รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ได้ฟังเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายวุฒิสมาชิกและเพื่อนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้แสดงความ คิดเห็นกันแล้ว ผมคิดว่าก็เป็นความคิดเห็นที่หวังดีทั้งนั้นครับ แต่ว่ามองกันคนละบริบท ๑. ก็คือในส่วนของบริบทนักการเมือง ซึ่งเราอยู่ในท้องถิ่น ท้องที่ กับส่วนของท่านวุฒิสมาชิก ซึ่งหลายท่านก็ยังไม่เคยลงสนามเลือกตั้งจริง หรือยังไม่ได้สัมผัสการเมืองจริง ๆ ในท้องถิ่น ท้องที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนถึงร่างของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเสนอโดยคุณวิเชียร ชวลิต และคณะ ซึ่งก็มีผมร่วมเสนออยู่ด้วยนั้น มีความเห็นอยู่ ข้อหนึ่งประการที่สำคัญที่สุดก็คือ บางครั้งเราอาจจะไปยึดติดกับรูปของไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) หรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) ของในต่างประเทศ เช่นใน สหรัฐอเมริกา หรือในอังกฤษ โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบทของประเทศไทย ในสหรัฐอเมริกา ผมเคยอยู่มาประมาณ ๕ ปี ท่านประธานครับ อยู่ในสมัยที่ท่านจิมมี คาร์เตอร์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ท่านลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ไปปราศรัยในเมืองที่ผมอยู่ เมืองยังส์ทาวน์ ซึ่งผมก็ไปยืนฟังแล้วก็มีความรู้สึกว่า สมาชิกพรรคเดโมแครตมากมายขนาดนี้ เชียวหรือ เขามานั่งฟังในสแควร์ (Square) ที่อยู่ใจกลางเมือง มืดฟ้ามัวดินไปหมดเลยครับ การที่ท่านจิมมี คาร์เตอร์ เข้ามาปราศรัยหาเสียงของเขา เพื่อที่จะให้ตัวแทนพรรคในแต่ละเมืองส่งชื่อเขาเป็นแคนดิเดต (Candidate) หรือเป็นผู้สมัคร เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในนามพรรคเดโมแครต (Democrat) ท่านประธานครับ ผมว่าคนเป็นหมื่น เมืองที่ผมอยู่จริง ๆ ไม่ได้มากขนาดนั้นก็มีเป็นหมื่นเหมือนกันละ แต่ว่าผม เข้าใจว่าเมืองใกล้เคียงที่สมาชิกพรรคเดโมแครต (Democrat) เขามี เขามากันมืดฟ้ามัวดิน เลยนะครับท่านประธาน แล้วก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งเขาจะกำหนดเวลาเลยครับ ให้แต่ ละคนไปหาเสียงกัน ใครอยากจะให้สมาชิกพรรคในประเทศส่งชื่อใครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขาจะต้องไปหาเสียงทุกสเตต (State) ทุกเมือง เมืองใหญ่ ๆ จะต้องไปหมดทุกรัฐ ทุกเมือง เพื่อที่จะหาคะแนนเสียง ใครที่รู้ตัวว่าคะแนนนิยม ไม่ได้ก็จะค่อย ๆ ลดไป ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต (Democrat) อาจจะมี ๕-๖ คนครับ ท่านประธาน แต่เมื่อหาเสียงไปได้สักระยะหนึ่ง ซึ่งผมจำไม่ได้ แต่โดยประมาณก็คือมี ระยะเวลาการหาเสียงกับสมาชิกซึ่งเรียกว่าไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) หรือการ เลือกตั้งเบื้องต้นของพรรค มีเวลาประมาณ ๓ เดือนครับท่านประธาน ในช่วง ๓ เดือนนี้ เพื่อให้ตัดสินว่าใครจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นตัวแทนพรรค อันนี้ผมเข้าใจว่าท่านที่ร่างกฎหมาย ที่ให้มีไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) หรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) เบื้องต้น ขึ้นมานี่คงจะไปเห็นของเขาครับ แต่พรรคการเมืองในสหรัฐอเมริกามันมีพรรคใหญ่อยู่แค่ ๒ พรรค นอกนั้นก็มีพรรคเล็ก ๆ ครับ คอมมิวนิสต์ก็มี พรรคกรีนก็มีนะครับ สีเขียวก็มี มีเยอะครับ แต่หมายความว่าพรรคที่จะได้รับมีสมาชิกพรรคมากเพียงพอนั้นมีจริง ๆ คือ ๒ พรรคใหญ่ ก็คือเดโมแครต (Democrat) และรีพับลิกัน (Republican) ในส่วนของ ประเทศอังกฤษซึ่งท่านผู้ร่างก็อาจจะไปเห็นเขาก็มีพรรคเลเบอร์ (Labor) พรรคคอนเซอร์ เวทีฟ (Conservative) ๒ พรรคใหญ่ ๆ เท่านั้น ซึ่งผมไม่แน่ใจในอังกฤษว่าเขาทำเหมือนกัน กับในอเมริกาหรือเปล่า อเมริกาหลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้วนะครับ หลังจากที่หาเสียงแล้วครบ ๓ เดือนเขาจะมีกำหนดที่จะลงคะแนนเสียงครับ ต้องลงเข้าแบลลอต (Ballot) เหมือนกับ การเลือกตั้งใหญ่ไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) เหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปนะครับ ซึ่งมีการกาบัตรลงคะแนนกัน แล้วก็ลงแบลลอต (Ballot) หย่อนบัตรกันในตู้ใส่บัตรใส่หีบ เลือกตั้ง แล้วก็ประกาศผลออกมาครับท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าในช่วงสุดท้ายมันจะ เหลือผู้สมัครจริง ๆ สัก ๒ คนเท่านั้นเอง แล้วก็ลงคะแนนแข่งกัน ใครได้คะแนนเสียงมาก คนนั้นเป็นตัวแทนของพรรค ท่านประธานครับ บริบทเหล่านั้นใช้กับเมืองไทยได้หรือไม่ เมืองไทยไม่ได้มี ๒ พรรคครับ เมืองไทยมี ๗๕ พรรคการเมืองครับที่ลงทะเบียนในขณะนี้ ผมเองคิดว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะในฟากฝั่งของวุฒิสมาชิก ต้องขอประทานโทษ เอ่ยนามนะครับ ท่านของทางวุฒิสมาชิกหลายท่านแล้วกันนะครับว่า ท่านเห็นว่าเพื่อให้ การเมืองไทยมีความเข้มแข็ง สมควรจะต้องให้สมาชิกพรรคเป็นผู้เลือกผู้สมัคร ในขณะที่ ในอดีตท่านประธานคงทราบว่าเราให้ผู้บริหารพรรคเป็นผู้เลือกผู้สมัคร ในฝ่ายของเพื่อน สมาชิก เช่น พรรคเพื่อไทยเมื่อสักครู่นะครับ พี่สมคิด ขอประทานโทษเอ่ยนาม ท่านก็ มองเห็นว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคกว่าจะหาผู้สมัครได้สักคนหนึ่งเขาก็เฟ้นแล้วเฟ้นอีก จะต้องเป็นผู้ที่มีเฟเวอร์ริต (Favorite) หรือมีความนิยมสูงที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้น พรรคการเมืองถึงจะส่ง ไม่อย่างนั้นจะไปหลับหูหลับตาส่งไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรค พลังประชารัฐกำลังขอแก้ไขในส่วนของมาตรา ๔๗ นี้ก็คือ เดิมทีมันเป็นทุกเขตเลือกตั้ง ต้องมีสำนักงาน ต้องมีตัวแทนพรรค ต้องมีสำนักงานพรรคในทุกเขตเลือกตั้ง เราก็ลดลงมา เป็นจังหวัดละ ๑ สำนักงาน หรือ ๑ ตัวแทนพรรคได้หรือไม่ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม นะครับท่านประธาน ทุกอย่างการเมืองจะต้องเป็นไปตามวิวัฒนาการของการเมือง อย่าไป บังคับเขาครับ ในใจผมนะ ผมว่าแม้กระทั่งร่างของพรรคพลังประชารัฐซึ่งบอกว่า จังหวัดหนึ่ง ขอให้มีสัก ๑ ตัวแทน หรือ ๑ สำนักงานของพรรคได้ไหม ผมยังว่ามันก็เกินไปนะถ้าจะไป บังคับเขา ผมว่ามันต้องเป็นภาคสมัครใจครับท่านประธาน ถ้าพรรคการเมืองไหน เช่น พรรคเพื่อไทย เขาใหญ่ เขามีสมาชิกหลายแสนคน เป็นหลายล้านคนนะครับ ผมเคยอยู่พรรคนี้นะครับ เขาทำสมาชิกพรรคกันเป็นล่ำเป็นสันเลยครับ และมีสมาชิกจริง ๆ หลายล้านคน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ก็มีสมาชิกหลายล้านคน อย่างนี้ครับ ถ้าหากว่าพรรคเขาเห็นว่าเหมาะสมที่จะเอาระเบียบหรือว่ารูปแบบของการเลือกตั้งไพรมารี (Primary) จากในสหรัฐมาใช้ ผมก็ว่าน่าทำครับ เห็นด้วย แต่อย่าไปเป็นภาคบังคับ ท่านจะไป บังคับพรรคเล็กพรรคน้อย เพิ่งตั้งได้ ๓ เดือนท่านประธานครับ มีสมาชิกอยู่ ๓๐๐ คน ทั่วประเทศ ๕๐๐ คนทั่วประเทศ แล้วท่านจะไปบังคับให้เขาตั้งตัวแทนพรรค ตั้งสำนักงาน สาขาพรรค แม้กระทั่งแต่ละจังหวัดนี้ ท่านว่าค่าใช้จ่ายเท่าไรครับท่านประธาน มันเหมือนกับ เป็นการทำให้พรรคการเมืองนี้มันไม่มีวิวัฒนาการของมันเองนะครับ เราทำไมไปจำกัดเขา มากเกินไป ตั้งข้อจำกัดเขาจนกระทั่งเขาไม่สามารถที่จะเติบโตได้ ผมอยากจะมอง แล้วก็ ขอฝากไปยังท่านกรรมาธิการว่าขอให้เป็นภาคสมัครใจครับ อย่าเป็นภาคบังคับ ขอให้แต่ละ พรรคการเมืองเขามองเห็นว่าเขามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งสาขาพรรค จะต้องตั้งตัวแทน พรรคในแต่ละจังหวัด หรือในแต่ละเขต เชิญเลยครับถ้าหากว่าท่านมีสมาชิกหลายล้านคน เหมือนพรรคใหญ่ ๆ ๒ พรรคที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วก็ดี หรือในอนาคตพรรคพลังประชารัฐ ก็อาจจะมีสมาชิกพรรคหลายล้านคนเหมือนเขาด้วยนะครับ เราก็จะทำเหมือนกันนะครับ โดยที่บริบททั้งหมดจะต้องเป็นความสมัครใจของแต่ละพรรค ที่เขามองเห็นว่าเรามีความจำเป็น ต้องเลือก เพราะว่าถ้าตัวแทนพรรค สมาชิกพรรคในแต่ละเมือง ในแต่ละจังหวัดทั้งประเทศไทย มีความประสงค์อยากให้ผู้สมัครคนไหนลงสมัครแล้ว สมาชิกพรรคก็จะร่วมกันช่วยรณรงค์ หาเสียงให้กับพรรค เพื่อผู้สมัครคนนั้นนะครับ อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ว่าท่านจะไปบังคับ พรรคเล็กพรรคน้อย อันนี้ผมเห็นว่าถ้าเป็นภาคบังคับฝากกรรมาธิการด้วย ผมไม่ได้ เป็นกรรมาธิการด้วยนะครับ ฝากกรรมาธิการด้วยว่าขอให้เป็นภาคสมัครใจ อย่าให้เป็น ภาคบังคับโดยเด็ดขาดครับ พรรคการเมืองจะไม่เกิด พรรคการเมืองจะไม่โต

เรื่องที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนก็คือในเรื่องการเก็บค่าสมาชิกพรรค ผมไม่แน่ใจ ว่าในต่างประเทศนี้ ผมเองก็เห็นเพื่อน ๆ ที่อยู่ในอเมริกานี้เขาเป็นสมาชิกพรรคนั้นพรรคนี้ ผมก็ไม่เคยถามเขานะ แต่ผมไม่เคยได้ยินว่าเขาต้องไปจ่ายค่าสมาชิกพรรคนะครับท่านประธาน เป็นเรื่องแปลกนะ ผมว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด โดยเฉพาะการเก็บค่าสมาชิกพรรค ๑๐๐ บาทต่อปี ประชาชนที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามันมีคนมีสตางค์ ๑๐๐ บาทนี้ไม่มีความหมาย บางคน ๑๐๐ บาทของเขา ก็มีความหมายเยอะ ในร่างของพรรคพลังประชารัฐจึงลดจาก ๑๐๐ บาท เหลือ ๒๐ บาท แต่โดยความเป็นจริงในใจผมลึก ๆ อยากจะฝากกรรมาธิการไปด้วยว่า แม้กระทั่ง ๒๐ บาท ก็อย่าไปเก็บเขาเลยครับท่าน เป็นภาคสมัครใจ ถ้าเขาจะให้เงินบริจาคเพื่อช่วยพรรค ปีละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท เป็นเรื่องของสมาชิก ถ้าเขาศรัทธา มีอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เขาย่อมที่จะให้ความสนับสนุนแน่นอน จึงขอกราบเรียนท่านว่า ผมเองในส่วนตัวแล้ว แม้ว่าจะต้องโหวตว่า ๒๐ บาทนะครับ แต่ในใจลึก ๆ แล้ว ไม่อยากให้เก็บเลยครับ บาทเดียว ก็ไม่อยากให้เก็บนะครับ

ในส่วนสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือ ในส่วน ของท่านเพื่อนสมาชิกที่เป็นวุฒิสมาชิกนะครับ ที่พยายามจะบอกว่าอยากให้ประชาชน ส.ส. หรือนักการเมืองเรา ต้องทำให้ประชาชนมีความไว้วางใจ แม้กระทั่งความคิดที่อยากจะให้ นักการเมือง หรือ ส.ส. ในสภา พิจารณางบประมาณ จัดทำงบประมาณเองในสภา ก็ได้วุฒิสมาชิกยินดี ถ้าหากว่านักการเมืองนั้นประพฤติดี ประพฤติชอบ ประชาชนให้ ความไว้วางใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาหนึ่งของประเทศไทยก็คือเรามีตัวแทนของ พี่น้องประชาชนที่นั่งอยู่ในสภานี้ ๕๐๐ คน ถือเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยที่เสียภาษีอากรปีหนึ่ง จัดทำงบประมาณโดยประมาณ ๓ ล้านล้านบาท เงินใครครับ เงินประชาชน แต่มันแปลกหรือไม่ครับท่านประธาน ตัวแทน ประชาชนไม่สามารถจัดงบประมาณได้ครับ ตัดได้อย่างเดียว ไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งเรา หรือในจังหวัดเราไม่ได้เลยครับ ผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นภาษา บ้าน ๆ ก็จะบอกมันบ้ากันหรือเปล่า คนจ่ายสตางค์มาลงเป็นงบประมาณแผ่นดินก็คือ ประชาชน ที่นั่งกันอยู่ในสภานี้มันไม่ใช่ตัวแทนประชาชนหรือ ถ้าท่านเห็นว่าพวกเราเป็น ตัวแทนประชาชนก็ต้องเปิดโอกาสสิครับ ให้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่ ส.ส. สามารถที่จะ จัดทำงบประมาณได้เอง ก็ต้องขอขอบคุณข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะของท่านเสรี ขอประทานโทษ เอ่ยนามท่านนะครับ ไม่ได้เสียหาย ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อแนะนำว่า นักการเมืองหรือ ส.ส. ต้องทำตัวให้เป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบเสียก่อน เพื่อให้ประชาชนมีความไว้วางใจ เสียก่อนนะครับ แล้วท่านไม่ขัดข้องที่จะจัดทำงบประมาณ ซึ่งไม่ใช่ได้แต่ตัดเพิ่มก็ได้นะครับ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านเสรีและเพื่อนวุฒิสมาชิกทุก ๆ ท่านนะครับ ที่ในอนาคต หรืออาจจะเป็นสมัยหน้าถ้าเราเจอกันอีกนะครับ ผมก็จะยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ส. สามารถจัดทำเพิ่มเติมงบประมาณได้ หลังจากเราตัดแล้วถ้าเราเห็นว่าประชาชนเดือดร้อน เรื่องแหล่งน้ำ ประทานโทษครับท่านประธาน ทำไมเราจะเอางบประมาณไปช่วยประชาชน เขาไม่ได้ เราอยากจะเห็นแหล่งน้ำเกิดขึ้นให้กับชาวนาชาวไร่ทั่วไป เราอยากจะเห็นโรงปุ๋ย แห่งชาติเกิดขึ้น เรามีโพแทสที่มากที่สุดในเอเชียนะครับ เรามีถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านตันนะครับ ที่อยู่ใต้ดิน แต่ท่านประธานเราต้องซื้อปุ๋ยโพแทส ก็เป็นคำถามอีกคำถามหนึ่งว่าบ้าหรือเปล่า ก็มีของอยู่ในประเทศแต่ต้องไปซื้อของต่างประเทศเข้ามา ก็ทำไมไม่เอางบประมาณแผ่นดิน ไปสร้างโรงปุ๋ยแห่งชาติ ให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของด้วยก็ได้นะครับ ขายหุ้นด้วย ทำไม ไม่ทำล่ะครับ ปล่อยให้ประชาชนซื้อปุ๋ยแพง ต้องนำเข้าปุ๋ยโพแทสจากต่างประเทศมา ท่านประธานครับ นี่จะเห็นได้ว่าวันนี้แม้กระทั่งท่านสมาชิกที่เป็นวุฒิสมาชิกนะครับ ขอประทานโทษอีกครั้งหนึ่ง ท่านเสรีก็ยังเห็นดีเห็นชอบว่า ถ้า ส.ส. ประพฤติดี ประพฤติชอบ เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ก็จะทำให้วุฒิสมาชิกสบายใจที่จะขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ ส.ส. สามารถพิจารณางบประมาณได้เอง กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน