ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายพรรคการเมือง แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลที่อาจนำไปสู่การจำกัดการเติบโตของพรรคการเมืองแทนการส่งเสริม พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคการเมือง โดยระบุว่าองค์ประกอบของศาลขาดความเป็นกลางเนื่องมาจากการแต่งตั้งในยุครัฐประหาร ทำให้มีความเสี่ยงต่อการใช้อำนาจเพื่อควบคุมพรรคฝ่ายค้าน จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนกลไกการยุบพรรคให้โปร่งใสและสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยอ้างอิงมาตรฐานจากประเทศที่มีระบบประชาธิปไตยเข้มแข็ง
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังในส่วนของท่านสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายกันมากมายในหลาย ประเด็น แต่ละฝ่ายล้วนมีหลักการตรงกันคือไม่ต้องการให้พรรคการเมืองนั้นเป็น พรรคการเมืองกลุ่มทุนที่คอยครอบงำ ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ ไม่ต้องการให้ พรรคการเมืองนั้นไม่เติบโต แคระแกร็น อยากให้เจตนาดี อยากให้มีสมาชิกเป็นเจ้าของ พรรคการเมือง แต่เรียนด้วยความเคารพนะครับว่า ในหลายท่านที่เสนอยังไม่เคยตั้ง พรรคการเมืองเอง และไม่เคยสมัครรับเลือกตั้ง แต่การเสนอในหลักการที่สวยหรู แต่วิธีการ ที่เสนอมานั้นล้วนแต่เป็นการควบคุมพรรคการเมืองไม่ให้เติบโต การจะให้พรรคการเมืองนั้น เติบโตมันมีอยู่หลายอย่าง เราต้องใช้กฎหมายที่ส่งเสริมและสนับสนุน สิ่งที่ทำให้ พรรคการเมืองแคระแกร็นมีอยู่ ๒-๓ เรื่อง
เรื่องแรกคือการยึดอำนาจ ยึดปุ๊บยุบพรรคปั๊บ ยึดปุ๊บยุบสมาชิกปั๊บ พรรคการเมืองไม่เติบโต ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีการพัฒนา ถ้าอย่างนั้นถ้าเห็นอย่างนี้จริง ๆ อย่ายึดอำนาจ
ประการที่ ๒ จะต้องไม่ควบคุมโดยกฎหมาย ไปควบคุมทุกอย่างครับ ต้องมี สมาชิกกี่คนในการก่อตั้ง ต้องมีค่าสมาชิก ๒๐๐ ๒,๐๐๐ ต้องสามารถที่จะทำอะไรได้กี่ครั้ง กี่อะไร ต้องมีไพรมารีโหวต (Primary Vote) โดยบังคับมี ๒๐๐ คน ก็ไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่ความเป็นจริง ๒๐๐ คน เป็นตัวแทนประชาชนสมาชิกได้อย่างไร มันก็รู้อยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ เอา ๒๐๐ คนมาตัดสินคนเป็นแสนคน เป็นหมื่นคน มันไม่มีทาง นั่นก็คือวิธีการ ควบคุมให้แคระแกร็น ดูเหมือนเจตนาดีแต่แฝงไปด้วยเจตนาที่ไม่ดี เพราะอาจจะด้วยเจตนา วาระซ่อนเร้นที่จะควบคุมพรรคการเมืองไม่ให้โตหรือมีวาระซ่อนเร้นสั่งมา
ประการต่อมาก็คือเรื่องของการยุบพรรค การยุบพรรคเป็นเรื่องสำคัญ ร่างของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ ระบุไว้เลยว่าเป็นปัญหาอุปสรรคกับการเติบโต การยุบพรรคนี้สิ่งที่ดูอันแรกก็คือองค์กรผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อย่างนี้ผมเรียนนะครับ มาตรา ๒๑๐ บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ พิจารณา วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ๒. พิจารณาวิธีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและองค์กรอิสระ ๓. หน้าที่ และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้บอกว่าหน้าที่และอำนาจอื่นบัญญัติไว้ ตามกฎหมาย กฎหมายอื่นนอกจากรัฐธรรมนูญนะครับ ไว้แต่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ ไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคเลย แต่ทำไมพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดย คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติออกมา ตรงนี้ฉบับนี้ ที่ต้องแก้ไขตรงนี้ ทำไมบัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคล่ะครับ เพราะต้องการที่จะ เอาไว้ควบคุมพรรคการเมืองไม่ให้โต ถ้าโตแล้วไปโต้แย้งกับอำนาจการรัฐประหารก็ยุบมันเสีย ใช่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมาจากไหนครับ มาจากการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติ มาจากการแต่งตั้งจากสมาชิกวุฒิสภา มาจากการสรรหาของประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครอง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ๔ บวกองค์กรอิสระอีกตั้งหลายคน เกิน ๔ องค์กรอิสระมาจากไหนครับ มาจากแต่งตั้ง คสช. เกาหลังกันขึ้นมา ก็คือเป็นคนของ คสช. นั่นละเป็นคนคัดสรรขึ้นมา แล้วให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง คสช. เลือก แล้วก็ให้ สนช. จากการแต่งตั้งของ คสช. เลือก แล้วจะได้คนเป็นกลางได้อย่างไรมาวินิจฉัยชี้ขาดตรงนี้ ประเทศพัฒนาหลายประเทศเขาใช้ศาลปกตินะครับ หลักประกันในการยุบพรรคไม่ควรที่จะ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากองค์กรที่มีความสงสัยในความเป็นกลางแบบนี้ แต่ประเทศไทย ใช้แบบนี้แล้วจะให้ไปยุบได้อย่างไร การปล่อยให้ตรงนี้ไว้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วยังทำให้เป็นที่ สงสัยและไม่เป็นความยุติธรรมอย่างยิ่ง เป็นวาระซ่อนเร้นใช่ไหมครับที่จะคงอำาจตรงนี้ อยู่ เพื่อให้ยุบฝ่ายตรงข้ามถ้าโตเมื่อไรก็ทำ
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของผู้มีอำนาจเริ่มต้นคดี ไม่มีการกลั่นกรองครับ ใครก็ได้ นักร้องคนไหนตั้งก็ได้ มายื่นก็สามารถยุบพรรคก็ได้ นี่คือเป็นเงื่อนไขในการที่ให้ยุบ พรรคได้หรือไม่ ที่ผ่านมาการยุบพรรคถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายมาจาก คสช. ยุบไม่ได้ครับ แต่เป็นฝ่ายค้านยุบได้
ประการที่ ๓ ในส่วนเรื่องของเงื่อนไขในการยุบพรรค กฎหมายพรรค การเมืองฉบับนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๙๒ คณะกรรมการมีหลักฐานเชื่อว่าพรรค การเมืองใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรค การเมืองนั้น ๒. กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข คำว่า อันอาจ คือสงสัยครับ มีคนเดินผ่านหน้าบ้าน อันนี้ อาจเป็นผู้ร้ายได้ให้ยิงได้เลย มันเป็นธรรมกับคนที่เดินผ่านหน้าบ้านไหมครับ อันอาจนะครับ นี่คือให้ดุลยพินิจของคนที่ไม่เป็นกลาง มีข้อสงสัยในความเป็นกลางมายุบพรรคใครก็ได้ พรรคการเมืองมาจากประชาชน สิ่งที่เติบโตได้ก็คือเกิด กำเนิดโดยประชาชนโดยง่าย เติบโต โดยการสนับสนุนให้เติบโตได้ จากไปโดยประชาชนถ้าประชาชนไม่เลือกก็ต้องสิ้นสุดไป ไม่ใช่เกิดจากคน ๙ คน เลือกมาจาก คสช. มายุบ ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรี เลือกไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เงินกู้เป็นรายได้และไปยุบพรรคอย่างนี้ยุติธรรมตรงไหน มันเป็นการเมืองชัด ๆ คน ๖,๓๐๐,๐๐๐ ตั้งขึ้นมาเลือกขึ้นมา แต่มายุบโดยคน ๙ คน และมี ข้อสงสัยว่าไม่เป็นกลางทางการเมือง เพราะที่มามีข้อสงสัยนี่คือโครงสร้างทางการเมือง บิดเบี้ยวตรงนี้ แล้วเรายังจะคงสภาพแบบการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญยังมีอำนาจในการยุบ พรรคได้หรือ ท่านประธานครับ ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สเปน ออสเตรเลีย นอกจากเขาไม่มีการให้สิทธิประชาชนทั่วไปยุบ เขายังมีการกลั่นกรอง เช่น ให้ประธานาธิบดี สภาผู้แทนราษฎร พนักงานอัยการ กกต. ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว แล้วเงื่อนไขในการ ยุบพรรคเขาจะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เช่น มีหลักฐานปรากฏชัดว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างเยอรมันฮิตเลอร์ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นระบบนาซีในส่วนนี้ อย่างนั้นเป็นเหตุ เงื่อนไขที่พอสมควร ไม่ใช่อาจจะครับ และไม่ใช่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่า ในคดีอาญา ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย หลักทฤษฎีที่บอกว่า ๑. มีมูลหรือไม่ ๒. เชื่อว่ากระทำผิด หรือไม่ ๓. ปราศจากความสงสัยว่ากระทำผิดหรือไม่คำว่า มีมูลหรือไม่ หมายความว่าในชั้น ตำรวจจะใช้กรณีที่ให้มีมูลแล้วก็สอบสวน ๒. เชื่อว่ากระทำหรือไม่ชั้นอัยการสั่งฟ้องครับ ๓. ปราศจากความสงสัยที่จะลงโทษได้ กรณีนี้มันยิ่งกว่าคดีอาญาเพราะไม่ใช่ประหารชีวิตคน หรือลงโทษคน แต่มันประหารชีวิตนักการเมืองที่มีประชาชนไปร่วมก่อตั้งหนุนหลังอยู่ จะใช้แค่ว่าเชื่อถือหรือครับ แล้วตัดสินอย่างนั้น แล้วใช้องค์กรศาลรัฐธรรมนูญที่มา การเชื่อมโยงได้วินิจฉัยได้ไล่สายได้ว่ามาจาก คสช. มาฝ่ายหนึ่งในการยึดอำนาจและอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่แย่หรือครับ ที่ผ่านมาก็แย่ครับศาลรัฐธรรมนูญตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ๒๐ กว่าปี ๒๓ ปี ยุบมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๑๐ พรรค ส่วนใหญ่เป็นเรื่องธุรการ แล้วก็เรื่องของการเมืองที่เป็น ปฏิปักษ์ เรื่องธุรการเรื่องอะไรบ้างครับ ก็คือเช่นกรณีเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคการเมือง เลือกตั้งผู้บริหารพรรคไม่ได้กระทำโดยประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง มีองค์ประกอบ ที่ประชุมใหญ่พรรคการเมืองไม่ได้เป็นไปตามหลักวิธีดำเนินการข้อบังคับ กรณีพรรคการเมือง ดำเนินการให้มีสมาชิก ๕,๐๐๐ คนขึ้นไป กรณีพรรคการเมืองไม่จัดทำรายงาน พรรคการเมืองมีมติยุบตามข้อบังคับ พรรคการเมืองถูกยุบเพราะจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึง ๑๕ คน มันยุบเพื่ออะไร นี่คือเรื่องงานธุรการและเรื่องของงานการเมืองใช้ดุลยพินิจตีความเอา แล้วก็ยุบ หมายถึงว่าไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลที่มาจาก การรัฐประหารก็จึงยุบเข้าไป พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ก็ถูกยุบ โดยองค์กรเหล่านี้และไม่เกิดความเป็นธรรม การยุบพรรคในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างที่ผม กล่าวเมื่อสักครู่นั้น เขาจะยุบตัวพรรค แต่ไม่ทำลายการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของตัว กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค ของไทยเลยเถิดครับ พอยุบเสร็จทำลายตัวบุคคล ด้วยซ้ำกะว่าจะให้เหี้ยนเตียน ก็คือการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๑๐ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง นี่คือเหตุผล ของการสร้างเสริมประชาธิปไตยหรือครับ หลายท่านอภิปรายไม่เคยลงเลือกตั้ง ไม่เคยตั้ง พรรคการเมืองเสนอว่าจะต้องควบคุมอย่างโน้นควบคุมอย่างนี้ ถ้าปล่อยพรรคการเมืองอิสระ แล้วจะทำให้ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ถามว่าท่านไม่เคยเลือกตั้ง ท่านรู้ได้อย่างไร ท่านเจตนา วาระซ่อนเร้นหรือเปล่า เข้ามาจะควบคุม และหลายท่านก็มาอภิปรายวันนี้บอกว่าจะไม่ ยอมรับร่างที่ไม่ได้แก้ เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญบัตร ๒ ใบ จะคงอำนาจไว้หรือครับจะห้อยโหนเพื่อเป็นอำนาจ แต่งตั้งอย่างนี้อยู่ตลอดไปใช่ไหม ถึงพยายามจะขัดขวางทุกวิถีทาง เมื่อวานการลงมติเลือกตั้ง ในส่วนของตัว พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างของรัฐบาล ร่างของ พรรคร่วมรัฐบาล ๖๐๐ กว่าคน แต่ร่างพรรคฝ่ายค้าน ๒ ร่าง ร่างพรรคเพื่อไทยเหลือ ๔๐๐ กว่า ๒ ร่าง แต่มีผู้ที่ปฏิเสธไม่รับวาระที่ ๑ ๒๐๕ ของพรรคเพื่อไทย และ ๒๐๒ ของพรรค ก้าวไกล นั่นแสดงว่ามีกลุ่มบุคคลที่พยายามขัดขวางการแก้ไข พ.ร.ป. ๒ ฉบับนี้ นี่คืออะไร ครับต้องการจะขัดขวางทุกวิถีทาง ต้องการให้อยู่แบบเดิม ร่างนี้มาจาก คสช. ลองไปเช็ก (Check) ชื่อ อยากให้พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน ไปเช็ก (Check) ชื่อว่ามีใครบ้างหน้า ไหนบ้าง เป็นคนที่ห้อยโหนได้ประโยชน์จาก พ.ร.ป. ๒ ฉบับนี้ใช่ไหมที่มาดำรงตำแหน่ง อยากให้รัฐบาล คสช. อยู่ต่อใช่ไหม ตัวเองจะได้อยู่ต่อ ใช่ไหมครับ ทุกคำพูดทุกคำพูดออกมา หวังดีต่อพรรคการเมืองอยากให้โต แต่เนื้อในนั้นคือควบคุม กำกับดูแล ไม่ให้เกิด ไม่ให้เติบ ไม่ให้โต อย่างนี้เขาเรียกว่า ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ไร้ความจริงใจสิ้นดี ท่านประธานครับ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งไม่นานเราก็จะมีการลงมติว่าจะรับร่างหรือไม่ ผมฝากท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิก และฝากพี่น้องประชาชนช่วยดูคนเหล่านี้ อย่างน้อย ๆ ๒๐๐ กว่าคน ว่าเขาจะ เอาแบบเดิมไหม และจะไม่รับมติของร่างนี้ไหม โดยฝ่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมมั่นใจว่าเขาอยากจะเลือก อยากจะให้มติตรงนี้ผ่านวาระที่ ๑ ขึ้นไป และไปสู้ในชั้น กรรมาธิการและแก้ไขในทุกประเด็นที่ทำเพื่อจะผ่อนคลายและแก้ไขเพื่อให้พรรคการเมือง นั้นเกิด ดำรงอยู่และจากไปโดยความศรัทธาประชาชน ไม่ใช่ควบคุมด้วยคนเพียง ๙ คน ซึ่งตั้งมาจาก คสช. ผมฝากท่านสมาชิกทุกท่านครับ ไม่ว่าท่านจะมาจากที่ไหนจากประชาชน หรือไม่จากประชาชน เมื่อถึงวันนี้เป็นโอกาสที่จะแสดงความจริงใจว่าไม่ได้มีวาระซ่อนเร้น ที่จะทำเพื่อตัวเอง และมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้พรรคการเมืองนั้นเข้มแข็ง ทำให้ระบบการ เลือกตั้งนั้นเป็นบริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ๆ ไม่ใช่แสดงด้วยคำพูดสวยหรู แสดงด้วยการกระทำ ขั้นแรกคือการรับร่างทุกร่าง ถ้าเห็นว่าประมาณ ๒๐๐ กว่าคนมีปัญหาอีกแบบ พ.ร.ป. ที่แล้ว ให้ประชาชนช่วยกันตำหนิ ช่วยกันประณามว่าคนเหล่านี้ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ผมขอ ฝากแค่นี้ครับท่านประธาน