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นหลัก ๑๐ ล้านคนเกือบทุกรอบ หรือพรรคก้าวไกลซึ่งในอดีตสมัย พรรคอนาคตใหม่นั้นมีพี่น้องประชาชนเลือกเข้ามามากกว่า ๖,๓๐๐,๐๐๐ คน แต่เขามาพูด ในที่นี้ไม่ได้ เขามาพูดเพื่อรักษาพรรคการเมืองของเขา เขามาพูดเพื่อจะเดินหน้าสร้างความ เป็นธรรมและเรียกร้องสิทธิของพรรคการเมืองของพวกเขาไม่ได้ นั่นจึงเป็นสิ่งที่พวกผม จำเป็นต้องพูดถึง อีกขณะเดียวกันครับท่านประธานครับ เวลาที่ท่านพูดกันว่ากฎหมาย ทุกฉบับนั้นคนสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ ท่านก็เคยมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักกฎหมาย การประเมิน ผลสัมฤทธิ์ของร่างกฎหมายต่าง ๆ รองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี วันนี้ก็เห็นท่านอยู่หลัด ๆ ตอนนี้ไม่ทราบท่านอยู่ที่ใด ท่านก็ให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้งว่า กฎหมายทุกฉบับนั้นเมื่อมีการใช้บังคับมาระยะหนึ่งจะ ๔ ปี ๕ ปี เอากันตามกฎหมายเลย ครับบอก ๕ ปีก็ต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ผมก็ย้อนกลับไปดูว่าพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นบัญญัติขึ้นในปีใด ก็พบว่าเป็นปี ๒๕๖๐ ตรงไปตรงมา ตัวเลขปีนี้ปี ๒๕๖๕ นั่นก็ ๕ ปีพอดี ไม่ใช่หรือ นี่ก็คือสิ่งที่พวกท่านอ้างกันมาโดยตลอดไม่ใช้ หรือว่ากฎหมายทุกฉบับต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ แต่ทำไมวันนี้ท่านถึงตั้งคำถามเสมือน จะรักษา พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าให้แก้เฉพาะรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา เท่านั้น และท่านไม่ดูรัฐธรรมนูญอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตราต้น ๆ ที่บอกว่าอำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย นั่นผมคิดว่าเป็นประเด็นแรกที่จำเป็นต้องยืนยันและพูดให้ ครบลูป (Loop) ของกระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญและการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วย พรรคการเมือง ผมย้ำให้ชัดว่าพรรคก้าวไกลเองเคารพในกติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถึงแม้เราอาจจะไม่เห็นด้วยกับที่มาที่ไปหรือเนื้อหาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มี บางท่านระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเขาเท่านั้น และไม่เกี่ยวกับพวกเรา หรือพวกผมที่เป็นคนมาบังคับใช้หรือเป็นคนที่ถูกบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ ที่ผมบอกว่าผม เดินตามนั้นเพราะว่าผมเดินทุกอย่างตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ครับ ที่บอกว่าบุคคลย่อมมี เสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามกฎหมายบัญญัติ ไม่จำเป็นต้องอ่านวรรคสอง เพราะว่าในหลายวันที่ผ่านมาก็มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายกันมาพอสมควร ว่าวรรคสองที่บอกว่า กฎหมายบัญญัตินั้นต้องมีเงื่อนไขประการใด พวกผมอ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นถึงแม้ อาจจะไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญแบบบางท่านที่อยู่กันมามากกว่าพวกผมในสภาแห่งนี้ ด้วยกรอบ ดังกล่าวครับ การแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองทั้งหมดของพรรคก้าวไกลที่เดินมา ตามนั้นก็สอดรับไปกับหลักการสากล หลักการสากลที่เวลาเราพูดกันว่าพรรคการเมือง ทั่วโลกควรเป็นอย่างไร หรือพรรคการเมืองที่เข้มแข็งควรเป็นอย่างไรนั้นเขาบอกว่ามันจะมี กรอบในการดูอยู่ทั้งหมด ๔ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ก็คือการพัฒนาอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งใช้ศัพท์ในภาษา อังกฤษว่า โพลิติคอล ไอดีโอโลจี ดีเวลลอปเมนต์ (Political Ideology Development) การพัฒนาอุดมการณ์ทางการเมืองคือการที่บอกว่าพรรคการเมืองคือตัวแทนของคนที่มี ความคิดเห็นมีอุดมการณ์ มีความเชื่อ มีความฝันแบบเดียวกัน ผมอยากจะบอกกับ ท่านประธานครับ เมื่อแรกที่ผมเข้าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ผมถามกับเพื่อนผมซึ่งถูก กล่าวอ้างว่าเป็น ๑ ใน ๓ คน ที่เป็นผู้ร่วมกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ย้อนความกลับไป ในอดีตสมัยที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนคนนี้เรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเป็นเลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยขณะนั้น ประโยคเดียว ที่ผมถามเขาก็คือว่าเรายังฝันเหมือนกันใช่ไหม เรายังฝันเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วที่เราอยากเห็น ความเท่าเทียมเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ เราฝันแบบเดียวกัน ฉะนั้นพรรคการเมืองคือสถาบันที่รวม อุดมการณ์ทางการเมืองขององค์ประกอบที่เข้ามาเป็นพรรคการเมือง นั่นเป็นองค์ประกอบที่ ๑ ของความการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง

องค์ประกอบที่ ๒ ของการพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่า โพลิติคอล อินสทิทิว ดีเวลลอปเมนต์ (Political Institute Development) นี่ครับ การพัฒนาสถาบัน ทางการเมืองนั้นหากมีประสบการณ์ที่เขากำลังเติบโตขึ้นและยุบพรรค ยุบพรรคแบบนี้ ไปเรื่อย ความเป็นสถาบันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อนสมาชิกของผมอภิปรายเป็นคนแรก เมื่อวานนี้ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้อภิปรายมากสุดในสภาผู้แทนราษฎร ในชุดที่ ๒๕ นี้ ก็บอกว่าตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมามีพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้วทั้งหมด ๓๗๕ พรรค นับเฉพาะปี ๒๕๔๐ สมัยท่านประธานครับ ผมเองเป็น ๑ ในคนไปโบกธงเขียว ขอรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในท้องสนามหลวง ในวันที่ ๔-๕-๖ ตุลาคม ปี ๒๕๔๐ ก็มีพรรคการเมืองถูกยุบไปแล้วกว่า ๑๑๐ พรรค แล้วการพัฒนาความเป็นสถาบันทาง การเมืองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ประการที่ ๓ ของการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ก็คือการพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมืองเรียกว่า โพลิติคอล คัลเจอร์ ดีวีลอปเมนต์ (Political culture development) ก็คือการพัฒนาว่าวิถีของวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ด เพาเวอร์ (Hard power) หรือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ที่รัฐบาลพูดอยู่บ่อยครั้งนั้นคือ ประเด็นเรื่องของการมีส่วนร่วม ประเด็นเรื่องของการโอบรับความหลากหลาย จะเป็นไปได้ หรือครับถ้าไม่มีพรรคแบบพรรคอนาคตใหม่ที่เพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ข้างผม ส.ส.ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ พี่น้องชาติพันธุ์ม้ง จะได้มานั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะเป็นไปได้หรือครับ ที่ถัดไป ส.ส.ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ บังเอิญมานั่งอยู่ใกล้กันผมก็ยกตัวอย่างให้ท่านเห็น ที่เป็นครูสอนท่าเต้นแก่นักร้องชื่อดังมาเยอะ ถ้าสมัยนี้ก็เรียกว่า โกโกวา อดีตไม่รู้ว่าร้องเต้น เพลงใดบ้างแต่สอนท่าเต้นมาเยอะแยะครับ เป็นตัวแทนของบุคคลที่มีความหลากหลาย ทางเพศมานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ส.ส. มานพ คีรีภูวดล พี่น้องจากชาติพันธุ์ปกากะญอ หรือกะเหรี่ยงที่มานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ วัฒนธรรมทางการเมืองยังรวมถึงการโอบรับและ การเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ในทุกประเด็นที่พวกเราได้เดินหน้าและทำมา นั่นเป็นส่วนที่ ๓ ครับ

ส่วนที่ ๔ ก็คือเรื่องของการสนับสนุนทางการเงินของพรรคการเมือง แน่นอน ครับ การดำเนินการของพรรคการเมืองจำเป็นต้องใช้ทุน จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการ ดำเนินการ เพื่อนสมาชิกของผมไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ต่างล้วนได้พูดประเด็นเหล่านี้ว่าการจะได้มา ซึ่งจากเดิมที่เราเป็นรายได้แต่วันนี้พรรคก้าวไกลขอเสนอขอแก้ไขเป็นรายรับที่จะนำเป็น แหล่งเงินทุนนำไปสู่การพัฒนาความเข้มแข็งของพรรคการเมืองนั้นจำเป็นต้องใช้เงิน แล้วเป็นเงินที่ได้มาจากพี่น้องประชาชน เป็นเงินที่ได้มาจากการระดมต่าง ๆ ตัวเลขไม่มาก แต่มันสะท้อนถึงการมีส่วนร่วม นั่นเป็นเรื่องใหญ่เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะให้สภาแห่งนี้ ได้พิจารณา

ด้วยเหตุดังกล่าวครับท่านประธาน มีพี่น้องประชาชน พี่น้องสื่อมวลชนได้ สรุปว่าจากร่างการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองทั้งหมด ๖ ร่างนั้นมีประเด็นที่ต้อง ได้รับการพิจารณาอยู่ทั้งหมด ๙ ประการด้วยกัน ผมอ่านคร่าว ๆ นะครับ เพราะว่าก็อาจจะ ถูกตีความได้ว่าเป็นการนำร่างของแต่ละพรรคไปเปรียบเทียบกัน เกรงว่าจะดูเป็นการเสีย มารยาทผมไม่อยากย้อนพูดถึงประเด็นเหล่านั้น แต่สิ่งที่มีการเปรียบเทียบกันเขาบอกว่า ๑. ต้องดูการยกเลิกทุนประเดิมนะ ๒. เรื่องของค่าธรรมเนียมและเงินบำรุงพรรค ๓. ค่าสมาชิก ๔. ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกเข้าควบคุมชี้นำ ๕. เรื่องของกรรมการบริหาร พรรคต่าง ๆ ที่ถูกห้ามมิให้มีการดำรงตำแหน่ง ๖. คือเรื่องของการจ่ายเงินค่าบำรุงพรรค ใน ๒ ปี ๗. คือเรื่องการมีสมาชิกและทุนประเดิมเบื้องต้นต่าง ๆ ๘. คือเรื่องการตั้งตัวแทน ประจำจังหวัดหรือ ตทจ. ซึ่งความหมายจริง ๆ ก็คือตัวแทนประจำเขตเลือกตั้ง และ ๙. คือ การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบบัญชีรายชื่อหรือแบบเขตเลือกตั้ง ๙ ประเด็น เหล่านี้ครับ ผมไม่ลงรายละเอียดว่าแต่ละพรรคพูดกันแบบใด แต่ผมอยากจะสรุปในส่วนของ พรรคก้าวไกล พรรคก้าวไกลเรายกร่างมาทั้งหมด ๔๖ มาตราด้วยกันครับ ๔๖ มาตราของพรรคก้าวไกลเกิดขึ้นบนปรัชญาที่ ส.ส.วรภพ วิริยะโรจน์ ได้เปิดในวันแรก ของการอภิปรายบอกว่าต้องตั้งง่าย ดำเนินการง่ายและยุบยาก ตั้งง่าย ดำเนินการง่ายและยุบ ยาก ซึ่ง พลตำรวจตรี สุพิศาล ท่านใช้คำว่า ๒ ง ๑ ย ผมอ่านให้ท่านฟังเฉย ๆ นะครับ ไม่ได้คิด จะเอาตรงนั้นมาเป็นตัวย่อ เพราะว่าผมเองก็จำตัวย่อแบบนั้นไม่ได้ แต่เอากันง่าย ๆ ครับ คือ ตั้งง่าย ดำเนินการง่าย ยุบยาก ฉะนั้นเงื่อนไขที่พวกเราเสนอมาทั้งหมด ๔๖ มาตราอยู่บน พื้นฐานนี้อย่างไรครับ การตั้งที่ง่ายก็คือการนำไปสู่เรื่องของจำนวนสมาชิก เรื่องของเงินทุน ประเดิมต่าง ๆ เรื่องของการจดทะเบียนต่าง ๆ ซึ่งผูกรัดกันด้วยแนวคิดและอุดมการณ์ มากกว่าอยู่ที่จำนวนหรือการตั้งตัวเลขเงินต่าง ๆ ในแง่ของการจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง ดำเนินการง่ายคืออะไรครับ ก็คือการดำเนินการในทุก ๆ ส่วนนั้นขอให้เป็นประเด็นที่ พรรคการเมืองนำไปเขียนภายในของพรรคการเมืองในข้อบังคับต่าง ๆ ได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการเก็บค่าธรรมเนียมสมาชิกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของการไพรมารี (Primary) ต่าง ๆ ซึ่งเราได้เคยทำมาแล้ว และเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ขอให้เป็นระเบียบ เป็นกระบวนการภายในของพรรคการเมือง รวมถึงการจัดประชุมซึ่งเราพยายามจะเน้น รูปแบบการจัดประชุมในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องของการเปลี่ยน จากรายได้เป็นรายรับ ซึ่งก็ต้องมีกระบวนการในการออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่พรรคก้าวไกลได้รับการอุดหนุนจากพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ต้องทำ ง่าย ๆ ครับ เงินบริจาคจากจำนวนที่เคยถูกประกาศในหลักแสนในหลักพันก็ขอให้ขยับขึ้นไป ในหลักแสนบาท แล้วมีการระดมทุนเงินบริจาคจากรายย่อยต่าง ๆ ได้หรือไม่ส่วนประเด็น การยุบยากครับ ผมก็ต้องเรียนถามกับทุกท่านในที่นี้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ทั้งหมดนั้น ๒๗๙ มาตรา เขียนไว้ตรงใดครับให้ยุบพรรค ๒๗๙ มาตราเขียนไว้ตรง ใดละครับ ให้ยุบพรรคการเมืองภายใต้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ สร้างขึ้นมาทั้งนั้น ผมไม่ปฏิเสธว่าการดำเนินการของพรรคการเมืองนั้นสามารถเปลี่ยนแปลง ได้ครับ แต่เราใช้ในคำนี้ว่า การเลิกพรรคการเมือง ซึ่งร่างของพรรคก้าวไกลได้พูดถึงเรื่องของ การเลิกพรรคการเมืองด้วยเหตุผล ๔ ข้อด้วยกัน เช่น กรณีการไม่แก้ข้อบังคับให้ถูกต้องหรือ ครบถ้วน ข้อบังคับต้องสอดรับรัฐธรรมนูญครับ ข้อบังคับที่เขียนเกินเลยไปที่ท่านกังวล ไม่มีทางที่จะเดินหน้าต่อได้เพราะต้องถูกให้มีการแก้ไข ถ้าไม่แก้แบบนี้ต้องเลิกพรรคการเมือง กรณีของ

ข้อที่ ๒ คือการไม่มีการประชุมใหญ่พรรคการเมืองติดต่อกัน ๒ ปี ถามว่า ทำไมต้อง ๒ ปี ก็ต้องโดยที่มีเหตุอันสมควรด้วยนะครับ เพราะเจอสถานการณ์โควิด (COVID) ปีที่แล้วแต่ละพรรคกว่าจะประชุมกันได้ก็ล่วงมาเดือนตุลาคม ปีนี้เมษายนต้องประชุมอีกแล้ว แล้วสถานการณ์แบบนี้ผมไม่มั่นใจว่าจะจัดประชุมพรรคการเมืองที่เรียกว่า การประชุมใหญ่ ประจำปีได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่น่ากังวล

ข้อที่ ๓ ก็คือการมีหนี้สินล้นพ้นตัว อันนี้ก็ชัดครับว่าต้องเลิก และ

ข้อที่ ๔ ก็คือมีมติของที่ประชุมใหญ่พรรคการเมืองให้เลิกพรรคการเมืองนั้น อันนี้อย่างไรครับที่เรียกว่าการเคารพเจตจำนงที่มาจากพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุดังกล่าวครับ พรรคก้าวไกลจึงใช้แนวคิดในการยกร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วย พรรคการเมืองในหลักการที่บอกว่า การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ พูดกันง่าย ๆ ก็คือเราเขียนหลักการที่กว้าง เพราะเรามั่นใจว่า การเขียนเช่นนี้นั้นจะนำไปสู่การให้ความเห็นที่พี่น้องประชาชน ตลอดจนเพื่อนสมาชิกได้อ่าน แล้ว ตระหนักและเห็นด้วยกับเรา ผมขออนุญาตใช้ ๒๐ วินาทีสุดท้ายครับท่านประธานครับ การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ท่านต้องนึกถึงโจทย์ที่เรียกว่าโพลิติคอล ดิสรัปชัน (Political disruption) วันนี้โลกไปไกลครับ โลกไปไกลจนพรรคการเมืองไม่อาจตอบสนองต่อพี่น้อง ประชาชนได้อีกแล้ว และเหตุนั้นเพราะเหตุใดทำไมท่านถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการที่จะทำให้ พรรคการเมืองเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนที่เขาคิดเห็นแบบเดียวกันเข้ามาสู่กระบวนการ เป็นตัวแทนนำเรื่องเหล่านั้นมาพูดในสภา ไปนำเสนอในฝ่ายบริหารหรือฝ่ายอื่นใดที่มีอำนาจ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ฉะนั้นการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองของพรรคก้าวไกลจึงไม่ใช่การแก้ไขเพื่อตอบ โจทย์ของพรรคครับ แต่เป็นการแก้ไขเพื่อตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชนในการรวมตัว กันแล้วผลักดันในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวแทนของเขาในรูปแบบของพรรคการเมือง ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นหัวใจและเป็นสิ่งที่อยากจะให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านและ เพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ใช้หลักการที่เรียกว่าการคิดแบบแยบคาย หรือใน ภาษาพระที่เรียกว่า โยนิโสมนัสสิการ ในการตัดสินใจที่จะรับหลักการของพรรคก้าวไกลและ ทุกพรรคการเมืองที่ได้ยื่นมาในวันนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน