รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา สำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น ผมสนับสนุนร่างฉบับที่เปิดหลักการกว้าง ไม่ได้ล็อกให้แก้เฉพาะ มาตราใดเป็นการเฉพาะ คือร่างของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และร่างของนายชลน่าน ศรีแก้ว เพราะผมกำลังจะขอเสนอประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๔ ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ ในเรื่องของการรับบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพ้นจากการเป็นสมาชิกของ พรรคการเมืองอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นประโยชน์กับพรรคการเมือง ทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล มาดูกัน ที่ปัญหาจากกฎหมายปัจจุบันนี้ก่อน นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และมีการออก พ.ร.ป. พรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ มาจนปัจจุบัน กฎหมายปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเงื่อนไข การรับ ส.ส. ที่พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเลย ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้กันอยู่นี้ มาตราที่ว่าด้วยการสิ้นสภาพของ ส.ส. จากการถูก ขับให้พ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองคือ มาตรา ๑๐๑ ขอฝ่ายโสตช่วยขึ้นสไลด์ (Slide) ข้อความมาตรานี้ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ถ้าท่านดูในสไลด์ (Slide) พูดง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ระบุ เพียงการสิ้นสภาพของ ส.ส. ในกรณีที่ถูกพรรคการเมืองเดิมขับออกจากพรรค และถ้า ส.ส. ผู้นั้นไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ภายใน ๓๐ วันก็ให้สิ้นสภาพ ส.ส. ไป ประเด็นนี้ รัฐธรรมนูญบัญญัติเพียงเท่านี้ หรืออาจจะแปลตามตรรกะที่สมบูรณ์กันได้แค่เพียงว่า ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคถ้าจะไม่ให้สิ้นสภาพ ส.ส. ก็จะต้องเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง พรรคใหม่ภายใน ๓๐ วัน ไม่มีประโยคไหนวรรคไหน ในรัฐธรรมนูญเขียนให้สิทธิ ส.ส. ที่ถูกพรรคเดิมขับออกสามารถย้ายเข้าพรรคใหม่ได้ในทุกกรณีภายใน ๓๐ วัน ไม่มี การที่ ปัจจุบันสามารถย้ายเข้าพรรคใหม่ได้โดยที่ไม่มีเงื่อนไขอุปสรรคใด ๆ เป็นเพราะอาศัยช่องโหว่ ทางกฎหมาย เป็นเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้าม ไม่มีประโยคไหน วรรคไหนในรัฐธรรมนูญ ตีความได้ว่าห้ามกฎหมายลูกบัญญัติเงื่อนไขในการรับบุคคลที่เป็น ส.ส. ที่ถูกขับออกจาก พรรคการเมืองอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเลย ดังนั้น พ.ร.ป. พรรคการเมืองซึ่งเป็นกฎหมาย ลูกของรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ จึงสามารถบัญญัติเงื่อนไขในกรณีนี้เพิ่มเติม ขึ้นได้ ปัจจุบัน พ.ร.ป. พรรคการเมืองไม่ได้บัญญัติเงื่อนไขในกรณีนี้ ทำให้มี ส.ส. บางคน ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าอุดมการณ์นำช่องโหว่ทางกฎหมายนี้มาเป็นอำนาจ ต่อรองกับพรรคที่สังกัด เรียกร้องผลประโยชน์อื่นใดเพื่อตนเองได้ง่าย กรณีเช่นนี้หาก พรรคการเมืองต้นสังกัดไม่ตอบสนองต่อความต้องการ ส.ส. ดังกล่าวก็อาจจะประพฤติตน นอกแนวทางของพรรค หรือที่เราเรียกกันว่างูเห่า จนเป็นเหตุให้พรรคต้องพิจารณามีมติขับ ออกจากพรรค ซึ่งก็ไปสังกัดพรรคใหม่ได้ง่าย หรือไม่ก็ไม่ได้ขับออกจากพรรคแต่พรรค ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ปล่อยให้ ส.ส. ผู้นั้นประพฤติตนออกนอกแนวทางของพรรคต่อไป หรือที่เรา เรียกกันว่า ดองงู หรือไม่อาจจะเป็นแบบที่ ๓ คือถ้าพรรคการเมืองต้องการให้ ส.ส. ผู้นั้น ยังคงแสดงออกว่าประพฤติตนอยู่ในแนวทางของพรรคต่อไป อาจจะต้องทุจริต อาจจะต้อง นำผลประโยชน์ของประชาชน หรือรับเงินจากนายทุนผูกขาด หรือผลประโยชน์ อื่นใด มามอบให้กับ ส.ส. ผู้นั้น เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ในพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน บางทีพรรคก็ให้ผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ เรียกร้องไม่ไหว เพราะ ส.ส. มีอำนาจต่อรองเรียกร้องต่อพรรคเยอะเหลือเกิน หรือแม้แต่กรณี ถ้าเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายตรงกันข้ามกับผม ถ้าเกิดมีงูเห่ามีคนทรยศพรรคแล้วเปลี่ยนขั้ว มาจับมือกับพวกผม ทำให้พวกผมเป็นรัฐบาล ผมก็ไม่ได้ยินดีกับการที่มี ส.ส. ทรยศต่อความ คาดหวังของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองนั้น แม้จะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับผม ก็ตาม ประชาชนอยู่ตรงไหน เพราะประชาธิปไตยเราต้องให้ประชาชนเป็นสิ่งที่อยู่สูงสุด ไม่ใช่ ตัว ส.ส. ที่จะประพฤติตัวขัดไปจากความคาดหวังของประชาชนที่เลือกอย่างไรก็ได้ เราจะทำ อย่างไรให้กฎหมายลดอำนาจการต่อรองของ ส.ส. ประเภทนี้ ถ้าเรายังจำกันได้ประเทศเรา เคยอยู่ในช่วงเวลาที่ ส.ส. เมื่อถูกขับออกจากพรรคไปจะไม่ได้หาพรรคใหม่สังกัดได้ง่าย เหมือนทุกวันนี้ ในช่วงที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ช่วงเวลากว่า ๑๕ ปีนี้ ลดอำนาจต่อรองของ ส.ส. ประเภทนี้ได้มาก กล่าวคือเมื่อพรรคการเมืองมีมติขับ ส.ส. ออกจากพรรคไปแล้ว ส.ส. ที่ถูกขับออกนั้นจะต้องอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน แล้วลุ้นผลการพิจารณาว่าจะสามารถสังกัดพรรคอื่นต่อไปได้หรือไม่ หรือให้สิ้นสภาพ ส.ส. เลย ในกรณีเช่นนี้จะทำให้อำนาจต่อรองของ ส.ส. น้อย เพราะมีเงื่อนไขให้ย้ายพรรคได้ยาก ช่วงนั้นเราก็จะไม่เห็น ส.ส. แสดงออกไปในทางที่ทรยศต่อคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือก พรรคนั้น ๆ แม้จะมีเสือสิงห์กระทิงแรด มีผู้มากบารมีตั้งกลุ่มตั้งมุ้งอยู่ในพรรคนั้น ๆ มากแค่ ไหนก็ตาม ไม่มีปัญหา ปัญหา ส.ส. งูเห่าที่ประพฤติตัวขัดไปจากความคาดหวังของประชาชนก็ จะไม่เกิด เว้นเสียแต่ว่าในกรณีที่ยุบพรรคนั้นเสียก่อน อย่างเช่นกรณียุบพรรคพลังประชาชน เป็นต้น แต่ตราบใดที่พรรคยังไม่ได้ถูกยุบเราก็จะไม่เห็น ส.ส. ทรยศต่อความคาดหวังของ ประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองนั้น ๆ ในช่วงที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ไม่เหมือนปัจจุบันที่เมื่อ ส.ส. ถูกขับออกจากพรรคแล้วกฎหมายมีช่องโหว่ ไม่มีกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคเงื่อนไขต่อการย้ายเข้าสังกัดพรรคใหม่เลย อำนาจต่อรองของ ส.ส. ก็จะมีมาก ผมขอเสนอให้เราสามารถออกแบบกฎหมาย พ.ร.ป. พรรคการเมืองที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่นี้ให้เพิ่มอุปสรรคในการย้ายเข้าพรรคใหม่ ให้เพิ่มเงื่อนไขเข้าไป หลังจากที่ถูก พรรคเดิมมีมติขับออกแล้วทำให้เขาย้ายเข้าพรรคใหม่ยากขึ้นได้โดยที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน แล้วถ้าจะแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองให้ได้ผลตามจุดประสงค์นี้ แบบที่ไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญ เราก็จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๔ ของ พ.ร.ป. นี้ให้เป็นไปตามสไลด์ (Slide) นี้ครับ โดยเพิ่มข้อความเป็นวรรคสองเข้าไปว่า การรับบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ซึ่งพ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นตามมติของพรรคการเมืองนั้น เข้าเป็นสมาชิกในระยะเวลาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ มติของพรรค การเมืองนั้นต้องยินยอมให้บุคคลที่ถูกขับออกสามารถสมัครเข้าพรรคการเมืองอื่นได้ ในระหว่างที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง กล่าวคือถ้าจะย้ายเข้าพรรคใหม่ได้ มติพรรคที่ขับ ส.ส. ออกก็ต้องพ่วงมติให้ ส.ส. ผู้นั้นสามารถสมัครเข้าพรรคอื่นได้ในระหว่างที่ยังเป็น ส.ส. อยู่ เป็นมติควบคู่กัน ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขนี้ การจำกัดสิทธิบุคคลนี้ในการย้ายเข้าพรรคใหม่ ก็จะเป็นการจำกัดเฉพาะกาล คือจำกัดเพียง ๓๐ วันเท่านั้น ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิบุคคล ในการย้ายเข้าพรรคใหม่ไปตลอดกาล ไม่ได้มากมายอะไรเลย การแก้กฎหมายเพียงเท่านี้เอง ปัญหา ส.ส. ที่ใช้อำนาจต่อรองพรรคการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองจนกลายเป็นปัญหา งูเห่า ดองงู หรือต้องยอมเอาผลประโยชน์ของประชาชนมาประเคนให้กับคนพวกนี้ เพื่อไม่ให้ แผลงฤทธิ์ก็จะหมดลงไปได้ แต่หลายท่านก็อาจจะบอกว่าอันที่จริงวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ก็คือพรรคแต่ละพรรคก็เลือกคนให้ดี ๆ หน่อย ใช้จิตวิทยาในการดูประเภทคนให้ออก อันนี้ผมก็เห็นด้วยที่สุดเลย พวกผมก็มีประสบการณ์มาแล้วตั้งแต่อนาคตใหม่ที่ตอนนั้นมีเวลา บีบกระชั้นจึงเกิดความผิดพลาดขึ้นบ้าง ต่อไปการเลือกคนก็ต้องพยายามเลือกให้ดีที่สุด อยู่แล้ว แต่จะดีกว่าไหมถ้ากฎหมายมีการออกแบบมาให้เป็นประโยชน์กับพรรคการเมือง ทุกพรรค ไม่ว่าจะคัดเลือกคนผิดพลาดอย่างไรก็ตาม คนที่เราเลือกมาผิดพลาดก็ไม่มีอำนาจ ต่อรองพรรคการเมืองพอที่จะทรยศความคาดหวังของประชาชนที่เลือกมาโดยง่าย ผมขอเพื่อน ส.ส. ทุกท่านจากทุกพรรคช่วยกันสนับสนุนข้อเสนอของผมนี้ด้วยนะครับ ระวังนะครับ ระบบเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบที่เป็นเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ถึงแม้จะเป็นแรงบีบ ให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันต่อรองผลประโยชน์กันไม่ลงตัว คุยกับกลุ่มทุน อื่นรับเงินจะแยกออกจากพรรคไปแล้ว แต่จำใจต้องกลับมารวมอยู่ในพรรคเดียวกัน เพื่อให้เกิดผลดีต่อคะแนนการเลือกตั้ง ก่อนเลือกตั้งหลาย ๆ พรรคก็อาจจะอยากได้คนที่มีบารมี มีฐานคะแนนในพื้นที่เยอะ ๆ มาเป็นผู้สมัคร ส.ส. แต่ละพรรค แต่เราต้องอย่าลืมช่วงหลังเลือกตั้งนะครับ อันนี้สำคัญกว่า ถ้าหลังเลือกตั้งในพรรคมีคนมากบารมี มีหลายกลุ่ม หลายมุ้งจะเละเทะไหมครับ หากอำนาจ ต่อรองของแต่ละมุ้ง หากอำนาจต่อรองของ ส.ส. ประเภทนี้มีมากอย่างทุกวันนี้ แล้วเราไม่ แก้ปัญหานี้ให้ได้เสียก่อน ประเด็นนี้สำคัญมากครับ ผมไม่อยากให้ทุกท่านมองข้ามไป ถ้าท่าน เป็น ส.ส. ที่อยากจะมีอำนาจต่อรองของพรรคของท่านเยอะแบบนี้ต่อไป ก็ไม่ต้องสนับสนุน ข้อเสนอของผมนี้ก็ได้ แต่ถ้าท่านเป็น ส.ส. ที่รักพรรคของท่านเอง ไม่อยากให้ ส.ส. คนใดใน พรรคทรยศต่อความคาดหวังของประชาชนที่เลือกพรรคของท่าน ก็ช่วยสนับสนุนข้อเสนอ ของผมนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ