จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อภิปรายสนับสนุนร่างของท่านพิธา โดยย้ำว่าการยุบพรรคการเมืองควรเป็นอำนาจของประชาชน ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านการตัดสินใจที่ทำให้เสียความไว้วางใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าประชาชนมีวิจารณญาณและสามารถตัดสินใจได้เอง จึงควรเคารพเจตจำนงของประชาชน เสริมการมีส่วนร่วมผ่านการเลือกตั้งเบื้องต้น และสนับสนุนให้มีพรรคการเมืองหลากหลายเพื่อส่งเสริมการแข่งขันและประโยชน์ของประชาชน โดยเรียกร้องให้ลดข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ขัดขวางการเกิดขึ้นของพรรคใหม่ และย้ำความสำคัญของพรรคการเมืองในฐานะตัวแทนประชาชนที่ไม่ควรถูกเพิกถอนสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย สนับสนุนร่างของท่านพิธาครับ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง เพราะว่าการยุบพรรคการเมือง จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องปกติครับ มันเป็นเรื่องที่จะต้อง ไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ ท่านประธานครับ การยุบพรรคการเมืองสากลโลกเขาไม่ทำกันครับ แต่ดูเหมือนเราจะเคยชินแล้วก็มองมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ซึ่งมันไม่ปกติ หลักการ ที่ถูกต้อง การจะยุบพรรคการเมืองมันเป็นไปได้ด้วย ๒ กรณี กรณีแรกก็คือการยุบ โดยประชาชน พรรคการเมืองคือการรวมตัวกันของประชาชนที่มีความคิด มีอุดมการณ์ ที่คล้ายหรือเหมือน ๆ กันแล้วก็อาสาจะนำแนวคิดนั้นไปใช้พัฒนาประเทศ ด้วยวิธีการลงรับ สมัครเลือกตั้ง ขออำนาจจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุด ฉะนั้นทุกท่านต้องตั้งสติว่า พรรคการเมืองไม่ใช่ของนักการเมืองพรรคนะครับ พรรคการเมืองเป็นของประชาชน เพราะถ้าประชาชนเขาไม่เลือก พรรคการเมืองมันก็ไม่มีตัวตน อย่าอคตินักการเมือง จนไม่เห็นหัวประชาชน พรรคการเมืองต้องอาศัยอำนาจของประชาชนถึงจะขับเคลื่อน นโยบายของตัวเองได้ ถ้าประชาชนไม่เลือกพรรคนั้นก็คือโดนยุบไปโดยปริยาย โดยประชาชน อยู่แล้ว สรุปคืออำนาจยุบพรรคการเมืองมันเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยอะไรกันตามใจชอบ แล้วก็ยุบกันแบบง่าย ๆ แบบที่เป็นทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า ๒ วันที่ผ่านมาเรายังไม่ค่อยจะได้พูดกันในเรื่องของอำนาจที่เป็นของประชาชนกันเลย กรณีที่ ๒ การจะยุบพรรคการเมือง ยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองนั้น จะต้องมีนโยบาย หรือว่ามีความต้องการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น เท่านั้นนะครับ เปลี่ยนแปลงการปกครองก็คือล้มล้างการปกครอง มันความหมายเดียวกัน ตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองที่มีนโยบายที่พยายามจะเอาการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาใช้ พยายามจะถวายคืนพระราชอำนาจ จะดึงประเทศกลับไปสู่เผด็จการ แบบนี้เป็นการทำลาย หลักการประชาธิปไตยชัดเจนครับ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าล้มล้างการปกครอง อย่างนี้ ถึงจะเรียกว่าพยายามจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านประธานครับ และยิ่งการยุบพรรค แบบที่เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับนวัตกรรมใหม่ของการเมืองสมัยนี้ ก็คือการยุบ พรรคตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าเราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ การยุบพรรคตัวเองมันคือ การไม่เห็นหัวประชาชนอย่างถึงที่สุดเลย ถ้ากฎหมายเรายังปล่อยให้ทำได้ ผมคิดว่ากฎหมาย เราก็ไม่เห็นหัวประชาชนเหมือนกัน ผมยกตัวอย่างนะครับพรรคที่ถูกยุบไปแล้ว พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคประชาชนปฏิรูป ได้คะแนนทั้งประเทศ ๔๕,๐๐๐ คะแนน ไม่ถึง พึงมีด้วยซ้ำนะครับ แต่ว่าเครื่องคิดเลขของ กกต. ก็คำนวณให้ได้ ส.ส. ๑ คน แต่ในเมื่อได้ ส.ส. มา ๑ คน ได้ผู้แทนมา ๑ คนถึงจะเป็นผู้แทนปัดเศษก็เถอะ แต่ก็ได้ผู้แทนเข้ามาในสภา แห่งนี้แล้ว กฎหมายควรจะต้องบังคับให้เขารับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเขามา ถึงแม้จะมีแค่ ๔๕,๐๐๐ คน แต่ก็เป็น ๔๕,๐๐๐ คนที่เขาเชื่อมั่นศรัทธาในนโยบายที่จะเห็นการน้อมนำ คำสอนของพระพุทธองค์มาใช้ในรัฐสภา ผมก็คิดว่าการที่ไปยุบพรรคตัวเองแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรจากการตระบัดสัตย์ จากการหักหลังประชาชน นี่คือการหักหลังประชาชน ชั้นเยี่ยมเลยครับ ซึ่งกฎหมายเราปล่อยให้ทำแบบนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมก็ได้ข่าว ด้วยนะครับว่าอดีต ส.ส. พรรคนี้พยายามวิ่งเต้น เห็นกระสันจะล็อบบี้ (Lobby) อยากเป็น ประธานคณะกรรมาธิการอันนี้เหลือเกิน กรรมาธิการที่เรากำลังจะตั้งกันนี้ ผมก็หวังว่าจะไม่ เห็นอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น
อีกเรื่องครับท่านประธาน ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ผมก็เห็นท่านสมาชิก วุฒิสภาหลายท่านให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ผมก็ขอขอบคุณที่เอาแนวคิดที่เป็นประโยชน์ มาใช้ในรัฐสภา หลายแนวคิดก็คิดตรงกันกับพวกเราครับ แต่ว่าบางท่านผมคิดว่าท่านเวทีนี้ เป็นเวทีมาอบรมมาให้โอวาทนักการเมือง มาอบรมมาให้โอวาทพรรคการเมือง ซึ่งหลาย ต่อหลายท่านก็ไม่เคยลงเลือกตั้งสักครั้งเดียว คือผมคิดว่าถ้าจะใช้เวทีนี้มาด้อยค่านักการเมือง แบบนี้ ผมก็พูดได้ครับว่าท่านจะมาสอนอะไรผม ผมอาบน้ำร้อนมาก่อนท่านอีก ผมลงเลือกตั้งมาท่านยังไม่เคยลงเลือกตั้งเลยท่านจะมาสอนผมได้อย่างไร ผมก็พูดได้ครับ ท่านประธานถ้าจะเอาอย่างนั้น คือท่านยังไม่เคยทำพรรคการเมือง ไม่เคยไปจัดตั้งตัวแทน จังหวัด ไม่เคยไปหาสมาชิก ไม่เคยไปรับสมัครสมาชิกคนละร้อย ๆ พวกผมทำมาแล้วครับ พวกผมรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ประเด็นที่ยกมาพูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ ๒ วันนี้มีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกครับ ที่สุดท้ายก็เหมือนเจตนาจะด้อยค่านักการเมือง ด้อยค่าพรรคการเมือง แล้วก็พยายาม จะสร้างกฎกติกามาครอบให้ดูเป็นประชาธิปไตยลวง ๆ เช่น ซื้อสิทธิขายเสียง คำนี้ก็เห็นพูด อยู่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมคิดว่าท่านอย่าดูถูกประชาชนนะครับ คือท่านไม่เคยลงจากหอคอย งาช้างมาคุยกับประชาชน ท่านไม่รู้หรอกประชาชนเขาเป็นอย่างไร ผมไม่ได้บอกว่า การซื้อเสียงเป็นเรื่องดีนะครับ มันเป็นเรื่องไม่ดีครับ โดยเฉพาะกับพรรคการเมืองที่ไม่มี นโยบายแจกกล้วยยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นปัญหามาก ๆ เลย แต่จะไปเบลม (Blame) เรื่องนี้ กับนักการเมือง กับพรรคการเมืองก็ไม่ถูกเสียทีเดียวครับ ถ้าจะไปเบลม (Blame) กับ กกต. ก็ค่อยว่ากันอีกอย่างหนึ่งเพราะเป็นหน้าที่โดยตรง แล้วก็อย่าเหมารวมครับว่านักการเมืองทุกคน จะมักง่าย เอะอะก็ซื้อเสียง ๆ มันไม่ใช่ แล้วประชาชนเขาไม่ได้โง่ครับ เขาไม่ได้มักง่าย ถึงขนาดรับเงินแล้วก็จะกาให้ทันที ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มายืนโด่อยู่ตรงนี้ เขตของผมนะครับ บางปะกงบ้านผม มีอำเภอบางปะกง บ้านโพธิ์ แปลงยาว ผมบอกได้เลยว่าคนบางปะกง บ้านโพธิ์ แปลงยาวซื้อด้วยเงินไม่ได้ครับ ถ้าซื้อได้ผมก็คงไม่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ในขณะที่ ฝ่ายตรงข้ามขับรถตู้วิ่งแจกเงินคืนสุดท้าย ๓๐-๔๐ ล้านบาทก็ยังแพ้ เพราะฉะนั้นจะเอาเรื่องนี้ มาเป็นประเด็นใหญ่ที่จะมาเขียนกฎหมายกำกับพรรคการเมืองให้ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องสักเท่าไร อีกอย่างหนึ่งครับไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นของนายทุน คำนี้ผมเจ็บครับท่านประธาน ไปดูโต๊ะจีนไหมครับระดมทุนกันอย่างไร นายทุนกี่เจ้าที่มา สนับสนุน แบบนี้ไม่ใช่นายทุนใช่ไหมครับ ไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นของนายทุน ไม่อยากให้ครอบงำ ไม่อยากให้ชี้นำ ก็นี่ครับถึงกู้เงินหัวหน้าพรรคอย่างไรครับท่านประธาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปหาเสียงล่ะครับ ก็เราไม่อยากให้มีหัวหน้าพรรคเป็นนายทุนเราเลยต้อง กู้เงิน แต่ก็ยุบพรรคเสียอย่างนั้น ท่านประธานครับถ้าเกิดว่าเราปล่อยให้หัวหน้าพรรคใช้เงิน ของตัวเองทั้งหมดในการที่จะขับเคลื่อนพรรคการเมือง สุดท้ายแล้วหัวหน้าพรรคก็เป็น นายทุน สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรค เราถึงต้องกู้ เราไม่ต้องการให้ พรรคกลายเป็นของหัวหน้าพรรคคนเดียว แต่พรรคต้องเป็นของมวลชนจริง ๆ ก็ยังไม่พอใจ นะครับก็ยังจะยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็ไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่นะครับ คือถ้าเห็นหัวประชาชน ผมว่าให้เขาตัดสินใจเถอะครับท่าน จะครอบงำ จะชี้นำ จะซื้อเสียง จะประชานิยม จะอะไร ก็เถอะ ประชาชนเขาไม่ได้โง่ครับ เขารู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แล้วเขาก็เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ กับเขาที่สุด นี่ผมพูดในฐานะของคนที่ลงสมัครโดยที่ไม่ได้ใช้เงินเลยนะครับ
อีกเรื่องครับท่านประธาน มาตรา ๑๕ พ.ร.ป. พรรคการเมืองที่ท่านอภิปราย กันว่า ส.ส. ไปตัดในส่วนของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางออก ซึ่งมันขัดกับรัฐธรรมนูญ อันนี้ท่านต้องไปอ่านให้หมดนะครับ มันยังมีข้อความนี้อยู่เรื่องการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ไม่ได้ตัดออกนะครับ แล้วก็ต้องขออนุญาตเอ่ยถึงท่านสมเจตน์นิดหนึ่งนะครับ วิธีคิดของท่าน จริง ๆ เหมือนกับพวกเรา ส.ส. เลยครับ แล้วก็เป็นวิธีคิดที่พวกเราสนับสนุนครับ แต่ว่าวิธีการต่างหากที่มันแตกต่างกัน อยากให้ท่านเข้าใจตรงนี้ว่าท่านเป็นผู้ร่างฉบับที่เรา กำลังจะแก้นี้ พวกเราก็ไม่ได้ขัดขืนนะครับ พรรคอนาคตใหม่ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ๓๕๐ เขตเลยนะครับ ทั้งหัวหน้าพรรค ทั้งเลขาธิการเราก็ทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) แล้วก็ต้องเรียนตามตรงว่ามันไม่ง่ายเลยครับ มันยากมากเลยครับ ใช้เงินเยอะ ใช้สมาชิกเยอะ แบบนี้พรรคการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นยากมาก ไม่มีทางจะเกิดขึ้นง่าย ๆ เลย เราเลยเห็นว่าควรจะให้พรรคการเมืองไปตัดสินใจเอาเองว่าจะเขียนกติกาอย่างไร ว่าอยากได้ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือไม่หรือไม่อยากได้ อยากได้ ไม่อยากได้สุดท้ายประชาชน ตัดสินใจครับ ถ้าประชาชนชอบแบบนี้เขาก็เลือกแบบนี้อยู่ดี หรือท่านอาจจะมองว่าอยากให้ คนที่ไม่มีโอกาสได้มาลงเลือกตั้ง แต่ประชาชนชื่นชอบ ประชาชน อยากได้ ให้เขามีสิทธิ ลงเลือกตั้ง ท่านก็แก้กฎหมายให้พรรคการเมืองมันเกิดขึ้นง่าย ๆ ไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าพรรคการเมืองมันเกิดขึ้นง่าย เขาก็ไปลงพรรคอื่นได้ หรือไม่เขาก็ลงพรรคที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ได้ อันนี้มันตอบโจทย์ทุกอย่างเลย
ท่านประธานครับ สรุปเลยนะครับนาทีสุดท้ายแล้ว ผมอยากให้ท่านเข้าใจ หลักการของการเกิดขึ้นของพรรคการเมือง แล้วก็ทำให้กฎหมายมันล้อไปกับหลักการนั้น เพราะว่าพรรคการเมืองมันเป็นตัวแทนความต้องการของประชาชน แล้วทำให้มันเกิดขึ้น ง่าย ๆ เถอะครับ แล้วก็ให้มันยุบยาก ๆ ด้วย ยิ่งมีตัวเลือกเยอะแค่ไหน พรรคการเมืองมัน เกิดขึ้นเยอะ ๆ นโยบายมันก็เยอะครับ การแข่งขันมันก็สูง ยิ่งการแข่งขันสูงคนที่ได้ประโยชน์ คือประชาชนนะครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน แล้วสุดท้ายเลยนะครับ คือปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจ พวกเขามีวุฒิภาวะพอจะตัดสินใจว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อะไรชอบ อะไรไม่ชอบ อะไรเป็น ประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์สำหรับเขา เขาเป็นผู้ตัดสินใจ ให้ประชาชนตัดสินใจเถอะ ครับที่เหลือ เขารู้ครับว่าพรรคการเมืองไหนเป็นตัวแทนเขาได้ ปล่อยให้เขาเลือก ปล่อยให้ เขาตัดสินใจ แล้วก็อย่าไปตัดสิทธิ ไปยุบพรรคการเมืองที่เขาเป็นสมาชิก หรือว่าเขาเป็นคน เลือก ไม่ว่าจะ ๖,๒๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๔๕,๐๐๐ คน เขาก็เลือกไปแล้วครับ ท่านจะไปตัดสิทธิ ยุบพรรคแบบนั้นไม่ได้ สุดท้ายครับ ให้มันเป็นความหวังของประเทศนี้บ้าง ให้ประชาชน เป็นผู้ตัดสินใจครับ เจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ ปล่อยเขาเถอะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ