สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยตั้งคำถามถึงทิศทางประชาธิปไตยไทยผ่านการถกเถียงระหว่างอุดมการณ์กับความเป็นจริงในการบริหารพรรค เน้นปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคแบบรวมศูนย์กับการมีประชาธิปไตยภายใน พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ระบบไพรมารี และข้อบังคับพรรค เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม รวมถึงเรียกร้องการปฏิรูปกกต. และกฎหมายพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับผมแล้วผมเห็นว่าการพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการพรรคการเมือง ซึ่งเราเริ่มต้นกันมาตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งถึงวันนี้นั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่ง สำหรับพัฒนาการทางด้านการเมืองในประเทศไทยของเรา ความจริงแล้วกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้น มีมาแล้วหลายฉบับ ประเทศไทย เรามีพระราชบัญญัติพรรคการเมืองฉบับแรก ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ และมาบัญญัติให้ ส.ส. จะต้อง สังกัดพรรค ในพระราชบัญญัติพรรคการเมืองเมื่อปี ๒๕๑๗ ภายหลังจากมีการตื่นตัว เรื่องประชาธิปไตยและมีการต่อสู้กัน จนกระทั่งมาเมื่อปี ๒๕๔๑ ภายหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ที่กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองก็กลายเป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามการออกแบบของรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ที่ผมกล่าวเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อจะบอกท่านประธานว่าเรื่องของกฎหมาย เรื่องของพรรค การเมืองนั้นเรามีมาโดยตลอด และในแต่ละช่วงเวลาก็สะท้อนพัฒนาการของพรรคการเมือง ในแต่ละยุค ดังนั้นการลงมติ การไปแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองครั้งนี้ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของความท้าทายว่าเราจะเลือกที่จะพัฒนา พรรคการเมืองในประเทศไทยไปในทิศทางใด ความจริงแล้วการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ก็คือเป็นเรื่องที่เนื่องจากมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วก็บัญญัติให้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเลือกตั้งให้มี ส.ส. ๒ แบบ และมีบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำสิ่งที่เราเรียกกันว่าไพรมารี (Primary) หรือการให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นในแต่ละพื้นที่เขตเลือกตั้ง ซึ่งก็ต้องแก้เพราะบัญชีรายชื่อ เปลี่ยนแปลงจำนวนจาก ๑๕๐ เหลือ ๑๐๐ แต่เมื่อมีการเสนอการแก้ไขกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญก็กลับกลายเป็นว่ามีหลากหลายแนวความคิด ร่างประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอ เข้ามามีถึง ๖ ฉบับ แล้วใน ๖ ฉบับก็มีแนวความคิดที่ค่อนข้างจะกระจัดกระจาย แล้วก็แตกต่างกัน ร่างของคณะรัฐมนตรีนั้นชัดเจนมาก ก็คือไม่แตะเรื่องไพรมารี (Primary) ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามที่ออกแบบเอาไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตั้งแต่ มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา แต่เมื่อฟังการอภิปรายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ก็กลับเป็นมีความคิดออกมา ๒ แนวทางด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นผู้ออกแบบ มีสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่งของฝ่ายรัฐสภาเรา ซึ่งเคยเป็นอดีตประธานคณะกรรมการร่าง ตัวกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านก็บ่งบอกว่าแนวคิดในขณะที่ออกนั้นฝ่ายออกแบบ มีความเห็นมีความต้องการอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันฝั่งของ ส.ส. ซึ่งอาจจะเรียกว่า เป็นฝั่งปฏิบัติ ก็บอกว่าจะไปทำเต็มรูปแบบเช่นนั้นไม่ได้ เพราะว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติ ก็มีการยกตัวอย่างเช่น คำพูดที่บอกว่าถ้ามีจำนวนสมาชิกมากพอ การทำไพรมารี (Primary) ก็สามารถกระทำได้ แต่ถ้าไม่มากพอก็เหมือนกับคนที่อยากจะลงก็ต้องไปตามคนที่จะลงมา ก็กลายเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างคนที่ออกแบบกับคนที่อยู่ฝ่ายปฏิบัติ จริง ๆ มีเหตุผลด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่สำหรับผมนี่ผมเห็นว่า อย่างนี้ครับท่านประธาน เรื่องสำคัญ ที่สุดที่เราจะตัดสินใจครั้งนี้ก็คือคำถามที่ว่าเราจะออกแบบประชาธิปไตยไทยอย่างไร ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตยโดยรากฐานคือวัฒนธรรม คืออุดมคติ คืออุดมการณ์ทางการเมือง ของประชาชน ในทางการเมืองอุดมการณ์เหล่านั้นจะต้องสะท้อนผ่านพรรคการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรขั้นพื้นฐานที่สุดที่จะเข้าสู่กระบวนการไปสู่อำนาจในทางด้านการเมือง ตัวพรรค การเมืองเป็นนามธรรม แต่รูปธรรมคือสมาชิก สมาชิกนั่นเองเป็นคนขับเคลื่อน เราจะทำ อย่างไรให้กระบวนการพรรคการเมืองเป็นกระบวนการของอุดมการณ์ที่เดินไปในทิศทาง เดียวกัน และสมาชิกซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันนั้นขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ นี่เป็น หลักคิดที่ผมคิดว่าไปตรงกัน แต่ทำอย่างไรให้หลักคิดเชิงอุดมคตินี้กับในทางปฏิบัติไปด้วยกันได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทีนี้ในไทยเรามีพรรคการเมืองพูดง่าย ๆ คือมี ๒ แบบ อาจจะ มีเปลี่ยนแปลงจากนี้บ้างเล็กน้อย แต่อยู่ในแบบคล้าย ๆ กับ ๒ แบบนี้ แบบหนึ่งก็คือ รวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ความหมายก็เหมือนกับที่พูดกันในทางการเมืองว่าเป็นพรรคที่มี เจ้าของนั่นเอง แล้วก็มีกลุ่มอีลิต (Elite) ผู้ครองอำนาจ แล้วสมาชิกก็กลายเป็นพิธีกรรม ทางกฎหมาย ซึ่งทำให้ครบถูกต้องตามกฎหมายไป เพื่อให้กระบวนการข้างบนนั้นเดินต่อไปได้ เข้าสู่อำนาจ กับพรรคการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งกำหนดโครงสร้างของพรรคเป็นประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับสมาชิก และต้องมีกระบวนการเลือกตั้งในแต่ละระดับชั้นไป เพื่อที่จะไปสู่ กระบวนการเข้าสู่อำนาจในที่สุด ๒ แบบแนวความคิดนี้ผมคิดว่าพัฒนาการตลอดหลายสิบปี ที่ผ่านมานี้มันชี้ให้เห็นชัดเลย ในยุคหนึ่งในช่วงหลังมาเกิดแนวความคิดที่คลอนแคลนกันว่า โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตยนั้นเป็นปัญหาล่าช้า อืดอาด ตัดสินใจยาก มีปัญหา มีความ ยุ่งยาก แต่ก็เหมือนกับที่หลายฝ่ายบอกว่า พรรคที่เป็นลักษณะรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ตัดสินใจได้ทันที แล้วถ้าเกิดไปสู่กระบวนการเข้าสู่อำนาจที่อาจจะนำไปสู่การฉ้อฉลได้ นั่นละเป็นพรรคการเมืองที่อาจจะสร้างปัญหา ก็เลยพยายามออกแบบกติกาออกมา ให้กลับไปสู่โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะฉะนั้นถึงจุดตรงนี้ผมคิดว่าเราผ่าน เหตุการณ์ความขัดแย้งมาหลายปี ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกอาวุโสในสภานี้ที่บอกว่า เราไม่ควรจะย้อนกลับไปหาปัญหาเช่นที่ว่านั้น เราจึงต้องหาคำตอบนี้ผ่านการออกแบบ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นั่นคือถ้าเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่อง อุดมการณ์พื้นฐาน กระบวนการแนวความคิด อุดมการณ์ของสมาชิกพรรคในพรรคนั้นแล้ว เราก็ต้องไปสร้างความสำคัญของสมาชิก ก็ต้องมีกระบวนการที่เราเรียกว่า ไพรมารี (Primary) นี้เกิดขึ้น ผมคิดว่าหลายคนที่ลุกขึ้นมาพูดไม่ได้ปฏิเสธตรงนี้เลย แต่ผมจะเรียนว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นที่เห็นด้วยกับการมีไพรมารี (Primary) ไม่ใช่เป็นเพราะเราไม่เคยถูก ยุบพรรค สมาชิกท่านหนึ่งกล่าวเสมือนกับว่าประชาธิปัตย์ไม่เคยถูกยุบพรรค จึงเห็นด้วยกับ ไพรมารี (Primary) ผมตอบว่าไม่ใช่ เรื่องยุบพรรคไม่ใช่ใครคิดจะยุบใคร หรือแกล้งใครกัน ก็ได้ เป็นเรื่องข้อเท็จจริง ประชาธิปัตย์เคยถูกร้อง ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งเคยถูกร้องกล่าวหาว่า ไปร่วมกับกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งไปล้มล้างการปกครองว่าไป มีการต่อสู้คดีกันในชั้นศาล ในที่สุดข้อเท็จจริงยืนยันได้ว่าไม่ได้กระทำความผิด ศาลก็ยกครับ ส่วนอีกกรณีหนึ่งก็เป็น อย่างที่ท่านว่าจริง แต่ก็เป็นกระบวนการต่อสู้กันในศาลจนถึงที่สุดครับ ส่วนบาง พรรคที่ถูกยุบนั้นก็มีเรื่องของการทุจริต เรื่องของการซื้อเสียง เรื่องของการจ้างพรรคเล็ก เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ทางข่าวสาร เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ไม่ใช่ แต่ประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับไพรมารี (Primary) เพราะเห็นว่าการเมืองต้องเป็นเรื่องของ อุดมการณ์ เป็นเรื่องของบุคคลที่จะต้องมีบทบาท เป็นเรื่องของสมาชิก เป็นเรื่องของ พรรคการเมืองที่ไม่มีเจ้าของครับ แต่โจทย์ของเราก็คือเราจะปรับกระบวนการไพรมารี (Primary) อย่างไร ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูในร่างที่เรามีอยู่ ๕-๖ ฉบับในมือขณะนี้ ร่างของ ครม. นั้นไปเต็มรูปแบบแล้วครับไพรมารี (Primary) ซึ่งผมก็เห็น สมาชิกหลายคนก็เห็น เพราะในหลายพรรคทำมาแล้ว ประชาธิปัตย์ก็เคยทำ มาแล้วครับ ในกระบวนการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคของเราครั้งหนึ่ง เราเปิดให้มีไพรมารี (Primary) มาจากต่างจังหวัด แล้วก็เปิดให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยซ้ำไป เห็นปัญหาครับ แต่ไม่ใช่ว่ากระบวนการนี้ไม่ดี ถ้าไปดูร่างอื่น มีบางร่างที่เป็นของพรรคร่วม ประทานโทษ เอ่ยนาม ท่านวิเชียร กับคณะ เสนอ แล้วก็ปรับให้เหลือเพียงคนเดียว หรือเป็นคณะก็ได้ ในหนึ่งจังหวัดซึ่งทำได้ทั่วทุกเขต ด้วยความเคารพครับ ผมก็เห็นว่าแบบนี้มันก็ง่าย เพราะถ้า เรายึดหลักตามรัฐธรรมนูญที่เพื่อนสมาชิกได้อ้างถึง ก็คือมาตรา ๒๕๘ ก. การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ในส่วน (๒) ที่พูดถึงเรื่องการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง มีกระบวนการ ให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม และมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรม ทางการเมือง และการคัดเลือกผู้มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต เข้ามาเป็นผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม กระบวนการจึงต้องมีไพรมารี (Primary) แต่ไม่ใช่ง่ายถึงขนาดคนหนึ่งสามารถกำหนดได้ ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะต้องเป็นความร่วมมือ กันของทุกพรรค รวมถึงในส่วนของผู้ออกแบบ หรือฝ่ายของสมาชิกวุฒิสภาด้วย ที่ต้อง หยิบยกเอากระบวนการทั้งหลาย แต่ต้องมีเป้าหมายอันเดียวก็คือไปออกแบบระบอบ ประชาธิปไตยไทยและพรรคการเมืองไทยให้เป็นภาพเชิงอุดมการณ์ และให้ความสำคัญกับ สมาชิกอย่างแท้จริง แต่ไม่ทิ้งการแก้ปัญหาในเชิงการปฏิบัติ จะปรับจากเต็มรูปแบบมาครึ่ง รูปแบบอย่างไรให้ลงตัว เช่น ลดจำนวนขั้นต่ำลงอย่างนี้เป็นต้น แต่ไม่ใช่ปรับเป็นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทาย และผมเห็นว่าเรื่องของไพรมารี (Primary) เรื่องของ บทบาทสมาชิกพรรคตรงนี้เป็นโจทย์ที่จะท้าทายคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งครับ
ประเด็นอื่นก็เช่นเดียวกันท่านประธานครับ มันก็มีทางออกเหมือนกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่การไพรมารี (Primary) ซึ่งแยกเป็น ๒ ส่วน คือผู้ลงสมัครระบบเขตกับ ผู้ลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ ร่าง ครม. บอกว่าระบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมือง กรรมการบริหารเสนอไป ๑๐๐ แล้วแต่ละที่ แต่ละเขตหยิบมา ๑๐ อันนี้เป็นปัญหานะครับ เพราะว่าในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเรากำหนดถึงสัดส่วนชายหญิงก็ดี ผู้พิการก็ดี การให้ไป ๑๐๐ หยิบ ๑๐ จะเป็นปัญหาตรงนี้ครับว่า จะทำอย่างไรให้โหวตเตอร์ (Voter) สามารถจะหยิบตามสัดส่วนนั้นได้ด้วย อันนี้เป็นปัญหาแน่ เป็นไปได้หรือไม่ครับ ที่เรื่องของ การคัดเลือกคนเข้าสู่การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อให้เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เพราะเขา จะสามารถกำหนดสัดส่วนทุกอย่างได้โดยตรง แต่บังคับเรื่องไพรมารี (Primary) ของผู้ที่ ลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้งซึ่งต้องทำ แต่ลดความยุ่งยากกระบวนการปัญหาโดยการฟัง ผู้ปฏิบัติ แต่ยังคงหลักคิดแนวทางนั้นเอาไว้ นี่น่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่เป็นพัฒนาการของ ระบอบประชาธิปไตยไทย
เรื่องของเงินค่าสมัครสมาชิกพรรคก็เช่นเดียวกันครับ เรากำหนดไว้ ในกฎหมายมันตายตัวมันเป็นปัญหาครับ เคยมีคนคิดว่าเงินสมัครสมาชิกพรรคแค่ ๑๐๐ บาท เทียบแล้ว ๑ ปี ๓๖๕ วัน วันละไม่ถึง ๑ บาท ซึ่งฟังดูเหมือนง่ายจริง แต่ในทางปฏิบัติไม่ง่าย เช่นนั้นครับ เพื่อนสมาชิกประทานโทษเอ่ยนาม จากพรรคก้าวไกลเสนอว่า ก็อย่าบังคับ ให้ไปเขียนไว้เป็นข้อบังคับพรรค อันนี้น่าสนใจครับ พรรคประชาธิปัตย์เคยปฏิบัติเช่นที่ว่านี้ เมื่อก่อนเก็บค่าสมัคร ๒๐ บาท แต่เขียนไว้ในข้อบังคับพรรคครับ ทั้งที่กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ในข้อบังคับเขียนว่าจะเก็บหรือไม่ก็ได้ ก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรคการเมืองจะไปบริหาร จัดการให้สมาชิกพรรคนั้นเกิดความมีส่วนร่วม สามารถกระทำได้ครับ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นว่าเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการควรที่จะหยิบยก ไปพิจารณา
แต่สุดท้ายเหนือสิ่งอื่นใด ท่านประธานครับ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น จะทำอย่างไรให้กระบวนการที่มีอยู่นั้นมากกว่ากระบวนการทาง ธุรการทางการเมืองที่ต้องเอื้อให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมวลชนและมีอุดมการณ์ อย่างแท้จริง เราฝากความหวังไว้ที่ กกต. แต่ปัจจุบันนี้ด้วยความเคารพครับ ผมว่า กกต. ก็ปฏิบัติเป็นราชการไปตามกฎตามระเบียบ จะเป็นองค์กรที่จะมาส่งเสริมเรื่องของวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีบทบาทตรงนี้ไม่ชัดเจนนัก แม้กระทั่งต่อต้านการซื้อสิทธิ ขายเสียงก็ยังทำได้ไม่ชัดเจน พยายามวางบทบาทไว้ที่สถาบัน พระปกเกล้า ก็ทำได้จำกัดมาก เป็นไปได้หรือไม่ถึงจุดหนึ่งเราอาจจะต้องรื้อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วกลับมาพูดถึงเรื่องการส่งเสริม พรรคการเมืองให้เป็นอุดมการณ์ ผ่านองค์กรอย่าง กกต. นี่อาจจะเป็นทางออกหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าคณะกรรมาธิการที่ไปทำงานครั้งนี้ก็โปรดได้รับโจทย์ทั้งหลายที่ พวกเราในสภานี้ได้ฝากเป็นแนวความคิดไว้ และให้ถือว่าพัฒนาการทางเมืองครั้งนี้จะเป็นก้าว สำคัญของการเมืองไทย และเป็นโจทย์ที่เราทั้งหลายต้องร่วมกันคิดครับ ขอบพระคุณครับ