วันชัย สอนศิริ หารือประเด็นการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 258 โดยเสนอให้ทบทวนแก้ไขกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงปัญหาการตีความที่คลุมเครือ การครอบงำทางการเมือง และกรณีการขับ ส.ส. หรือการยุบรวมพรรค เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมโดยไม่ถูกครอบงำโดยทุน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เท่าที่ฟังจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่เช้ามาจนกระทั่งบัดนี้ แทบจะทุกคนมีความเห็น ตรงกัน ต้องการพัฒนาพรรคการเมือง และต้องการให้พรรคการเมืองนั้นเป็นของประชาชน อาจจะแตกต่างกันในรายละเอียดและวิธีปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืออาจจะมาก ในความเห็น ของกระผมครับท่านประธาน ว่ากฎหมาย กติกา หรือบทมาตราใดที่ใช้มาแล้วมีปัญหา ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง หรือมีแล้วนะครับท่านประธาน ปฏิบัติกันแบบหลอก ๆ สมัครรับเลือกตั้งใช้เงิน ๑ ล้านบาท สมัคร อบต. อบจ. สมาชิก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท หลอกกันทั้งประเทศท่านประธาน เพราะฉะนั้นกฎหมายใด ที่ออกมาแล้วเป็นกฎหมายหลอก ปฏิบัติไม่ได้ แล้วเหล่านี้ใครรู้หรือไม่ครับ ประชาชนเขารู้ กกต. ก็รู้ ผู้บังคับใช้กฎหมาย ส.ส. ก็รู้ แต่เราก็อยู่กับกฎหมายแบบหลอก ๆ กัน เพราะฉะนั้น ผมขอกราบเรียนว่าถ้ามันมีข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ผมสนับสนุนให้แก้ไขครับ หลายประเด็น ทุกพรรคการเมือง ถ้าเห็นพ้องต้องกัน ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่ หลายประเด็นอาจจะมี ความเห็นที่ไม่ตรงกัน ก็อาจจะไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการ และบางเรื่องด้วยความเคารพ ผมว่าไม่น่าจะดึงดันกันแบบสุดไปครับ อย่างนั้นก็อาจจะเป็นปัญหาขัดแย้งกันต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยเป็น สปช. สปท. กรรมการปฏิรูปด้านการเมือง ร่วมกับ สมาชิกพรรคการเมือง ส.ส. และผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นการเมืองมาในอดีต ได้มีส่วน สำคัญประมวลข้อเสนอไปยัง กรธ. และในชั้นกรรมาธิการที่ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มี ข้อเสนอต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในกฎหมาย ประเด็นอย่างสำคัญที่เมื่อสักครู่นี้ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้พูดไว้ถึงการปฏิรูปทางด้านการเมือง อันนี้ก็มาจาก สปช. และ สปท. และเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ บอกว่าให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมือง ของประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์ร่วมกัน มีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความ รับผิดชอบอย่างแท้จริง ในการดำเนินกิจกรรมทางเมือง และคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม ท่านประธานครับ ตั้งแต่ต้นธาร กลางธาร และปลายน้ำเลยนะครับ ก่อนที่ จะมามีการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจะส่งคนเลือกตั้ง พรรคต้องเป็นของประชาชนที่เขาคิดไว้ คิดจนกระทั่งกลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำตลอดสายเลยว่า เมื่อส่งคนมาดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนั้น ไม่ใช่เป็นประเภทเสือหิว มากอบโกย โกงกินอย่างที่ปรากฏ นี่ก็เป็นแนวคิด ในรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้เรื่องปฏิรูปทางการเมือง ขออนุญาตต่อจากท่านสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านที่ท่านพูดไว้ เป้าหมายอันสำคัญนั้น
๑. ต้องการให้พรรคการเมืองนั้นเป็นของประชาชนจริง ๆ แม้จะเป็นคนยาก คนจน คนรากหญ้า ก็สามารถเป็นเจ้าของพรรคการเมืองได้ ต้องมีส่วนร่วม ทีนี้การมีส่วนร่วม เราก็มาพิจารณาว่าเหมือนญาติโยมนี้นะครับท่าน เข้าวัดก็ต้องทำบุญสุนทาน ขออภัย ผมมิได้เปรียบเทียบเราจะมาทำบุญสุนทาน แต่ว่าการมีส่วนร่วมนั้นเหมือนการลงหุ้น ในบริษัท จ่ายเงินบ้างเล็กน้อย
๒. มีส่วนร่วมในการคัดคนที่จะมาลงเลือกตั้งหรือเป็นผู้บริหารต่อไป
ประการที่ ๒ นั้นไม่ต้องการให้ทุนมาครอบงำพรรค หรืออย่างที่ปรากฏนั้น เอาเงินมาฟาดหัวกัน แล้วก็เป็นใหญ่ในพรรค ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้วครับ
ประการที่ ๓ นั้นไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเหมือนบริษัทที่ใครมาสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ส.ส. เป็นเพียงพนักงาน หรือเป็นคนในบริษัทเท่านั้น นี่คือเจตจำนงการปฏิรูปประเทศ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘
ประการที่ ๔ ครับท่านประธานที่เรามาพูดกันถึงเรื่องการครอบงำ การชี้นำ ถ้าท่านประธานทราบว่าในอดีตนั้นมีคนถูกตัดสิทธิทางการเมือง เหมือนคนที่ถูกศาลพิพากษา จำคุก แต่เป็นจำคุกทางการเมืองครับ เอาลูก เอาเมีย เอาพี่ เอาน้อง เอาพ่อ เอาแม่มาเป็นนอ มินี (Nominee) ทางการเมือง มาเป็น ส.ส. มาเป็นรัฐมนตรี แต่คนถูกตัดสิทธิชักใย อยู่เบื้องหลังเหมือนหนังตะลุงนะครับท่านประธาน สั่งการครอบงำอยู่ข้างหลัง จ่ายเงินจ่ายทอง ไม่ว่าครับท่านประธาน หาประโยชน์ทางการเมือง เขาจึงเขียนรัฐธรรมนูญและออก กฎหมายลูกมาในลักษณะที่เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์กันนี้ แต่แน่นอนครับเมื่อใช้มาแล้ว บางเรื่องเราก็เห็นว่ามันมีปัญหา ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง หรือบางทีการตีความก็อาจจะ ไม่ตรงกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเรายังรู้สึกตงิด ๆ อยู่ในหัวใจ เอาละครับ ผมก็เห็นด้วย ที่ควรจะแก้ไขให้สอดรับต่อการปฏิบัติ และบังคับได้จริง เพื่อให้เห็นภาพสักอย่างครับ ท่านประธาน ผมมิได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาหรือว่าใคร แต่เพื่อให้เห็นว่าการแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองนั้น ยังมีความจำเป็นในบางเรื่องบางประเด็น เช่น ท่านประธานจะเห็นเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ แม้จะไม่มีใครเสนอแก้ เขาห้ามควบรวมพรรคการเมืองที่มี ส.ส. อยู่ในระหว่าง อายุของสภาผู้แทนราษฎร เพราะในอดีตมีเลือกตั้งเสร็จแล้วก็ไปซื้อพรรคนั้นพรรคนี้มา แล้วก็ดึง ส.ส. เข้ามาควบรวมกัน เขาเลยมาเขียน คราวนี้เกิดมีการยุบพรรคการเมือง คะแนน ไม่ให้ตกน้ำ ส.ส. ไปอยู่กับอีกพรรคหนึ่ง แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านประธาน แต่บางคนบางพวกตั้งคำถามว่านี่คือการยุบควบรวมหรือเปล่า ชัดหรือไม่ ควรแก้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เห็นเป็นปัจจุบัน แม้แต่เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. และคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นกรรมการ หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง บางคนก็ตั้งเป็นข้อสังเกต ที่น่าสนใจนะครับท่านประธาน ในคราวนี้ก็มีการเสนอให้มีการแก้คุณสมบัติของผู้บริหาร พรรคการเมือง คนจะลงสมัคร ส.ส. ถ้ามีความผิดเกี่ยวกับคดีทรัพย์อย่างที่ปรากฏตัดสิน มาแล้ว ไม่กี่แสน กี่หมื่น ต้องเอากันตลอดชีวิตเชียวหรือครับ คนทำผิดทำชั่วแล้วต้องชั่ว กัลปาวสานหรือครับ นี่ก็เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ เราอาจจะเห็นคนในสังคมเยอะแยะที่ กลับเนื้อ กลับตัว กลับใจมา แต่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ประเภทโหดร้ายทารุณ ค้ายาเสพติด อย่างนี้มันโอเค (OK) หรือครับ อย่างนี้บางคนเขาก็ตั้งเป็นคำถามว่าเกินไปหรือเปล่า แม้แต่ เร็ว ๆ นี้ครับท่านประธาน มีพรรคการเมืองบางพรรคมีมติขับ ส.ส. ของพรรคตัวเอง แล้วก็ไป อยู่พรรคใหม่ จนกระทั่งมีบางคนตั้งเป็นคำถามและกำลังเป็นปัญหาเป็นประเด็นทาง การเมืองเพื่อความชัดเจน ว่ามติดังกล่าวนั้นเป็นนิติกรรมอำพราง หรือเป็นการสมยอมกัน ถูกต้องหรือเปล่า ผมไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งข้อสังเกต นี้คือปัญหาของ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ในขณะเดียวกันครับท่านประธานที่เห็นเป็นปรากฏ ส.ส. บางคนมีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามมติพรรค บางพรรคสอบสวนใช้ระยะเวลาพอสมควรแล้วมี มติขับออกไป เขาก็ไปอยู่พรรคอื่น ใน ๓๐ วัน ถ้าถูกยุบก็ ๖๐ วัน แต่ในขณะเดียวกันครับ ท่านประธาน นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ครับ ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี่ละครับ ส.ส. บางคนประพฤติปฏิบัติตนขัดต่อมติพรรค พรรคก็ไม่ขับออกครับท่านประธาน อิหลักอิเหลื่อ อยู่นี่ละครับ ถ้าจะเตะหมูก็เข้าปากหมูอีกตัวหนึ่ง เป็น ส.ส. ที่มีลักษณะแบบตัวอยู่พรรคหนึ่ง แต่ใจก็ไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง ถ้าเป็นคนแต่งงานก็เหมือนกับเป็นชู้ทางการเมืองอะไรในลักษณะ อย่างนี้