ออน ค้านแก้ กกต. มาตรา 28 เปิดช่องบุคคลนอกควบคุมพรรค

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

ออน กาจกระโทก คัดค้านการแก้ไขร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28 ที่เปิดช่องให้บุคคลภายนอกมีบทบาทในพรรค โดยมองว่าเสี่ยงต่อการครอบงำและทำให้พรรคเกิดความอ่อนแอและแตกแยก พร้อมย้ำถึงความสำคัญของธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของสมาชิกพรรค รวมทั้งเรียกร้องให้เคารพเจตจำนงของประชาชนและรักษาสถาบันพรรคการเมืองให้เข้มแข็งภายใต้กลไกยุติธรรมที่มีอยู่

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายในร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองที่นำโดย ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านชลน่าน ศรีแก้ว โดยที่ได้เสนอในมาตรา ๑๐ ที่ให้เพิ่ม ข้อความในวรรคสองของมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พุทธศักราช ๒๕๖๐ ความว่า การกระทำตามวรรคหนึ่งมิให้หมายความถึงการที่บุคคลอื่นนั้นได้ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูลแก่พรรคการเมือง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนิน กิจกรรมของพรรคการเมืองนั้น ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ เหตุผลก็คือ การที่จะเขียนกฎหมายไปเปิดทางให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค แล้วเข้าไปมี บทบาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอแนะ ชี้นำ หรือการที่เข้าไปในพรรคการเมืองกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่ง มันเป็นอันตรายครับท่านประธาน คือจะบอกว่าเป็นผลดีนะครับ เรามองในแง่ดี ก็ใช่ แต่ถ้าเราบอกว่าถ้ามันเกิดผลร้ายละครับ นี่คือสิ่งที่เกิดอันตราย ดังนั้นในการเขียน กฎหมาย เราเขียนไว้เพื่อป้องกันครับ ไม่ใช่เขียนแล้วเมื่อกระทำผิดแล้วเราจึงบอกว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ นี่คือสิ่งที่เราเองต้องคิดกัน การที่ไปเขียนหรือบัญญัติเอาไว้ที่ห้าม ไม่ให้บุคคลภายนอกไปยุ่งเกี่ยวหรือมีอิทธิพลในพรรคการเมืองนั้นนะครับ ตรงนี้ผมพอจะ สรุปให้เห็นผลดีได้ก็คือ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมืองครับ เพราะการที่เรา จะส่งเสริมพรรคการเมืองนั้นให้มีความเข้มแข็ง โดยที่พรรคการเมืองเราก็ย่อมทราบว่าเกิด จากความที่มีหลักคิด มีอุดมการณ์ที่ตรงกัน แล้วรวมกันแล้วรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น นี่คือหลักของพรรคการเมือง แต่ถ้าเกิดมีบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากสมาชิกพรรคการเมืองเข้า ไปครอบงำมันก็จะผิดหลัก แล้วก็จะเกิดความอ่อนแอของพรรคการเมือง นี่ในข้อแรกครับ

ข้อที่ ๒ ข้อดีก็คือเป็นการสร้างความสามัคคีให้แก่พรรคการเมือง บุคคลที่ ๓ บุคคลที่ ๔ บุคคลที่ ๕ ซึ่งไม่ใช่คนในพรรคการเมืองเกิดไปกระทำให้เกิดความแตกแยก นี่ก็คืออันตราย จะทำให้เกิดความล่มสลายของพรรคการเมืองได้

และประเด็นที่ ๓ เป็นการช่วยให้พรรคการเมืองบริหารไปตามหลักการ หลักธรรมาภิบาล คือความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรค สมาชิกมาจากไหน สมาชิกก็มาจากประชาชน ดังนั้นมันเป็นเรื่องราวของสมาชิกพรรค การเมืองครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคลภายนอกซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายนะครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรานี้

และอีกร่างหนึ่งครับ ซึ่งเป็นร่างของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งเป็น ผู้เสนอ ในหลักการ (๑๑) แก้ไขเพิ่มเติม กระทำที่เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ พรรคการเมือง จากการศึกษาใน พ.ร.ป. นี้ว่าด้วยพรรคการเอง พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้วก็ พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็ไปเห็นมูลเหตุของการยุบพรรคการเมืองนะครับ อันเนื่องจากการกระทำที่ไป ฝ่าฝืนกฎหมาย อาทิเช่น

๑. มีการไปชี้นำหรือครอบงำของบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่ผมกล่าวไปแล้ว และ

๒. พรรคการเมืองไปส่งเสริมสนับสนุน ไปมีการก่อกวนหรือคุกคามความสงบ เรียบร้อยในศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น ไปนำเดินขบวนในการต่อต้านรัฐบาลหรือการ ไปนำเดินขบวนอะไรอย่างหนึ่งโดยทำในนามพรรค แต่ถ้าทำในนามส่วนตัวบุคคลไม่เป็นไร กฎหมายก็ยกเว้นให้ แต่เมื่อไรที่ไปทำในนามของพรรคก็ถือว่าผิดกฎหมาย

๓. ห้ามพรรคการเมืองใช้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งไปกระทำขัด ต่อกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือเป็นข้อห้ามหรือเป็นกฎหมายซึ่งเขียนเอาไว้ ถ้าไปกระทำตาม กฎหมายแล้วจะเกิดผลดีอย่างไรนะครับ

ประเด็นที่ ๑ พรรคการเมืองคือเป็นองค์กรการเมืองที่สำคัญ เป็นสถาบัน ทางการเมืองที่สำคัญนะครับ ต้องอยู่บนหลักของประชาธิปไตย ก็คือหลักคารวธรรม หลักปัญญาธรรม หลักสามัคคีธรรม อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ จะเป็นการยกระดับคุณภาพพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน การเมืองที่ทรงคุณค่าสร้างความเชื่อมั่น ความศรัทธาให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นการที่จะ ตรวจพิสูจน์ว่าพรรคการเมืองไปกระทำผิดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องมีกระบวนการ ยุติธรรมที่จะให้ความเป็นธรรม ก็คือศาลรัฐธรรมนูญที่เรารู้จักกัน ถ้าไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ มันก็ต้องมีศาลอื่น เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีกลไกลแห่งความยุติธรรมที่จะตัดสิน การที่ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองที่นำเสนอแก้ไขให้ยกเลิกการยุบพรรคการเมือง ผมว่าในอนาคตจะเกิดปัญหาใหญ่ จะเกิดปัญหาต่อสังคมชาติบ้านเมืองที่จะหาทางยุติยาก ดังนั้นผมคิดว่า การเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่จะเกิดความเข้มแข็ง เกิดการเป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งทางการเมือง ผมคิดว่าเราต้องเขียนกฎหมายที่จะมีกระบวนการยุติธรรม ที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ถ้าเราจะปล่อยให้พรรคการเมืองไปกระทำอะไรตามอำเภอใจ ถือเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองอย่างยิ่งครับ อย่างผมยกตัวอย่าง เช่น ไปนำเดินขบวน ต่อต้านรัฐบาลหรือว่าการที่ให้คนไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำ ท่านประธานครับ เราต้อง เข้าใจว่าคนที่กลัวกฎหมาย คือ คนที่กระทำผิดกฎหมายหรือคนจ้องที่จะกระทำผิดกฎหมาย คนกลุ่มนี้คือคนที่กลัวกฎหมาย แต่คนที่เขามีความซื่อตรง ซื่อสัตย์ กระทำตามกฎหมาย คนกลุ่มนี้จะไม่กลัว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ต้องตีกรอบ กำหนดขอบเขต ให้พรรคการเมืองถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างในทางการสร้างสรรค์ ผมจึงคิดว่าผมไม่เห็นด้วย ที่จะให้ยกเลิกกฎหมายการยุบพรรค แล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณท่านประธานครับ