มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวรวม ส.ส. เขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อลดความสับสนของประชาชน พร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองให้ยกเลิกค่าบำรุงสมาชิก ส่งเสริมไพรมารีโหวต และลดค่าปรับ กกต. เพื่อช่วยพรรคขนาดเล็ก ขณะเดียวกันเรียกร้องให้เข้มงวดตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งที่รุนแรงขึ้นจากบัตรสวัสดิการ สนับสนุนกฎหมายเพิ่มโทษซื้อเสียงสูงถึง 20 ปีโดยไม่ลดโทษ และเสนอให้กองทุนพัฒนาพรรคการเมืองรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งเพื่อความเสมอภาคและได้ ส.ส. ที่สุจริต
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา วันนี้กระผมจะมาอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีทั้งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และคณะ เป็นผู้เสนอ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เสนอ นายวิเชียร ชวลิต และคณะ เป็นผู้เสนอ รวมทั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคณะ เป็นผู้เสนอ รวมทั้งของนายอนันต์ ผลอำนวย และคณะ เป็นผู้เสนอ เพราะฉะนั้น จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๖๔ ที่เปลี่ยนระบบ การเลือกตั้งจากบัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบ จาก ส.ส. เขต จากเดิมทีมี ๓๕๐ เขต เป็น ๔๐๐ เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ จาก ๑๕๐ บัญชีรายชื่อ เหลือ ๑๐๐ บัญชีรายชื่อเท่านั้น ผมในฐานะ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ มีความคิดเห็นว่าสนับสนุนการเลือกตั้งเป็นแบบบัตร ๒ ใบ แต่สิ่งที่กระผมอยากได้นั่นคือบัตร ส.ส. เขตและบัตร ส.ส. บัญชีรายชื่อเป็นบัตรเดียวกัน เพื่อป้องกันประชาชนงงและสับสน
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวก็คือ ในร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เรื่องการส่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้น ในมุมของผม เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพรรคการเมืองที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ในการส่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อได้นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องส่ง ส.ส. เขต ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย และสนับสนุน และใน พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. .... ที่กำลังแก้ไขอยู่นั้น กระผมเอง อยากให้ยกเลิกเรื่องการเก็บค่าบำรุงสมาชิกพรรค เพื่อเป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ให้ง่ายขึ้น การมีสมาชิกพรรคการเมืองให้มีสมาชิกที่สามารถสมัครเข้าได้และลาออกเท่านั้น ถ้าไม่ลาออกก็หมายความว่ายังเป็นสมาชิกพรรคนั้นเหมือนแต่เก่าก่อน ในส่วนการจัดทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ในมุมของผม ผมมองว่าพรรคการเมืองที่มีความพร้อมในการ ส่ง ส.ส. เขต สามารถทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ได้เฉพาะเขตนั้น นั่นหมายความว่า พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะส่งแค่เขตเดียวก็ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) แค่เขตเดียว ส่ง ๑๐๐ เขตก็ทำไพรมารี (Primary) โหวตทั้ง ๑๐๐ เขต ถ้าใครมีศักยภาพ ถึง ๔๐๐ เขตก็สามารถทำได้ทั้ง ๔๐๐ เขต เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีทุนไม่มากนักก็สามารถดำเนินกิจการทางพรรคการเมืองได้ ในส่วนที่ผมจะเพิ่มเติมในส่วน ของการออกระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเปรียบเทียบปรับความผิด ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบกับมาตรา ๘มาตรา ๑๓๘ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ค่าปรับ กกต. ณ ปัจจุบันทำให้พรรคการเมืองมีปัญหา ค่อนข้างมาก เนื่องจากค่าปรับพรรคการเมืองมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ปรับตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท และวันละ ๑,๐๐๐ บาทด้วยกัน และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท และวันละ ๑,๐๐๐ บาทด้วยกัน อาทิกรณีการประชุมพรรคล่าช้า การประชุมสาขาล่าช้า การรายงานเงินบริจาค ล่าช้า การเปลี่ยนชื่อ-สกุล ที่อยู่ กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรคและสมาชิก ในส่วนของตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งถ้ารายงาน กกต. ล่าช้าก็จะมีค่าปรับค่อนข้างสูงมาก ซึ่งผมเข้าใจว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งคงไม่ได้อยู่รอดปลอดภัยด้วยค่าปรับ จากพรรคการเมือง ซึ่งในส่วนนี้ผมอยากเสนอใส่เข้าไปใน พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๕ ในฉบับปัจจุบัน ในการออกระเบียบในการปรับพรรคการเมืองให้ลดเหลือแค่ ๓,๐๐๐ บาท และวันละ ๑๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็จะพอให้พรรคการเมืองที่ขนาดไม่ใหญ่ มากทำงานได้ง่ายขึ้นและไม่เพิ่มภาระให้กับพรรคการเมือง และในส่วนของ พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๓ ว่าด้วยกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง เพื่อต้องการ ให้พรรคการเมืองดำเนินการกิจการทางการเมืองไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ได้นักการเมืองที่สุจริต ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเรามี ส.ส. อยู่ ๒ ประเภท ซึ่งไม่ใช่ ส.ส. บัญชี รายชื่อและ ส.ส. แบบระบบเขต แต่เป็น ส.ส. ที่ไปจ้างประชาชนมาเลือก นั่นส่วนหนึ่ง จะมากหรือน้อยท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภามองตาสมาชิกนั้น ๆ ก็จะรู้ว่าที่มาที่ไปของสมาชิกท่านนั้นเป็นอย่างไร อีกส่วนหนึ่งคือ ส.ส. ที่ประชาชนเลือกมา โดยที่ไม่ได้จ้างประชาชนมาเลือกท่านประธานรัฐสภาแค่มองตา ส.ส. ท่านนั้นท่านประธาน ก็รู้แล้วว่ามาด้วยวิธีใด เพราะฉะนั้นผมทราบว่าท่านประธานน่าจะทราบมากกว่าใครในที่นี้
ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๒ มีการซื้อสิทธิขายเสียงจำนวนมาก บางเขต ๓๐ ล้าน บางเขต ๔๐ ล้าน บางเขต ๕๐ ล้าน และผมเชื่อว่าครั้งต่อไปในสถานการณ์เศรษฐกิจที่พี่น้องประชาชนมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกว่าบัตรคนจน จากประมาณ ๑๐ ล้านใบ เป็น ๒๐ ล้านใบ การทุจริตการซื้อสิทธิ ขายเสียงจะมากกว่านี้ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากท่านประธานต้องเข้าใจครับ ว่า ณ ปัจจุบัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เดินทางไปลงคะแนนโดยส่วนใหญ่เป็นคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกว่าบัตรคนจน ณ ปัจจุบันมีถึง ๒๐ ล้านใบด้วยกัน การเลือกตั้งครั้งที่แล้วมีประชาชน ไปลงคะแนนแค่ประมาณ ๓๕ ล้านคนเท่านั้น การทุจริต การซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบรัฐสภาคงเข้าใจกันดีว่าครั้งหน้าเขตละคงไม่น้อยกว่า ๖๐ ล้าน ๘๐ ล้าน ๑๐๐ ล้านต่อเขต ถ้าพรรคการเมืองใหญ่ต้องลงทุนถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านด้วยกัน รองลงมา ก็ ๒๐,๐๐๐ ล้าน รองลงมาก็หลักพันล้าน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองเหล่านี้ นักการเมืองเหล่านี้เข้ามาก็ต้องโกง เพราะถ้าไม่โกงจะเอา อะไรไปคืน แล้วยังต้องโกงเพิ่ม ในการโกงครั้งต่อไป เพราะฉะนั้นบ้านเมืองเราไปต่อไม่ได้ แน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วในช่วงที่ผ่านมาผมอยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำงานให้ได้ สัก ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ของท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่ตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งที่ลำปางเป็นตัวอย่าง ยังมีอีกหลายที่ที่ท่านมีข้อมูล ขอแค่ กกต. ทำงานมาก ๆ ขึ้นเท่านั้นละครับ ผมเชื่อว่าจะได้นักการเมืองที่สุจริต นักการเมือง ที่ดีมาดูแลบ้านเมืองแทนท่านประธาน แทนประชาชนทั้งหมด ๖๖ ล้านคน ในมุมของผม ผมอยากให้มีการตรากฎหมายเพิ่มเติมในกรณีเพิ่มโทษ การซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ให้ ผู้รับ ผู้จ้างวาน อย่างน้อย ติดคุก ๒๐ ปี ไม่มีการลดโทษ ทั้งผู้ให้ ผู้รับ ผู้จ้างวาน และพรรคการเมือง ถ้ากฎหมายแบบนี้ ผมเชื่อว่าจะได้นักการเมืองที่ดีขึ้น ประเทศเราก็จะดีขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการส่งเสริม ประชาธิปไตยเพื่อให้พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องลงทุน ไม่จำเป็นต้องมีเงิน ไม่จำเป็นต้องไป พึ่งนายทุนเจ้าสัว ผมอยากให้กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ณ ปัจจุบัน กกต. ในการใช้จ่าย การเลือกตั้งปีหนึ่งก็ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้าน ผมอยากให้กองทุนพัฒนาการเมืองออกค่าใช้จ่าย ในการลงเลือกตั้งของ ส.ส. แต่ละพรรคการเมืองทุกอย่าง อาทิ ค่าสมัคร ค่าถ่ายรูป ค่ารถแห่ ค่าป้ายหาเสียง ค่าคนเดิน ค่าสื่อ ค่าเสื้อทั้งหมด เขตละไม่เกินประมาณ ๓๕๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อเขต ถ้าพรรคการเมืองไหนส่งได้ ๑๐๐ เขต กองทุนพัฒนาการเมือง ก็สนับสนุนไป ๑๐๐ เขต ถ้าส่งได้ ๔๐๐ เขต กองทุนพัฒนาการเมืองก็สนับสนุนไป ๔๐๐ เขต ผมเชื่อมั่นว่าพรรคการเมืองในประเทศไทยคงมีไม่เกิน ๑๐๐ พรรค ที่สามารถส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้งได้ กกต. จะใช้เงินจากรัฐบาลที่เป็นภาษีของประชาชนไม่เกิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะได้นักการเมืองที่มีความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม มีการบังคับใช้กฎหมายที่ดี แล้วก็จะส่งเสริม ให้ ส.ส. นี้เป็น ส.ส. ทั้งสภา ๕๐๐ คน ที่มาจากประชาชนเลือก ไม่ใช่บางส่วนมาจาก ประชาชนเลือก และบางส่วนไปซื้อประชาชนหรือจ้างประชาชนมาเลือก เพื่อให้บ้านเมืองเรา ไม่เป็นเหมือนทุกวันนี้ที่บ้านเมืองเรามีหนี้สินค่อนข้างเยอะ มีการทุจริตคอร์รัปชันค่อนข้างเยอะ และผมเชื่อมั่นว่าท่านประธานที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมาถึงกว่า ๕๐ ปี ก็คงหวังดีกับ บ้านเมืองอยากให้บ้านเมืองของเราดีขึ้น ไม่อยากให้บ้านเมืองของเราเมื่อเราจากประเทศไทยไป หรือหลับตาไปแล้วลืมตามาแล้วประเทศเราติดหล่มกับกับดักที่มีแต่บรรดาพรรคการเมืองโกง นักการเมืองโกง คนทุจริตเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้ ประเทศเราไปต่อไม่ได้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน