สุรเดช ค้านยกเลิกมาตราเปิดเผยรายได้พรรค ห่วงเอื้อนโยบายประชานิยม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

สุรเดช จิรัฐิติเจรญ หารือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเสนอประเด็นสำคัญ 11 ด้าน รวมถึงการปรับค่าธรรมเนียมสมาชิก การสรรหาผู้สมัคร และการจัดสรรเงินอุดหนุน พร้อมผลักดันให้ยกเลิกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรค แต่คัดค้านการยกเลิกมาตรา 57 ที่กำหนดให้พรรคเปิดเผยที่มาของรายได้ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบาย เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดนโยบายประชานิยมไร้ขีดจำกัด กระทบเศรษฐกิจในระยะยาว และเรียกร้องให้กรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างรอบคอบและโปร่งใส

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้าน สิ่งแวดล้อม

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เองเรามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีผู้เสนอมาทั้งหมด ๖ ฉบับ ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ที่ผมรวบรวมได้ก็มีอยู่ ๑๑ ประเด็น เรื่องที่ ๑ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุง พรรคการเมืองที่เรียกเก็บจากสมาชิกพรรคการเมือง ๒. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแทน ของพรรคการเมืองประจำจังหวัด ๓. ยกเลิกการกำหนดจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองขั้นต่ำ ๔. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๕. แก้ไข เพิ่มเติมวิธีการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ๖. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไข ของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ๗. แก้ไขหลักการการส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ๘. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อห้ามในการดำเนินการสรรหาผู้สมัคร รับเลือกตั้ง ๙. ปรับปรุงการจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมือง ๑๐. ยกเลิกอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมือง และ ๑๑. ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับบทบัญญัติโทษ ของการฝ่าฝืนข้อห้าม

ท่านประธานครับ วันนี้เองเพื่อนสมาชิกก็อภิปรายไปหลายเรื่องแล้ว เวลาจำกัด ผมขออภิปรายแค่เรื่องเดียวเกี่ยวกับเรื่องข้อ ๑๑ การยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับ การกำหนดโทษของการฝ่าฝืนข้อห้าม ซึ่งร่างทั้ง ๖ ฉบับ ผมเห็นอยู่ฉบับหนึ่ง เป็นร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายชลน่าน ศรีแก้ว และคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งมีอยู่ ๒๙ ข้อ แต่มีข้อที่ ๒๐ ที่ผมจะขอ อภิปรายเพียงข้อเดียวคือยกเลิกมาตรา ๕๗ ที่กำหนดรายการที่จะต้องแสดงในการกำหนด นโยบายของพรรคการเมือง เนื่องจากไม่มีความจำเป็นและไม่อาจปฏิบัติได้จริงตามร่าง ในมาตรา ๒๐ ซึ่งการที่ร่างฉบับนี้ที่จะขอยกเลิกมาตรา ๕๗ นั้น สาระสำคัญคือ ในการ กำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ให้คำนึงถึงความเห็นของ สาขาพรรคการเมืองและตัวแทนของพรรคการเมืองประจำจังหวัด นโยบายใดที่ต้องใช้เงิน การประกาศโฆษณานโยบายนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังนี้ ๑. วงเงินที่ต้องใช้และ ที่มาของเงินที่ใช้ในการดำเนินการ ๒. ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ๓. การกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้จัดทำ รายการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายใต้ ระยะเวลาที่กำหนด นี่คือมาตรา ๕๗ ที่ทางร่างนี้ขอยกเลิก ท่านประธานครับ โดยหลักแล้ว พรรคการเมืองคือองค์กรของการเมืองที่จะรวบรวมผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน มีแนวคิดทาง การเมือง สังคม และเศรษฐกิจแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน เพื่อส่งบุคคลเข้ารับ การเลือกตั้งให้ได้มาเสียงข้างมากในรัฐสภา และการจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ตามแนวคิดหรือนโยบายที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของกลุ่ม พรรคการเมืองมีความประสงค์ ความปรารถนาที่ต้องการเป็นรัฐบาล เพื่อที่จะได้โอกาสนำนโยบายของพรรคไปปฏิบัติจริง แต่ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองฉบับนี้ ซึ่งให้ยกเลิกมาตรา ๕๗ นั้น ตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำนโยบายที่ต้องไม่แสดงที่มาของรายได้ ความคุ้มค่า ความเสี่ยงนั้น หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าต่อไปการนำเสนอนโยบาย พรรคการเมืองใด ๆ ต่างๆ นั้น ไม่ต้องแจกแจงแหล่งที่มาของรายได้ ไม่ต้องแสดงความคุ้มค่า ของนโยบาย ความเสี่ยงใด ๆ แบบนี้มันจะเป็นการเปิดเสรีประชานิยมแบบไร้ขอบเขต ถ้าเรา ไม่ควบคุมหรือยกเลิกตามมาตรา ๕๗ นี้ นโยบายพรรคต่าง ๆ นั้น หวังมาพึ่งจะได้เสียง คะแนนนิยมก็มีนโยบายต่าง ๆ ซึ่งเป็นประชานิยมแบบไร้ขอบเขต ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการใช้นโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมมากมายหลายรูปแบบกันอยู่แล้ว ซึ่งใช้เงิน ที่ผ่านมาก็เป็นจำนวนมหาศาล ให้มีพรรคการเมืองออกนโยบายแบบไร้ความรับผิดชอบ มุ่งเน้นแต่คะแนนเสียงของตนเองและพรรคการเมืองเท่านั้น และเพื่อให้ตนได้มาซึ่งคะแนน เสียง แต่ทิ้งปัญหา ทิ้งหนี้สิน และภาระอีกมากมายแก่ประเทศแก่ลูกหลานในอนาคต ดังจะเห็นที่ผ่านมาโดยตลอดนะครับ หลายปีที่ผ่านมาขนาดมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย การจัดทำนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้แหล่งที่มาของรายได้ ความคุ้มค่าและความเสี่ยง ซึ่งได้กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ก็ยังมีนโยบายลดแลกแจกแถม อยู่มากมายอย่างนับไม่ถ้วน ถึงขนาดกู้เงินมาทำนโยบายประชานิยม แจกสารพัดรูปแบบ เช่น กู้มาแจก กู้มาประกันรายได้ ซึ่งสร้างภาระทางการเงินการคลังหนี้สินให้ประเทศ อีกมากมาย ถือว่าเป็นที่หนักหนาสาหัสนะครับ ซึ่งถ้าหากการยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ว่าด้วยการจัดทำนโยบายทางพรรคการเมืองที่ต้องแสดงที่มาของรายได้ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ คงจะใช้นโยบายประชานิยมที่รุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไป แทนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ด้วยแบบเป็นเหตุและเป็นผล ทั้งนี้ เพื่อการแข่งขัน กันอย่างแย่งชิงคะแนนนิยม จะทำให้ประชาชนให้มาก แล้วก็ประชาชนนั้นจะเสพติด กับประชานิยมกันอยู่เรื่อย ๆ และในที่สุดประเทศไทยก็จะล่มสลายทางเศรษฐกิจ เหมือนหลาย ๆ ทางประเทศที่ผ่านมา ซึ่งใช้นโยบายประชานิยมแบบกู่ไม่กลับ เช่น ประเทศ เวเนซุเอลา ดังนั้น จากข้อสังเกตดังกล่าวซึ่งร่างที่บอกว่ายกเลิก ๕๗ ในส่วนตัวผมเอง ผมก็ไม่เห็นด้วยเพราะว่าการที่จะทำโครงการประชานิยมนั้นต้องมีเหตุและมีผล ถ้าจะหวัง คะแนนนิยมอย่างเดียว โดยที่ว่าทิ้งภาระต่อไปภายหลังคงจะไม่เหมาะสมเท่าไร ดังนั้น จากข้ออภิปรายนี้ ก็ฝากยังชุดคณะกรรมาธิการซึ่งจะพิจารณาในวาระที่ ๒ นั้นขอให้นำ ประเด็นนี้พิจารณาอย่างรอบคอบด้วยครับ ขอบคุณครับ