ณัฐชา ชี้ร่าง ป.ป.ช.พรรคการเมืองขัดเจตนารมณ์ ต้องใช้เงินพัฒนาพรรค

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ หารือร่างกฎหมายพรรคการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงความขัดแย้งระหว่างเจตนารมณ์ในการส่งเสริมพรรคการเมืองเข้มแข็งกับการลดงบสนับสนุนกองทุนพัฒนาพรรค ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอิสระจากกลุ่มทุน และเรียกร้องให้มีการพัฒนากติกาอย่างเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายภายใต้กรอบประชาธิปไตย

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพ ร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ก็ได้มีเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือแม้กระทั่งวุฒิสมาชิกก็ได้อภิปรายไปหลากหลาย ผมได้ สรุปใจความง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือว่าท่านอยากเห็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ท่านอยากเห็น สถาบันทางการเมืองที่พี่น้องประชาชนพึ่งพิงได้ ท่านอยากให้พรรคการเมืองอิสระจาก กลุ่มทุน จากนายทุน จากแหล่งทุนต่าง ๆ ที่เข้ามาเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบาย เพื่อเอื้อแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ท่านอยากให้พรรคการเมืองมีแนวคิดของกลุ่มคนที่เป็น กลุ่มก้อนนำขับเคลื่อนแนวทางนโยบาย อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ของพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น แล้วก็ตั้งขึ้นมาเป็นพรรคการเมือง ให้ตั้งให้ง่ายให้สะดวกกับพี่น้องประชาชน และให้ยุบ ให้ยากที่สุด เนื่องจากว่าเป็นเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน และมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ของกติกา เรื่องของขั้นตอน เรื่องของกระบวนการมากมายครับ ที่ไปตีกรอบ ที่ไปกีดกั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือนักการเมือง แล้วก็มีสมาชิกบางท่านก็อภิปรายด้อยค่า นักการเมือง ด้อยค่าพรรคการเมือง แล้วเปรียบประหนึ่งตัวเองสูงส่งก็ไม่ว่ากัน ถึงแม้ว่าท่าน ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งมาก่อน แล้วก็มีสมาชิกที่บอกว่าอยากให้พี่น้องประชาชนคนไทย ที่เป็นสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรคโดยแท้จริง ทั้งหมดที่พูดมา นั่นคือเรื่องราวที่ว่าด้วย กฎหมายฉบับนี้ มันก็มีการพัฒนามา ๔ ส่วนหลัก ๆ ๔ ส่วนที่เข้าใจง่าย ๆ แบ่งออกเป็นผู้เล่น ผู้เลือก กรรมการ และกติกา ผู้เล่นก็มีนักการเมือง มีพรรคการเมือง ผู้เลือกก็มีพี่น้อง ประชาชนคนไทยกว่า ๖๐ กว่าล้านคน กรรมการก็มี กกต. กติกาก็มีเรื่องที่เรากำลังพูดอยู่ วันนี้ครับ และเรื่องที่เรากำลังพูดอยู่วันนี้จะไปพัฒนาองคาพยพต่าง ๆ ทั้ง ๓ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผู้เลือก ผู้เล่น หรือแม้กระทั่งกรรมการ แต่เราไปดูครับ ทุกท่านพูดมาสวยหรูอยากให้เป็น อย่างโน้น อยากให้เป็นอย่างนี้ กฎกติกาต่าง ๆ แต่ทุกอย่างใช้เงินงบประมาณ ถ้าเราไปดูใน ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบ่งบอก ก็คือเรื่องของเงินกองทุนพัฒนา พรรคการเมือง วันนี้เรามีผู้นำที่ปากว่ามือขยิบ เพราะว่าทุกอย่างอยากให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่มาดูกันครับว่า เงินพัฒนาพรรคการเมืองวันนี้เป็นอย่างไร ผมมีข้อมูลอยู่ครับ เริ่มต้น ให้เงินงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๔๒ เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้มา ๒๐๐ ล้านบาท ขณะนั้นมี ๒๖ พรรค ปี ๒๕๔๓ มี ๒๙ พรรค ได้ ๓๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๔ ได้มา ๓๕๐ ล้านบาท มีอยู่ ๔๒ พรรค ปี ๒๕๔๕ มี ๓๕ พรรค ได้มา ๒๕๐ ล้านบาท ไล่เรียง มาเรื่อย ๆ ปีละ ๒๐๐ ๓๐๐ ๒๐๐ ๓๐๐ เพราะเขาเห็นความสำคัญของพรรคการเมือง ที่จะเข้าไปทำงานเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ปลดพันธนาการจากกลุ่มทุน จากนายทุน และให้เงื่อนไขการสนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองมาจากการอ้างอิงโดยสาขา พรรค สมาชิกพรรค นั่นก็หมายความว่าสมาชิกพรรคที่มาเป็นสมาชิกนั้น นอกเหนือจากเงิน สนับสนุน ๑๐๐ หรือ ๒,๐๐๐ แล้ว เขายังมีกลไกที่ไปคำนวณเงินกองทุนฉบับนี้ แต่พอยึด อำนาจครับ มีปฏิวัติรัฐประหาร ปีงบประมาณ ๒๕๔๙ ยังคงได้อยู่ ปี ๒๕๕๐ ครับ ลดจาก ๓๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ๑๐๕ ล้านบาท หลังจากนั้นผู้นำขณะนั้นปล่อยวางเร็วครับ กลับมา เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ขยับมาปี ๒๕๕๑ ๒๐๐ ปี ๒๕๕๒ อีก ๑๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ อีก ๑๐๐ ล้านบาท ไล่เรียงมาเรื่อย ๆ จนมาถึงการปฏิวัติรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ยังคงมีการอนุมัติ แต่ปีถัดไปปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ไม่ให้เลย แม้แต่บาทเดียว ไม่ให้เลยแม้แต่บาทเดียวไม่เท่าไรครับ พอปล่อยออกมาปุ๊บ สนับสนุน พรรคการเมืองจากที่เคยได้กันเป็นหลักร้อยล้าน ปี ๒๕๖๓ ครับ เริ่มต้นที่ให้มา ให้มา ๗๒ ล้านบาท เรามีอยู่ ๖๘ พรรคการเมือง และล่าสุดครับ ปีนี้ครับ มี ๘๐ กว่าพรรคการเมือง ได้มา ๙๐ ล้านบาท แล้ว ๙๐ ล้านนี้ไม่ได้สามารถใช้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้เลยนะครับ ต้องแบ่ง ๗๐ : ๓๐ อีก ให้ กกต. เอาไปใช้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ค่าบริหารจัดการ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ถึงจะมาหาร ไล่เรียงตามสาขาพรรค ตามกฎกติกาต่าง ๆ ตามรูปแบบจัดสรร ข้อมูลฉบับนี้จาก กกต. นี้ ผมได้มา คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองเรากำลังศึกษาอยู่ ว่ากลไกต่าง ๆ นี้มันเป็นอย่างนี้ ได้อย่างไร แต่สิ่งที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คนได้พูด นั่นเป็นเจตนารมณ์ของพรรคเก่า ของผมเองครับ นั่นก็คือพรรคอนาคตใหม่ พรรคอนาคตใหม่มีอายุรวม ๓๓๗ วัน เขาก่อร่าง สร้างตัวมาจากคน ๓ คนนั่งพูดคุย นั่งขบคิดกัน แล้วก็ชักชวนกันไปว่า แนวทางอย่างเรา อุดมการณ์อย่างเราควรตั้งพรรคการเมืองในบ้านนี้เมืองนี้ แล้วก็ไปสมัครจดจัดตั้งกัน โดยมีผู้ก่อตั้งพรรค ผู้จดจัดตั้งพรรคร่วมกัน ๒๖ คนครับในวันนั้น จาก ๒๖ คนไปทำงานทาง ความคิด ไปรวบรวมมวลชน ไปทำงานต่าง ๆ ในประเทศ กว่า ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศ เราได้สมาชิกรุ่นก่อตั้ง ๖๗๐ คน นี่คือสมาชิกพรรครุ่นก่อตั้ง ผมเองครับ ขณะนั้นทำงานอยู่ที่ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นผู้รับเหมาธรรมดานี่ละครับ ดูขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ เขามีการเปิดโอกาสตั้งชื่อพรรคกับธนาธร ผมเองนี้ส่งอีเมล์ (e-Mail) ตรงมาจากพนมเปญเลย ตั้งชื่อกับเขาด้วย แต่เขาไม่เอาของผม ก็ไม่ว่ากัน นี่คือช่องทางที่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน มีส่วนร่วม ๖ ตุลาคม เปิดสมัครสมาชิกวันแรก ผมก็มาสมัครสมาชิก หวังเพียงแค่ได้สนับสนุน พรรคการเมืองที่เป็นของประชาชน ที่มีจุดเริ่มต้นสวยงาม ที่มีแนวอุดมการณ์ชัดเจน ที่อยากจะมาปักหมุดขับเคลื่อนทางความคิดกับพี่น้องประชาชน และจากวันนั้นจนมาถึง วันกากบาท ๖,๓๓๖,๐๑๗ คะแนน นั่นหมายความว่า ๖,๓๓๖,๐๑๗ คน คือประชากร คนไทยในประเทศนี้ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ประชากรมี ๖๐ กว่าล้านคน เลือกเรามา ๖ ล้านกว่าคน นั่นหมายความว่าคนไทย ๑๐ เปอร์เซ็นต์สนับสนุนแนวคิดอุดมการณ์แบบนี้ แต่โดนยุบพรรคไปเพียงแค่คน ๗ คน นี่สมเหตุสมผลแล้วใช่หรือไม่ ความหวัง ความฝัน ของพี่น้องประชาชนคนไทยถูกทำลายลงไป นั่นถูกกระทำขนาดนี้ ยังไม่หยุดครับ พวกเรา จับมือกันมาตั้งพรรคก้าวไกลชื่อนี้ เข้ามาโดนทุบ โดนตี โดนเฆี่ยน โดนขยี้ โดนอะไรต่าง ๆ เราได้ ส.ส. มา ๘๗ พลิกคิดแบบใหม่ ให้เหลือ ๘๑ ทำไปทำมาให้มันเหลือ ๗๗ ต่อไป ก็ตัดสิทธิโน่นนี่นั่นให้เหลือ ๕๗ แล้วก็มาใช้วิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะแจกกล้วย แจกเกลือ แจกอะไรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เรากลั่นกรองมาแล้วเหลือ ๔๙.๕ นี่สมาชิกพรรคก้าวไกลขณะนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อย ๆ นี่คือสิ่งที่ทุกท่านพูดกันมาตั้งแต่เช้าว่าอยากเห็นพรรคการเมือง เข้มแข็ง อยากเห็นสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรคการเมือง อยากให้ปลดพันธนาการ จากนายทุน นี่ละครับสิ่งที่เราพยายามทำมา แต่พอทำได้ผลสำเร็จ ได้ผลสัมฤทธิ์ออกมาแบบนี้ ก็ถูกกระทำครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรครับวันนี้เราสู้ใหม่ เพราะยุบเราไปแล้ว เราโตขึ้นกว่าเดิม และสิ่งที่ท่านต้องการที่ท่านพูดไว้ในเวทีแห่งนี้ นั่นคือสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว ในนามพรรคก้าวไกล วันนี้เราสนับสนุนแนวคิดของร่างที่แต่ละท่านเสนอมา เพราะมันจะเป็น การเสริมสร้างพัฒนาการให้กับพรรคการเมือง แต่กลไกต่าง ๆ ที่จะนำพามาซึ่งทรัพยากร ที่จะทำให้พรรคการเมืองใช้ได้จริง ท่านบอกว่าท่านอยากมีกระบวนการโน่นนี่นั่น อยากเพิ่ม สมาชิกโน่นนี่นั่น ท่านส่งมา ท่านต้องส่งมาพร้อมทรัพยากรด้วย วันนี้เงินบริจาคภาษี เรามีประชากรคนไทยที่เสียภาษีอยู่ราว ๆ ๑๑ ล้านคน ๑๑ ล้านคนนะครับท่านประธาน กฎหมาย พ.ร.ป. ฉบับนี้บอกว่าสามารถบริจาคสนับสนุนพรรคการเมืองได้ ๑๐๐-๕๐๐ บาท โดยให้กรอกรหัสพรรค โดยพรรคก้าวไกลพรรคของผมนี้กรอก ๑๖๔ รอบที่แล้วนี้ ปี ๒๕๖๓ มีพรรค จากผู้เสียภาษี ๑๑ ล้านคน มีคนกรอกเพียงแค่ ๖๔,๗๐๕ คน อีก ๑๐ กว่าล้าน หายไปไหน หายไปเพราะกลไกมันไม่เอื้อ หลาย ๆ คนบอกว่าฉันไม่ได้กรอกผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ฉันไปกรอกที่สรรพากร พอไปกรอกเสร็จปุ๊บเห็นพรรคการเมืองบอกว่าไม่ต้องเสีย เงินเพิ่ม แต่พอไปให้เขากรอกเขาบอกว่าที่ไม่เสียเงินเพิ่มเพราะไปหักฝั่งที่จะต้องจ่าย วันก่อน ผมเรียกสรรพากรมาชี้แจงกันชัด ๆ ถ้าพี่น้องประชาชนถูกหักไปแล้ว ๑๕,๐๐๐ แต่ท่านต้อง เสีย ๑๐,๐๐๐ เขาหักฝั่ง ๑๐,๐๐๐ เขาไม่ได้หักฝั่ง ๕,๐๐๐ ที่จะได้คืนพี่น้องประชาชน แต่มันมีกระบวนการทางความคิดที่ไปทำลายคนที่มีความตั้งใจจะบริจาคจะสนับสนุน พรรคการเมือง และก็มีอีกแบบหนึ่งบอกว่าหน่วยงานข้าราชการอะไรต่าง ๆ ที่ได้เสียภาษี ก็ไม่กล้ากรอก กลัวผลที่มันออกมาว่าสนับสนุนพรรคนั้นพรรคนี้แล้วจะไม่เจริญก้าวหน้า ทางการงาน กลัวไปอย่างนั้นอีก วันก่อนผมก็เรียกทางสรรพากรมาชี้แจงเขาบอกมีกลไก ความลับชั้นสุดยอด ถ้าท่านไม่พรินต์ (Print) ไปให้ใครดูใครก็มาดูไม่ได้ นี่เขายืนยันว่ามี ชั้นความลับ เพราะฉะนั้นข้าราชการที่สนับสนุนก็สามารถกรอกไปได้เลย เพราะมันลับสุดยอด นี่คือสิ่งที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนได้รู้โดยพร้อมเพรียงกันว่า กลไกที่จะมาสนับสนุน พรรคการเมืองให้พรรคการเมืองเข้มแข็งดั่งคำพูดของเพื่อนสมาชิกตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นนั้น ต้องปลดปล่อยพันธนาการจากกลุ่มทุนแล้วสนับสนุนโดยพรรคการเมือง โดยสมาชิกของ พรรคการเมืองโดยแท้จริงนั่นก็คือต้องมีกลไกต่าง ๆ ประกอบด้วยครับท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ