สมชาย แสวงการ ชี้แจงบทบาทของสมาชิกรัฐสภาในการดำเนินภารกิจสำคัญของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นความร่วมมือระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. พร้อมเร่งผลักดันกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งบัตรสองใบให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา โดยเตือนไม่ควรขยายประเด็นไปแก้ไของค์กรอิสระหรืออำนาจหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาเสถียรภาพการเมือง ขณะเดียวกันแสดงความกังวลต่อร่างแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองที่อาจตัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรค ซึ่งขัดหลักการรัฐธรรมนูญและอาจกระทบบทบาท กกต. รวมถึงเน้นความจำเป็นของไพรมารีโหวตที่แท้จริงเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานภายในพรรคการเมือง โดยเสนอให้แก้กฎหมายเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับบัตรเลือกตั้งสองใบโดยไม่ขยายประเด็นอื่นที่อาจขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นก็คง ต้องเรียนไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ร่วมกันทั้ง ส.ส. และ ส.ว. วันนี้ เราคงต้องมา ทำภารกิจต่อเนื่องในเรื่องสำคัญ แล้วก็กราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนเพื่อความเข้าใจ ตรงกันว่าเรากำลังทำภารกิจอะไร
ประการแรก คือเราแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้ง ส.ส. และต่อเนื่องไปด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เหตุผลมาจากการที่เราแก้รัฐธรรมนูญ ๓ มาตรา ว่าตรง ๆ ก็คือเรื่องของบัตรเลือกตั้งใบเดียว เป็นบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ผลก็มาจากอันนั้นละครับ ส่วนการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญจะไปเอาเรื่องอื่นมาแก้ไขในเรื่องใด ๆ ก็ตาม ๑๐ ฉบับ ในอนาคตหรือก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ที่สมาชิกหลายท่านก็พูดกันมา ๒ วัน บางทีก็พาดพิงไปถึงการทำหน้าที่ของ กกต. บ้าง การทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาบ้าง การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ยังไม่รวมไปถึง บางส่วนที่โดนกระทบกระเทียบที่เขาไม่สามารถมาชี้แจงในสภา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ดี หรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ดี มันมีเหตุมีผล ครับ เหตุมาจากผลแน่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากปัญหาการเมืองมากมายในสภาและนอก สภามาจากความขัดแย้ง มาจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน มาจากสิ่งต่าง ๆ จึงเกิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีกในวงจรอุบาทว์ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แล้วก็มีพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ เพราะฉะนั้นการใดที่เราพาดพิงไปบุคคลภายนอก แล้วไม่สามารถให้ ท่านมาชี้แจงได้ ผมเสนอเลยครับ แล้วย้ำว่าที่เราต้องมาพูดกันวันนี้ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ ก็คือว่ามาจากการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ มาจาก ๓ มาตราเท่านั้น คือมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ มาตราอื่นเราไม่ได้แก้ แล้วเราก็มีโอกาส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี สามารถแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ ที่ผมบอกไปถึงองค์กรต่าง ๆ ที่ได้ถูกกระทบกระทั่ง ถ้าท่านอยากแก้ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านอยากแก้อำนาจ กกต. ท่านอยากแก้อำนาจ ป.ป.ช. หรือแม้กระทั่งอยากแก้อำนาจ ส.ว. ท่านไปแก้เลยครับ เสนอเข้าสภาวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ก็ได้ สมัยหน้า ไม่ได้ท้า แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทำได้ วันนี้ที่ผมต้องมาเตือนความจำก็คือว่า เราแก้รัฐธรรมนูญบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบไปแล้ว ก็ยังมีความพยายามกล่าวหา ส.ว. บอกอยากจะกลับไปเป็นบัตรใบเดียวบ้าง จะคว่ำ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองบ้าง ข้อเท็จจริงปรากฏ แล้วครับ เมื่อวานชัดเจนครับ ส.ว. ก็โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือก ส.ส. ๒ ฉบับ ผมไม่โหวตให้อีก ๒ ฉบับ เพราะว่าผมก็มีความสุ่มเสียงที่คิดว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ส.ส. บางฉบับอาจหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ เช่นกันครับ วันนี้ผมก็มาย้ำว่าการร่างหรือการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีมา ๖ ร่าง มีความสุ่มเสี่ยงที่ผมไม่อาจโหวตให้ได้ อย่างน้อยเห็นแล้ว ครับ ๓ ร่าง แล้วก็มีอีก ๒ ร่างที่คล้ายกัน แล้วก็มีร่างที่ตรงไปตรงมาต่อเนื่องมาจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ มาตราว่าด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นบัตรสองใบแค่นั้นเองครับ ส่วนอื่น ๆ เป็นประเด็นงอก เป็นประเด็นเสริม เป็นประเด็นเหาะเหินเกินลงกาไม่ควรเข้ามาอยู่ในการ แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองคราวนี้หรอกครับ ท่านกำลัง เอาสิ่งที่ประชาชนเขาเห็นด้วย เห็นต่างก็ตามว่าอยากจะแก้ไขบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ ก็ทำเรื่อง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่มีใครว่าอะไรเลยครับ ส่วนที่จะไปสู้ ไปแก้ไข ไปแปรญัตติในกรรมาธิการ ผมเองรับฟังข้อความคิดเห็นของเพื่อน สมาชิกในฐานะที่ต้องไปเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งรับฟังและซึมทราบ แล้วจะนำข้อปัญหาของ ท่านไปพิจารณาในกรรมาธิการด้วย แต่ส่วนที่มันเกินแล้วรับหลักการเข้าไปไม่ได้ก็มีความ จำเป็นที่ต้องเห็นว่าเราก็ไม่สามารถรับหลักการเข้าไปได้ เพราะอะไรครับ เพราะสิ่งนั้นมันจะ ทำให้เกิดปัญหาในอนาคต แม้กระทั่งสภาเอง แม้กระทั่งกฎหมายที่อาจออกมาแล้ว ไม่สมบูรณ์ กราบเรียนนะครับว่าในรัฐธรรมนูญนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๓๒ คือจะต้อง ดำเนินการให้เสร็จภายใน ๑๘๐ วัน โดยการออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของ สมาชิกที่มีอยู่ของรัฐสภา ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน เห็นอย่างไร สมาชิก วุฒิสภามีแค่ ๒๕๐ ท่าน ก็ไม่อาจทัดทานได้หรอกครับ แต่เราในฐานะสภากลั่นกรองก็ต้องทำ หน้าที่ช่วยกันตั้งแต่ชั้นกรรมาธิการ ช่วยกันตั้งแต่ชั้นวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ เพราะอะไรครับ เพราะเราแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยบัตรเลือกตั้งไปเรียบร้อยแล้ว ถ้ามันทำไม่เสร็จในการแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีเวลาจำกัดตามมาตรา ๑๓๒ (๑) คือ ๑๘๐ วัน มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ เขาบอกว่าหากพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอตามมาตรา ๑๓๑ เมื่อวานผ่านไปแล้ว ๔ ร่าง ผมไม่อาจให้ความเห็นชอบไปอีก ๒ ร่าง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยคะแนน ๔๐๐-๕๐๐ เสียง ส.ว. ๒๐๕ เสียงไม่โหวตให้ ร่างตรงนั้นละครับมันจะเกิดปัญหาว่าถ้าเกิดมันทำไม่เสร็จ มาตรา ๑๓๑ บอกว่าคณะรัฐมนตรีโดยข้อเสนอของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กร อิสระที่เกี่ยวข้องเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ กับข้อ ๒ คือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ถ้ามันเกิดกรณี ๑๘๐ วันแล้วทำไม่เสร็จท่านต้องไปหยิบเอาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ มาใช้ก็เป็นปัญหาต่อไปอีกว่าจะเอาร่างใด บางคนก็บอกว่าเอาร่างที่รับหลักการทั้งหมด บางคนก็บอกเอาร่างนั้นที่ใช้ร่างใดเป็นร่างหลักก็เอาตามนั้น อันนี้ก็ต้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ในอนาคตอีก ผมไม่อยากให้ไม่เสร็จครับ ผมก็อยากเห็นการแก้ไขบัตรเลือกตั้งตามที่แก้ไข รัฐธรรมนูญไปแล้วไม่มีปัญหา แล้วก็ใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีเมื่อใดไม่ทราบ จะมีหลังประชุมเอเปก (APEC) ตามที่คาดการณ์กัน หรือผมก็ยังอยากให้เพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ครบวาระ แล้วก็ไปใช้ในการเลือกตั้งเมื่อครบวาระก็จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราต้องเผชิญต่อไปก็คือการทำให้กฎหมายไม่ขัด รัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น ยังมีปัญหาในมาตรา ๑๓๒ (๒) อีกว่า เมื่อเราทำกฎหมายเสร็จภาย ใน ๑๕ วันที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรัฐสภาต้องส่ง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปยังศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเห็น ในกรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อทักท้วงภายใน ๑๐ วันก็ให้ดำเนินการต่อไปได้ แต่ถ้ากรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ ความเห็นชอบมีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้ให้เสนอความเห็นต่อสภา และให้สภาร่วมกัน พิจารณาแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นี่ละครับคือปัญหา นี่คือการทำหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาที่ลุกขึ้นอภิปรายและลงมติตั้งแต่เมื่อวานและวันนี้ ว่าร่างไหนก็ตามที่มันมี ปัญหาข้อสงสัย ข้อขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่การไม่สำเร็จของการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเราจึงลุกขึ้นทักท้วงด้วยความหวังดีต่อสภา แล้วก็จะทำหน้าที่ในการลง มติรับเฉพาะร่างที่ไม่มีความขัดแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญอันจะเป็นปัญหาในอนาคต โปรดอย่าเข้าใจความปรารถนาดีของสมาชิกวุฒิสภาไปในทางที่ผิด หรืออย่าสื่อสารไปยัง พี่น้องประชาชนในทำนองที่มีความขัดแย้งหรือด้อยค่าสมาชิกวุฒิสภานะครับ ผมขออนุญาต พูดในนามของกรรมาธิการซึ่งท่านได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการพิจารณา พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญในชุดเดิมที่ได้รับการทำหน้าที่การพิจารณาเรื่องของ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่าก็จะรับฟังปัญหา หลายท่านมีปัญหาเรื่องการทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่อย่าลืมว่าก็ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนไว้แล้วบังคับ ถ้าท่านไม่อยากได้ท่านต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าหลักการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีชัดเจนครับ ๑. แก้ได้โดยสภา ๒. แก้ยากหน่อยโดยมีเงื่อนไขต้องไป ทำประชามติ และ ๓. แก้ไม่ได้ว่าด้วยเรื่องของการแก้ไขเรื่องของรัฐอะไรต่าง ๆ สมาชิก รัฐสภาทราบดี ถ้าท่านเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา คราวหน้าท่านก็เสนอแก้อีก เมื่อไม่กี่วัน ท่านก็เสนอแก้เรื่องมาตรา ๒๗๒ เข้ามาก็ไม่ว่ากระไรครับ จะเสนอแก้อย่างไรก็ตามสบาย แต่วันนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองเราคงปล่อยให้ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาข้อสงสัยผ่านไปแล้วเกิดปัญหาในวันหน้าไม่ได้ ผมขออนุญาต ท่านประธานย้ำนะครับว่ามันมีร่างอย่างน้อย ๓ ร่าง ที่ผมคิดว่ามันเกิดปัญหา ๒ ร่างแรก สมาชิกสภาพูดกันไปแล้วครับ โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาทักมากในเรื่องของมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ผมกราบเรียนด้วยความ เคารพครับ กับส่วนตัวกับท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคุณหมอชลน่านก็เคารพรักกันดี เมื่อสักครู่ก็เจอท่าน แต่ผมเห็นว่าการที่ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญแก้ไขเข้ามาคราวนี้มันมีประเด็นจริง ๆ ครับ ไม่ได้มีความจำเป็น เจตจำนงที่จะไปหักหาญ หรือไปกีดกันบุคคลภายในภายนอกประเทศ แต่อย่างใด ผมก็เรียนว่าการกระทำที่ได้รับฟังคำชี้แจงว่าการเข้าไปครอบงำนี้ มันทำให้เกิด อุปสรรคต่อนักวิชาการ ผู้มีความประสงค์ดีสื่อสารมวลชนที่จะให้ความคิดเห็นต่อพรรคการเมือง ผมก็กราบเรียนเลยครับ ในฐานะเคยเป็นสื่อสารมวลชน แล้ววันนี้ก็ยังให้ความเห็นผ่านสื่อ อยู่บ้างหลายครั้ง พาดพิงไปยังส่วนต่าง ๆ รวมถึงพรรคการเมืองบ้างก็มีผิดพลั้งก็ขออภัย แล้วก็มีพี่น้อง เพื่อนพ้องน้องสื่อ และนักวิชาการก็ให้ความเห็นต่อพรรคการเมืองในนโยบาย แห่งรัฐ นโยบายต่าง ๆ ของแต่ละพรรคการเมือง ตราบใดที่ผมคิดว่ามันเป็นกระบวนการ การมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกภาคส่วน ก็ทำได้ครับ ถ้าตราบนั้นไม่ได้ไปครอบงำ ทำให้เกิดความไม่เป็นอิสระที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๔๕ ขออนุญาต ย้ำซ้ำ เพราะถือว่าเป็นคนสุดท้ายของสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องพูด เพราะชัดเจนมากครับว่า ท่านไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ที่บอกว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้ง พรรคการเมือง ตามวิถีทางปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายบัญญัติคือกฎหมายอะไรครับ กฎหมายพรรคการเมือง อย่างไรครับ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหาร พรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิก มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งอันนี้จะพัน ไปเรื่องของการไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่สำคัญคือการกำหนดมาตรการให้ดำเนินการได้ โดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดยบุคคล ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ประเด็นนี้ครับ เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าการไปเติมมาตรา ๒๘ วรรคสอง กับมาตรา ๒๙ วรรคสอง ของคุณหมอชลน่านกับพรรค มีประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องเติม เพราะเติมเข้าไปแล้ว มันจะเกิดถูกการตีความขึ้นมานะครับ แล้วก็อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ก็เรียนเลยครับว่าการที่ท่านตัดไปจาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอนครับ ด้วยความเคารพ ผมตรวจ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ และผมไม่พบข้อความที่จะทำให้เห็นว่าเมื่อตัดมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ออกไปแล้ว จะไปมี กฎหมายใดที่ยังทำให้เกิดมาตรการที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดยบุคคล ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ตามมาตรา ๔๕ วรรคสองอยู่ ดังนั้น เมื่อท่านเอา ๒ เรื่องไปรวมกันอยู่ เอาเรื่องอื่น ๆ มาไม่เป็นไรครับ แต่พอเอาเรื่องนี้ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ นี้ ผมจึงคิดว่า ๒ ร่างนี้หากชี้แจงไม่ได้ ผมก็รับเข้าไปสู่การพิจารณา ไม่ได้ เพราะจะเกิดปัญหาขึ้นในระยะต่อ ๆ ไปในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ และเมื่อส่งไป ให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระอื่นอาจถูกโต้แย้งในภายหน้า
ถัดมาครับ ยังมีประเด็นที่ผมคิดว่าร่างแก้ไขของพรรคการเมืองที่เสนอมา บางร่าง ขออนุญาตยกอีกนะครับ กรณีเช่นของท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกล คุณพิธา ประเด็นนี้ ผมคิดว่ามันสำคัญ เพราะว่ามันเป็นไฮไลต์ (Highlight) ส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง ซึ่งผมก็เข้าใจคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งทำพรรคการเมือง ผมกราบเรียนครับว่าบางท่านบอกว่าท่าน อาบน้ำร้อนมาก่อนผม เพราะท่านเข้าสู่สนามการเมืองด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ก็จริงครับ ผมไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง ผมมีต้นทุนต่ำ เพราะผมไม่ได้ใช้เงินเลย ผมถูกส่งจากมูลนิธิ จากสมาคมมาเป็น ส.ว. สรรหา แต่ก็มาทำหน้าที่ที่ผมคิดว่ามีประสิทธิภาพคุ้มเงินเดือนของ ผมตามหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง ผมไม่เคยลงเลือกตั้ง แม้ถูกชักชวนการเลือกตั้ง ๓ ครั้ง จาก ๓ พรรคการเมือง แล้วปฏิเสธไปทั้ง ๓ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และรักษาตัวมาจนถึงปี ๒๕๖๕ อยู่ ๑๕ ปีในสภาโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมก็มีความผูกพันกับเพื่อนฝูงที่ทำงานในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เขามาจากการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขต ทั้งแบบปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาที่เขามาจากการเลือกตั้ง ผมเข้าใจดีครับว่าการเลือกตั้งไม่ได้ ง่าย ยากมากครับ มีต้นทุนสูงครับ ตั้งแต่ท่านเจอเรื่องงานบวช งานศพ งานแต่ง ค่าใช้จ่าย ต่อเดือนมีปัญหามากมาย มีผู้ที่จะต้องดูแลมากมาย ตราบใดที่ประเทศไทยยังเป็นระบบอุปถัมภ์ ผมเข้าใจครับว่าต้นทุนสูงมาก แต่ถ้าเราต้องการ ให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นสถาบันการเมือง ผมอยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ ๆ ซึ่งวันนี้ ก็มีพรรคการเมืองใครบอกว่าเกิดยากครับ ไม่ยากครับ จดทะเบียนมากมายครับ ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้มี ๘๐ กว่าพรรค แต่คราวเลือกตั้งที่แล้วมี ๗๐ กว่าพรรค จดง่ายพอ ๆ กับจดทะเบียน บริษัท ซึ่งหลักการที่จดง่ายก็ต้องมีหลักการที่จำเป็นต้องมีการควบคุมเช่นกัน บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนง่ายก็ยังต้องมีกฎหมายควบคุม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องขออภัยที่ต้อง พูดถึงการที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลไปแก้ไขแล้วพาดพิง เกินกว่าที่ควรจะเป็น คือการไปตัดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการยุบพรรค แล้วผมคิดว่า สำคัญจะทำให้ขัดรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านอยากแก้ไขเรื่องศาลรัฐธรรมนูญท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลยครับ หรือท่านเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ อย่าอาศัยเหตุในการเข้ามาแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองแบบนี้ ผมเห็นสิ่งที่เสนอเข้ามาแล้วก็เลยเกิดความไม่สบายใจ เพราะอะไรครับ เพราะมาตรา ๙๐ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเดิมบอกว่า การสิ้นสุดสภาพลงเมื่อการสิ้นสภาพตามความเป็นพรรคการเมือง ท่านไปขอตัด (๒) ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตามมาตรา ๙๒ ซึ่งเราก็จะพบว่ามันมีปัญหามากมาย อย่าลืมว่า พรรคการเมืองไม่ได้มีการตั้งขึ้นมาแล้วต้องอยู่ต่อไปอยู่ถาวร พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อขายหัวพรรคก็มีนะครับ ท่านก็ต้องยอมรับความจริง พรรคการเมืองที่ตั้ง ขึ้นมาในอดีตหลายพรรคก็ไม่ได้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ตั้งขึ้นมาเพื่อหาเงินจากกองทุน พรรคการเมืองก็มี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีคนตัดสิน แล้วถ้าดูต่อไปท่านก็ต้องไปดูว่า อำนาจในการเสนอเป็นใครครับ นายทะเบียนพรรคการเมืองก็คือ กกต. แต่ถ้าท่านไม่พอใจ ไม่อยากให้ กกต. หรือนายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจท่านต้องไปแก้กฎหมาย กกต. ครับ ทีนี้ท่านมาแก้กฎหมายตรงนี้โดยการตัดสิทธิเรื่องการยุบพรรคไปกระทบทั้งอำนาจ กกต. ไปกระทบอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันมีเหตุหลายประการในเรื่องของการยุบพรรค ไม่เฉพาะมาตรา ๙๒ อย่างเดียว เหตุแห่งการยุบพรรคซึ่งถ้าตรวจในปี ๒๕๖๑ มีพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้วทั้งสิ้นจนถึงปัจจุบัน ๒๙ พรรค ผมไม่เอ่ยชื่อพรรคครับ พรรคเหล่านั้นมีบางพรรคที่ถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการกระทำความผิดบางประการ เกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นอำนาจในการยุบ พรรคของศาลรัฐธรรมนูญจึงยังต้องมีอยู่ อำนาจในการยื่นก็ยังเป็นอำนาจของ กกต. และใน มาตรา ๙๒ ที่ท่านจะตัดนั้นมันเขียนไว้ชัดครับ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรค ๑. การกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประชุม หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒. กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ผมเองก็เป็น ผู้หนึ่งที่ทั้งเป็นผู้เคยยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญเดิมในเรื่องการ ล้มล้างการปกครองกับพรรคการเมือง ผมเองก็เป็นผู้ที่ถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยื่นร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน ผมเองก็เป็นผู้แก้ต่างในคดีหลายคดีในศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกหลายท่านบอกแล้วครับว่ามันต้องมีศาลตัดสิน ไม่ว่าศาล ในสหรัฐอเมริกาอาจจะใช้สุพรีมคอร์ต (Supreme Court) หรือศาลฎีกา ในบางประเทศ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญแบบประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีศาลตัดสินละครับเมื่อมี เรื่องเกิดขึ้น จะบอกว่าอำนาจนิติบัญญัติจะถูกอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเหนือกว่าไม่ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่ จริงอยู่ครับ พรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันที่เข้มแข็ง และพรรคการเมือง ก็เกิดขึ้นแล้วควรอยู่เป็นสถาบันในระยะยาว แต่การยุบพรรคที่กระทำการไม่ถูกต้อง ถ้ามีเหตุ อันควรเชื่อได้ว่าซึ่งก็หมายความว่ากว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยมันต้องพร้อมทั้ง พยานหลักฐาน พร้อมทั้งหลายเรื่อง และศาลรัฐธรรมนูญที่มีคนร้อง มีนักร้องโดยทั่วไปท่านก็ไม่ได้ตัดสินยุบไปเสียทุกพรรค แล้วท่านก็ไม่ได้ตัดสินตามที่ผู้ร้องทุกกรณี ผมว่าร้อยละ ๙๐ ที่ท่านไม่ตัดสินยุบพรรค เสียด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนว่าในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ๓ ฉบับที่ผมกล่าวมานี้มันเป็นการแก้เกินจากสิ่งที่ผมย้ำตอนต้นว่า เรามาทบทวนกันก่อนพี่น้องประชาชนจะได้ทราบว่าเราแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวที่แล้ว เรื่องอะไร เราแก้เรื่องเดียวบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ เมื่อเราแก้เช่นนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เราจะแก้ตามมันก็มีเพียงเรื่องเดียว ก็คือการเลือกตั้ง บัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบ เพราะอะไร เพราะเราแก้แค่มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และ มาตรา ๙๑ เราไม่ได้แก้มาตราอื่น มาตราอื่นยังคงค้างอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทำ ยกตัวอย่างเช่นในมาตรา ๙๐ ที่สมาชิกหลายท่านพูดแล้วก็ขออนุญาตพูดซ้ำอีกเพียงเล็กน้อย ก็คือว่าพรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แล้วให้สิทธิส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ ประเด็นนี้ไม่ต้องถกเถียง หลายคนมาเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเรา สามารถส่งปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) โดยไม่ลงเขตได้ไหม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ เขียนไว้ ชัดเจนครับว่าท่านต้องส่งเขตด้วย จะส่ง ๑ เขต หรือส่ง ๔๐๐ เขตก็เรื่องหนึ่ง
ประการถัดมา การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของ พรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครเลือกตั้งจากภูมิภาค ต่าง ๆ แล้วความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงอย่างนี้เป็นต้น ในเรื่องของการทำไพรมารี โหวต (Primary Vote) ยังคงมีอยู่ แต่ผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่านก็บอกว่ามันยาก ก็เช่นเดียวกับที่เพื่อนสมาชิกบอกตั้งแต่เช้า พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ไม่ได้เสียหาย ท่านบอกแล้วครับประชาธิปไตยของไทย ๙๐ ปี ก็ยากครับ แต่ก็มีคนขวนขวายอยากเข้ามา ใช้อำนาจอธิปไตยในระบอบการเลือกตั้งแบบนี้เช่นพวกเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องอดทน การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก็คือการให้มีประชาธิปไตยขั้นต้นตั้งแต่ให้ประชาชน นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองได้สามารถเลือกคน ของตัวเอง แทนที่นายทุนหิ้วกระเป๋า หรือเป็นครอบครัวส่งไป แล้วให้ประชาชนมีหน้าที่แค่ เลือกตามที่ส่งไป เขาที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ในพื้นที่มีสิทธิที่จะช่วยเลือก แล้วประชาธิปไตย ก็จะเบ่งบานมาจากการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น ไพรมารี (Primary) ก็คือประถมนั่นละครับ ก็แบบเดียวกับที่เราเลี้ยงลูก เขาต้องเรียนประถมศึกษาก่อนจะเป็นมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นประชาชนเองถ้าเราไม่เริ่มต้นให้เขามีชั้นประถมศึกษาในการมีส่วนในการ เลือกตั้ง สมาชิกที่จะส่งลงผู้แทนราษฎรแล้ว ท่านจะให้เขาทำอย่างไรครับ จบมหาวิทยาลัย เลย หรือเป็นแค่ผู้รับเงินในการรับซื้อเสียงตลอดไป หลายท่านมีความต้องการอยากเห็น ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ไม่อยากเห็นการรัฐประหาร ไม่อยากเห็นวงจรอุบาทว์ ผมก็อยากเห็น เช่นนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องอดทน ส่วนถ้าขั้นตอนของการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือการที่รัฐธรรมนูญยังบังคับไว้ให้ทำอยู่นี่มันยาก ก็เคยครั้งหนึ่งแล้วเมื่อคำสั่ง คสช. ในการ เลือกตั้ง เมื่อ ๒ ปีเศษ ๆ ที่พวกท่านเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ลดหย่อนลงไป ประการหนึ่งแล้ว เอาละครับ แม้ขั้นตอนใน พ.ร.ป ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองที่ กกต. เสนอมาก็พยายามจะลด แต่ว่าถ้ายังทำไม่ได้ผมคิดว่าลดอีกนิดหน่อย ก็ได้ แต่ไม่ใช่ลดว่าเหลือจังหวัดละคน คือแทบจะไม่มีเลย ผมคิดว่าเรากำลังพูดความจริง ไม่หมดกับประชาชน หรือสรุปว่าเราอาจจะโกหกกับประชาชน ท้ายที่สุดไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่ให้มีอยู่เป็นพิธีกรรมหรือการให้ผู้บริหารพรรคนายทุนเจ้าของพรรค หรือคนแค่กลุ่มเดียวที่ดูแลอำนาจบริหารเป็นคนเลือกคนไปให้ประชาชนเลือกใช่ไหม ถ้าเป็น เช่นนั้นสิ่งที่เราพูดกันมาทั้งหมด ๒ วัน ก็เป็นประชาธิปไตยจอมปลอมสิครับ เราหลอก ประชาชนสิครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตไม่ขัดแย้งเรื่องนี้ ผมรับฟังว่าความยุ่งยาก การใช้ เงินใช้ทอง การตั้งสาขาพรรค การรวบรวมสมาชิกหลายคนบอกแล้วว่ากว่าจะหาคนได้เขตละ ๑๐๐ คนมันยากอย่างไร แต่ผมคิดว่าหลายท่านก็เป็นคนหนุ่มสาวที่อยากเห็นประชาธิปไตย อยากเห็นพรรคการเมืองเข้มแข็งท่านต้องอดทนครับ แต่ข้อคิดเห็นประการใดที่จะไปประนีประนอมทำในแต่ละเฟส (Phase) แต่ละเฟส (Phase) แต่ละเฟส (Phase) เพื่อให้มันเกิดการพัฒนาขึ้นผมคิดว่ารับได้ ในฐานะกรรมาธิการก็จะรับ เรื่องนี้ไปช่วยพิจารณา แต่ถ้าตัดทิ้งผมคิดว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าบอกว่าทำแค่พิธีกรรมผมว่า อย่าหลอกประชาชนเลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าจำเป็นต้องเรียนให้พี่น้องประชาชน ทราบว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือประชาธิปไตยชั้นประถมนี่ละครับ สำหรับการที่ แบบเดียวกับไพรมารี สคูล (Primary School) สำหรับประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคท่านควร มีสิทธิตั้งแต่ต้นในการที่แสดงความคิดเห็น หรือเลือกคน หรือส่งคน ทั้งในเขตเลือกตั้งและ ทั้งในบัญชีรายชื่อที่ยังต้องคงอยู่ เพราะฉะนั้นโดยสรุปขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ย้ำหลักการเดิมว่าเมื่อเราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ มาตรา คือ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และ มาตรา ๙๑ ทำบัตรเลือกตั้งใบเดียวให้เป็นบัตร ๒ ใบ เรายังจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วยเจตนารมณ์เพียงแค่นั้น แก้ พ.ร.บ. พรรคการเมือง เพื่อให้สอดคล้องด้วยเจตนารมณ์เพียงแค่นั้น ส่วนใดก็ตามที่เกินกว่านั้น ส่วนใดที่คิดว่า ท่านอยากแก้ไปพร้อมกันผมคิดว่าขัดหลักการและขัดเจตนารมณ์ ขอครับ ถ้าท่านอยากเสนอ เข้ามาใหม่ในการแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องต่าง ๆ ทั้ง ๑๐ ฉบับ เรียนเชิญครับ เปิดสภาสมัยหน้าท่านยื่นได้เลย แต่คราวนี้แก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้ การเลือกตั้งเดินหน้าไปได้ในเรื่องบัตร ๒ ใบ จำเป็นต้องทำเพียงแค่นั้นครับ ผมก็เลย ขออนุญาตกราบเรียนว่าขอรับหลักการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง และขัดรัฐธรรมนูญนั้นไม่อาจรับได้ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ