มณเฑียร ชี้ร่างกฎหมายพรรคการเมืองขาดกลไกเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

มณเฑียร บุญตัน อภิปรายร่างกฎหมายพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมความหลากหลายทางสังคมในพรรคการเมือง ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการรวมกลุ่มผู้ด้อยโอกาส พร้อมเสนอให้พิจารณาแบบอย่างจากประเทศอื่นที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายในกระบวนการเมือง

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตอภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ ได้ฟังคำอภิปรายและได้อ่านร่างที่เสนอเข้า สภาในวันนี้รู้สึกว่าเมืองไทยเราน่าจะพอรับฟังกันได้นะครับ มีความเห็นแตกต่างหลากหลาย และเนื่องจากว่าผมเองก็อยู่ในสภานี้มาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว ก็ได้ผ่านสิ่งที่หลายท่านอภิปรายไปแล้ว พอจะเข้าใจครับว่าทำไมแต่ละท่านจึงมีความเห็น ตามที่อภิปรายไปแล้ว แม้ว่าผมเองไม่ได้มองเห็นปัญหาจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ชื่นชมในความตั้งใจจริงของผู้ร่างนะครับ ซึ่งก็ได้มีการชี้แจง ไปแล้วว่าวัตถุประสงค์ของการร่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะสมาชิก พรรค การเสียค่าสมัคร ค่าธรรมเนียม ซึ่งถ้าเป็นประเทศตะวันตกก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ นะครับ แต่ผมก็เข้าใจครับว่าในสังคมที่มีความเลื่อมล้ำสูง ความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ในการจะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะใด ๆ ก็แล้วแต่ และมีค่าใช้จ่าย อันนี้ขายยาก นิดหนึ่ง ผมจึงคิดว่าการจะกำหนดค่าธรรมเนียมก็ดี หรือค่าบำรุงสมาชิกก็ดี อาจจะเป็น การเรียกเก็บในเชิงสัญลักษณ์ คือไม่จำเป็นต้องตัดออกไป แต่ว่าอาจจะมีการลดหลั่นจำนวน เงิน ผมเคยเจอองค์กรภาคประชาสังคมในบางประเทศนะครับ เขาเก็บค่าบำรุงสมาชิก ปีละ ๑ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับค่าครองชีพในประเทศสหรัฐอเมริกา และคนที่เสียค่าสมาชิกก็เต็มใจเสียครับ ปีละ ๑ ดอลลาร์ อันนี้ก็ลองพิจารณาดูในขั้น กรรมาธิการนะครับ ส่วนเรื่องอื่นที่ผมเห็นมีการแสดงความเห็นที่แตกต่าง แล้วก็ หยิบยกเอาประสบการณ์ตรง ความเจ็บปวดอะไรต่าง ๆ นั้นผมจะไม่พูดซ้ำครับท่านประธาน เพราะผมคิดว่าอยากจะให้ได้มีโอกาสเข้าไปถกเถียงในกรรมาธิการกันทั้งหมด อันนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นการสะท้อนความรู้สึกของผมที่มีต่อทุกร่างว่า แม้ว่าทุกร่างจะผ่านเข้าไป แต่ในท้ายที่สุดกรรมาธิการก็คงจะใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนกัน และนำเสนอร่างที่ดีที่สุดกลับมา ให้พวกเราได้พิจารณาในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนอภิปรายในชั้นนี้ และเป็นสิ่งที่ขาดหายไปตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และทุกร่าง ทั้ง ๖ ฉบับที่ผมไม่เจอเลย ก็คือท่านพูดในเรื่องของการอยากจะให้พรรคการเมือง พี่น้อง ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง แต่ท่านกำหนดไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ พูดถึงผู้รับสมัครจากภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย เสมือนหนึ่งว่า ความหลากหลายในสังคมนี้มันมีแต่เรื่องของพื้นที่และเรื่องเพศเท่านั้นเอง จริง ๆ มันไม่ใช่ สังคมเราประกอบขึ้นด้วยความหลากหลายนานาชนิด เป็นความหลากหลายทางภาษา เป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นความหลากหลายทั้งในเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นความหลากหลายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ของฉบับปัจจุบันครับ แล้วก็ได้บัญญัติห้ามเลือกปฏิบัติด้วย แต่ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ กลับไม่ปรากฏอยู่ในกฎหมายพรรคการเมืองเลย เราอภิปรายกลับไปกลับมาก็เห็นแต่ความ หลากหลายในเชิงพื้นที่และความหลากหลายเรื่องเพศเท่านั้นเอง เพศก็ค่อนข้างจะแคบนะครับ มีแต่หญิงกับผู้ชาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยากจะขอวิงวอนว่า ถ้าร่างใดก็แล้วแต่ผ่านไปถึง ในขั้นกรรมาธิการขอได้โปรดพิจารณาความหลากหลายในสังคมที่มีอยู่ ในหลายประเทศ ที่เกิดใหม่ในแอฟริกาเราอาจจะดูถูกว่าเขาไม่เจริญ เขายังอ่อนด้อยกว่าเราทางเศรษฐกิจ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ประเทศนี้เหล่านี้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายเป็นจำนวนมาก หลายประเทศเคยประสบความยุ่งยาก ประสบปัญหาเรื่องความขัดแย้ง มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กันอย่างไม่จบสิ้น แต่ปรากฏว่าเมื่อเขาตกลงกันได้แล้ว รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกของเขา มีความสวยสดงดงามสร้างสรรค์นะครับ ประเทศยูกันดาถึงขนาดกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้มีสัดส่วนการมี ส.ส. ที่เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมรวมถึงคนพิการถึงร้อยละ ๕ ของ ส.ส. ทั้งหมด ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก็เช่นกัน จริง ๆ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ของเราก็เฉียดแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ขออนุญาตหยิบยกข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในส่วนที่ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ถึงจะเป็นปลาสองน้ำ แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่นะครับ ในมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาให้คำนึงถึงผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย นี่ละครับเป็นอานิสงส์ที่ทำให้คนอย่างผมซึ่งต้นทุนค่อนข้างต่ำ ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่มี ตอนนั้นก็เป็นแค่อดีตอาจารย์สอนหนังสือธรรมดาคนหนึ่ง ก็ได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน ในสภาแห่งนี้ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ขอประทานโทษครับ ได้ถอยหลังในเรื่องนี้ครับ แล้วกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ลอกเอามาเลย กฎหมายฉบับแก้ไขทั้ง ๖ ร่างนี้ก็ไม่ได้มี อะไรก้าวหน้าไปกว่าสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สะท้อนถึงความหลากหลายของสังคม ผมคิดว่าเป็นโอกาสนะครับ และผมคิดว่าก็ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพราะว่า ในกฎหมายใช้คำว่า คำนึงถึงผู้รับสมัครจากภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมระหว่างชาย และหญิง ซึ่งผมคิดว่าคำว่าคำนึงมันไม่ได้เป็นบทบังคับเพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะขยาย ให้เกิดความหลากหลายสะท้อนความหลากหลายมากขึ้นในสังคมนี้ ยิ่งประชาชนมีส่วนร่วม อย่างเต็มที่และหลากหลายเท่าไร พรรคการเมืองก็จะเข้าใกล้ความเป็นสถาบันทางการเมือง เท่านั้น ยิ่งคนล่วงรู้ถึงสายสนกลในในแต่ละพรรคมากเท่าไร ก็ยิ่งจะมีความโปร่งใสมากขึ้น เท่านั้น ก็จะเกิดการเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นรอง ในทุกกิจกรรมทางการเมือง แต่ว่ายิ่งเรา เขียนแคบและไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความเสียเปรียบมีความหลากหลายต่าง ๆ เข้ามา มีส่วนร่วม ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม มันก็ยิ่งจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน และเมื่อเรา จำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนโอกาสที่เราจะพัฒนาพรรคการเมืองไปสู่สถาบัน ทางการเมืองก็มีความยากลำบาก แล้วเราก็จะหมุนเวียนกันอยู่ในวงจรของการสร้างความ ขัดแย้ง ล้มกระดานเขียนกติกาใหม่ เลือกตั้งแล้วก็ไม่พอใจแล้วก็ขัดแย้ง แล้วก็ล้มกระดาน แล้วก็สร้างกติกาใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น เรามาเปิดศักราชเพิ่มการมีส่วนร่วม และเพิ่มความ หลากหลาย เพื่อเพิ่มสีสันให้กับวงการการเมืองไทย เพื่อเราจะได้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่มีธรรมาภิบาลครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน