เจตน์ สนับสนุนลดค่าธรรมเนียมพรรค-ห่วงยกเลิกไพรมารีโหวตขัดรัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือร่างพิธีบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และพรรคการเมือง โดยวิเคราะห์ความแตกต่างของร่างกฎหมายหลายฉบับ และเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบก่อนนำเสนอสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระถัดไป พร้อมแสดงความเห็นสนับสนุนการปรับลดหรือยกเลิกค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตั้งพรรคได้ง่ายและยุบยาก ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของกลไกไพรมารีโหวตในการส่งเสริมประชาธิปไตยภายในพรรคและป้องกันการผูกขาดอำนาจ พร้อมแสดงความกังวลต่อการยกเลิกบทบัญญัติที่ห้ามการควบคุมหรือชี้นำพรรคการเมือง ซึ่งอาจเปิดช่องให้บุคคลภายนอกแทรกแซงได้ภายใต้ข้ออ้างการให้คำปรึกษา จึงเสนอให้กรรมาธิการพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อป้องกันปัญหาการตีความคลุมเครือและหลีกเลี่ยงข้อพิพาทต่อศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ ที่รัฐสภาแห่งนี้ได้ผ่านไปแล้ว แล้วก็ประกาศราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมเอง ก็มีส่วนที่เคยอภิปรายในเรื่องของบัตร ๒ ใบว่าเห็นด้วยในตอนนั้น และประเด็นที่เขียนไว้ ในหลักการค่อนข้างจะเขียนไว้ดีว่าทำให้ประชาชนได้ใช้เจตจำนงในการเลือกตั้งที่สอดคล้อง กับความเป็นจริงในการที่มีบัตร ๒ ใบ ทีนี้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ..) แล้วเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ส. มันผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วถึง ๔ ฉบับ ในร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมันมีถึง ๖ ร่าง ผมก็ไม่แน่ใจว่ามัน จะผ่านทั้งหมดหรือไม่ แต่ว่ามันมีประเด็นตรงที่ว่าหลักการของ ๒ ฉบับ เขียนไว้แบบกว้างคือ หลักการของร่างของ ครม. กับหลักการของร่างของท่านชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน หลักการเราก็เชื่อว่าแก้ไม่ได้ แต่ว่าเหตุผลที่ประกอบร่างของอีก ๔ ฉบับ มันก็จะมีแตกต่าง กันออกไป มันก็จะมีอยู่ในรายละเอียด ซึ่งถ้าเราจะขมวดออกไปมันก็จะมีมากมาย ในร่างที่ ๒ ของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และคณะ มีแก้ไขมากถึง ๑๓ ประเด็น ร่างที่ ๔ ของท่าน ส.ส. วิเชียร ชวลิต และคณะ มี ๘ ประเด็น ร่างที่ ๕ ของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคณะ ของพรรคก้าวไกลมี ๑๓ ประเด็น ร่างที่ ๖ ของท่าน ส.ส. อนันต์ ผลอำนวย มี ๑๐ ประเด็น คือประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มีความแตกต่างกันออกไป บางประเด็น มีลักษณะคล้ายคลึงกัน บางประเด็นก็ไม่เหมือนกัน ลักษณะที่คล้ายคลึงกันหรือเหมือนกัน ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคิดตรงกัน หรือว่าปรึกษากันแล้วเห็นว่าควรจะเขียนให้เป็นลักษณะอย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นก็คือถ้าเรารับหลักการของร่างที่เขียนเอาไว้แบบกว้าง ๆ รายละเอียดถึงจะดีหรือไม่ดีอย่างไรก็ตาม ก็ปล่อยให้ทางคณะกรรมาธิการ ๔๙ ท่าน ถึงรัฐสภาจะต้องรับรองเมื่อตอนสิ้นสุดของการอภิปรายของสมาชิกในวาระรับหลักการนี้ แล้วก็จะกี่ร่างก็ตามรายละเอียดก็เป็นเรื่องที่ทางสมาชิกในนามของคณะกรรมาธิการจะนำไป แก้ไขปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสมาชิกที่อภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้มีประเด็น หลากหลาย แล้วประเด็นต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นเพิ่มเติมจากร่างที่ส่งมา ผมก็คิดว่า คณะกรรมาธิการที่จะเป็นผู้พิจารณาก็คงจะเป็นผู้ที่สรุปอีกครั้งหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การพิจารณาของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นร่างสุดท้าย มันก็จะต้องมาให้ทางรัฐสภาแห่งนี้ พิจารณาและให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ต่อไป ซึ่งก็คงยังไม่รู้ว่า เท่าไร เพราะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ก็ยังไม่ได้ กำหนดเวลาการทำงาน ร่างฉบับนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ทีนี้ผมขอพูดรวม ๆ กันไป ถ้าไม่นับร่างของ ครม. ซึ่งก็แก้ตรงไปตรงมาให้มันสอดรับกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ว่ากำหนดให้ ส.ส. มีจำนวน ๔๐๐ คน จากเดิม ๓๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากเดิม ๑๕๐ คน ก็ลดลงเหลือ ๑๐๐ เพราะฉะนั้นในร่างของ ครม. ก็แก้ให้มันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เราได้แก้ไป จึงมี การเปลี่ยนแปลงให้เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ แล้วก็มีหัวหน้าสาขา หรือตัวแทนพรรค ประจำจังหวัดให้จัดประชุมและสมาชิกลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน ๑๐ รายชื่อ อันนี้ก็มีความ จำเป็นที่จะต้องแก้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญมันเปลี่ยนไปนะครับ แต่ว่าในรายละเอียดของส่วนที่ เติมเข้ามาในร่างอื่น ๆ ทั้ง ๔ ร่าง ผมขอพูดรวม ๆ กันไปแล้วกันนะครับ ส่วนที่อ้างก็คือ บทบัญญัติบางประการเป็นอุปสรรคและจำกัดเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองและ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของบุคคล บางเรื่องเป็นภาระของพรรคเกินสมควร ปัญหา การชำระเงินบำรุงพรรค การกำหนดเหตุยุบพรรคที่มีมากเกินไป มันมีร่างบางร่างที่เขียนว่า บทบัญญัติที่เป็นอุปสรรคต่อการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง อุปสรรคต่อความเป็นสถาบัน ทางการเมืองเป็นภาระขั้นตอนทางธุรการ บทกำหนดโทษไม่ได้สัดส่วน สร้างข้อจำกัด ในการใช้เสรีภาพรวมกลุ่ม จัดตั้งทางการเมือง จึงสมควรให้แก้ไขเพิ่มเติมการจัดตั้ง พรรค สมาชิกพรรค ข้อห้ามพรรค การส่งผู้สมัคร การสรรหาผู้สมัคร รายงานการรายรับ การบริจาค การสิ้นสุดของพรรค การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ คือส่วนที่เติมเข้ามาจากรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมไป ซึ่งมันมีประเด็นแค่จำนวน ส.ส. ที่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เพิ่มเติมเข้ามาจากทั้ง ๔ ร่าง รวมทั้ง ๕ ร่างของ พรรคเพื่อไทยที่เติมความต้องการของทางสมาชิก เติมความต้องการของพรรคการเมืองเข้ามา ถ้าหากว่ามันเป็นรายละเอียดอยู่ในสาระในร่างมาตราต่าง ๆ มันก็ไม่ได้เป็นปัญหา ถ้าหากว่า หลักการมันเขียนไว้กว้างอย่างของพรรคเพื่อไทย แต่ว่าถ้าเราแยกแยะออกมาเป็นประเด็น ต่าง ๆ ผมคงจะต้องขอถือโอกาสนี้อภิปรายในบางประเด็น ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นประเด็น ที่ผมเห็นว่ามันมีความสำคัญ

ท่านประธานครับ เรื่องการเก็บค่าสมาชิกพรรคเป็นประเด็นแรกที่ผมเห็นด้วย ว่ามันไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ แล้วผมฟังการอภิปรายมาทั้งวันผมสรุปได้ว่า ในความคิดเห็นของ ส.ส. ผู้ที่อภิปรายท่านเห็นว่าการตั้งพรรคตั้งยากแต่ยุบง่าย ซึ่งเจตนารมณ์ตรงนี้ถ้าหากว่าเป็นไปตามที่ท่านคิด ผมคิดว่าในหลักการที่ถูกต้องผมเห็นด้วย กับท่านว่าพรรคการเมืองควรจะตั้งง่ายและยุบยาก เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องของ ค่าสมาชิกพรรค ผมเห็นด้วยนะครับ แล้วก็เห็นว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ท่านจะเก็บจากเดิม ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ ที่เก็บ ๑๐๐ ถ้าสมาชิกตลอดปีเก็บ ๒,๐๐๐ ท่านจะลดลงมาเหลือ ๒๐ บาท กับ ๒๐๐ บาท หรือท่าน จะไม่เก็บเลย ผมก็ไม่ขัดข้อง ผมคิดว่าตรงนี้คงต้องมอบให้กับคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ไปพิจารณาดู ส่วนตัวเองผมเห็นด้วยว่าตรงนี้อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ พรรคการเมืองตามที่ ส.ส. ท่านได้อภิปรายหลายท่านในลักษณะนี้

ในเรื่องที่ ๒ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านประธานครับ ผมยอมรับว่า ไพรมารีโหวต (Primary Vote) เป็นปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะของพรรคเล็กเป็นปัญหา แน่นอน เพราะการหาสมาชิกพรรค การหาสาขาพรรคการเมือง แล้วก็การหาผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบ ทั่วประเทศเป็นไปตามกฎหมายทำได้ยาก เมื่อทำได้ยากเป็นอุปสรรคต่อพรรคเล็กอย่าง แน่นอน โดยเฉพาะถ้าเราไม่แก้เรื่องค่าสมาชิกพรรคตรงนั้นแล้ว ตรงนี้ละเราก็ไม่สามารถ พัฒนาพรรคการเมืองขึ้นมาได้ แต่ในเรื่องของไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันเป็นการ ปฏิรูปนะครับ การปฏิรูปพรรคการเมืองเราต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทาง การเมืองนะครับ มันมีร่างของพรรคก้าวไกลตัดทิ้ง เสนอให้เป็นไปตามข้อบังคับของพรรค ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าถ้าอย่างนั้นพรรคบางพรรคก็มี พรรคบางพรรคก็ไม่มี อาจจะมีปัญหา ผมคิดว่าในเรื่องของไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันเป็นหลักการที่ดี เป็นประชาธิปไตย ในพรรค เขียนขึ้นเพื่อไม่ต้องการให้นายทุนพรรคผู้มีอำนาจที่มีลักษณะเผด็จการมาสั่ง เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาด การคัดเลือกผู้สมัครจากกรรมการบริหาร ผู้บริหาร หรือนายทุนพรรคการเมือง เพิ่มการมี ส่วนร่วมของประชาชน มีความโปร่งใสมากขึ้น สร้างความเป็นประชาธิปไตยในทางพรรค การเมือง ร่างของท่าน พันตำรวจเอก ทวี และคณะ ยกเลิกมาตรา ๕๐ ถึง มาตรา ๕๗ ซึ่งมันเป็นหลักการของไพรมารีโหวต (Primary Vote) ทั้งหมด ผมก็เลยคิดว่าร่างนี้อาจจะมี ปัญหาในการพิจารณาการลงมตินะครับ ส่วนที่ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาก็เพราะว่ามันขัดกับ รัฐธรรมนูญ ๓ มาตราด้วยกัน มาตรา ๔๕ วรรคสอง เขียนเอาไว้ว่ากฎหมายตามวรรคหนึ่ง เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดย บุคคลซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ในมาตรา ๙๐ วรรคสาม เขียนว่า การจัดทำ บัญชีรายชื่อตามวรรคสองต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่าง ชายหญิง และข้อสำคัญก็คือมาตรา ๒๕๘ ซึ่งอยู่ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มันอยู่ใน หมวดหลักนะครับ แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ในข้อ ก การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง (๒) ให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์ทาง การเมืองร่วมกัน มีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบ อย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและการคัดเลือกผู้มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม ท่านประธานครับ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องพัฒนา ถึงแม้วันนี้เราไม่สามารถที่จะทำให้ไพรมารีโหวต (Primary Vote) เกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์ แล้วจริง ๆ ในไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่เกิดขึ้นตาม รัฐธรรมนูญมันก็ยังไม่ได้ใช้เลย เพราะมีคำสั่ง คสช. ห้ามใช้ มีบทเฉพาะกาลที่ในช่วง การเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ไม่สามารถนำไพรมารีโหวต (Primary Vote) มาใช้ได้ เราก็ยังไม่รู้ว่า แนวทางมันจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่จะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนครับ ผมฟังเพื่อน สมาชิก ส.ส. อภิปรายมามาก ผมเห็นว่ามันเป็นปัญหาและอุปสรรค ถ้าสามารถแก้ได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญผมเองก็เห็นชอบ เพียงแต่ผมคิดว่าการแก้ไขมันสุ่มเสี่ยงต่อการขัด รัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็เป็นดังที่เพื่อนสมาชิกได้ชี้แจงมานะครับ

ท่านประธานครับ ในเรื่องของการควบคุมครอบงำ ชี้นำ มันประเด็นปัญหา อีกประเด็นหนึ่งพรรคเพื่อไทย มาตรา ๑๐ เพิ่มวรรคสองของมาตรา ๒๘ ร่างของท่านทวี ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ คือยกเลิก มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ วรรคสอง ต้องเปิด โอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้ง และการกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่สมาชิกทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรค ขาดความเป็นอิสระไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ท่านประธานครับ มาตรา ๑๐ ร่างของ พรรคเพื่อไทยเขียนว่า การกระทำตามวรรคหนึ่งที่พูดมานี้มิให้หมายความว่ารวมถึงการที่ บุคคลนั้นได้ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูล ประเด็นปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นคือ การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำตามรัฐธรรมนูญ หรือการที่เขียนว่า การให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูลมันอยู่ใกล้กันมาก แล้วก็มันเป็นเรื่องที่จะเลี่ยงได้ในแง่ของปฏิบัติ ท่านอาจจะบอกว่า บุคคลนอกพรรคการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ เข้ามาประชุมร่วมกับกรรมการบริหารพรรค ท่านอาจจะเลี่ยงไปว่า ก็ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ ตรงนี้มันพิสูจน์ได้ยาก แล้วก็เป็นข้อที่สามารถเลี่ยงได้ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทางสื่อและภาคประชาชนวิจารณ์กัน เยอะมาก ผมเองก็คงต้องฝากไว้ว่าในประเด็นที่ถ้าหากว่าร่างของพรรคเพื่อไทยได้ผ่าน การรับรองจากที่ประชุมชุดนี้ไปแล้วคงต้องฝากคณะกรรมาธิการพิจารณาด้วย แล้วก็ อยากจะให้พิจารณาให้ดี เพราะถ้าหากว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง เกิดผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้วเข้าสู่การพิจารณาของสภา ในวาระที่ ๒ หรือวาระที่ ๓ แล้วถ้าเกิดผ่านไปอีก ผมก็เป็นห่วงว่าจะมีผู้เสนอศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา แล้วถ้าเกิดมีปัญหาว่าตกไปผมจะเสียดายมาก เพราะว่าในเรื่องของการแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีความจำเป็นที่เราจะต้องตราเป็นกฎหมาย ขึ้นมาให้สอดรับกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าว มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ ซึ่งเราก็ผ่านในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งไปแล้ว มันจะต้องเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับที่จะเป็น คู่แฝดแล้วจะต้องออกมาตาม รัฐธรรมนูญที่เราได้แก้ไขไปแล้ว เพราะฉะนั้นอยากจะให้ทาง คณะกรรมาธิการพิจารณาให้ดี เพราะผมคิดว่าประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่สำคัญ ในเรื่องนี้ ในร่างของพรรคเพื่อไทยพิจารณาเรื่องของการแก้ไขอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ในวรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๙๒ ที่บอกว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้วมีหลักฐานโดยปราศจากข้อสงสัย ผมฝากไว้ ในประเด็นสุดท้ายว่า ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องพิจารณาให้มันมีหลักฐาน โดยปราศจากข้อสงสัยที่พรรคเพื่อไทยได้เขียนเข้ามาในร่าง มันเป็นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องเสนอเข้ามา เขาก็ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าท่านจะเสนอเข้ามา ก็ไม่ได้ขัดกับวิธีการของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการโดยหลักนิติธรรม ทั้งการให้ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย เปิดพับลิก เฮียริง (Public hearing) ให้โอกาสทั้ง ๒ ฝ่ายชี้แจง ตรวจสอบกับหน่วยงานของ รัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าเขาทำอยู่แล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ขัดกับ รัฐธรรมนูญ หรือสิ่งอื่น ๆ แต่อย่างใด ผมก็คงจะฝากประเด็นเรื่องของหลักการ และเหตุผลของร่างทั้ง ๖ ร่างเอาไว้ให้ที่ประชุมพิจารณา ขอบคุณครับ