เกียรติ สนับสนุนหลักการร่าง พ.ร.บ. แต่ชี้ควรปรับปรุงมาตราสำคัญเพื่อความโปร่งใส

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

เกียรติ สิทธีอมร แสดงความเห็นสนับสนุนหลักการร่าง พ.ร.บ. แต่ตั้งข้อสังเกตและเสนอให้ปรับปรุงมาตรา ๖ ให้มีความชัดเจนในกรอบเวลาและกลไกตรวจสอบการดำเนินการ รวมถึงเสนอให้ทบทวนบทลงโทษในมาตรา 7 และมาตรา 9 ที่อาจไม่เพียงพอ พร้อมเรียกร้องให้มีคณะกรรมการที่มีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและช่องทางอุทธรณ์ที่เป็นอิสระ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดตัวชี้วัดผลงานและการทบทวนผลดำเนินงานรายปี รวมถึงเรียกร้องความยุติธรรมในคดีบุกรุกป่าของชาวบ้านในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่อาจถูกตัดสินโดยขาดหลักฐานเพียงพอ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงความเห็นด้วย ในหลักการของการออก พ.ร.บ. ที่ปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ ผมว่าเขียนไว้ ได้กว้างดี ตอนแรกที่กังวลก็คือหลักการเขียนแคบ เดี๋ยวไปแก้อะไรไม่ได้เลยนะครับ แต่เขียนไว้กว้างอย่างนี้ ผมคิดว่าดีมากครับ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ผมมีทั้งคำถาม และมี ข้อเสนอแนะที่จะขอให้ไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ ในหลักการต้องอนุมัติอยู่แล้วนะครับ ทีนี้ผมกลับไปดูในรายละเอียดนะครับ ผมเริ่มจากมาตรา ๖ ไปเลยนะครับ ที่เขียนไว้ว่า ให้กำหนดระยะเวลาเท่าที่จะสามารถทำได้ บอกให้กำหนดระยะเวลานี่ดีนะครับ แต่พอไปใส่ คำว่า เท่าที่สามารถจะกำหนดได้ ผมว่าอันนี้เป็นปัญหาทันทีครับ เพราะอะไรครับ หากเท่าที่ทำได้ มันดีไม่พอครับ เอามาตรฐานไหนวัดครับ ทุกหน่วยงานถ้าให้เขาทำกันเอง เขาก็จะเขียนให้ยาวที่สุด มากกว่าจะเขียนให้อยู่ในเวลาที่พอเหมาะพอควร ทำอย่างไรดี ตรงนี้ครับ วิธีการ กระบวนการ จะทำให้กฎหมายนี้เป็นประโยชน์ได้ ต้องมีกระบวนการ ที่ชัดเจน

ประการที่ ๒ ก็คือกรอบเวลาเขียนไว้ไม่ชัด อันนี้ผมเข้าใจนะครับ ทางเลือก มี ๒ ทางครับ ทางหนึ่งบอกคุณไปกำหนดกรอบเวลามา แล้วถ้าช้ากว่าที่กำหนดไว้ต้องไป อธิบายตัวเอง อีกทางเลือกหนึ่งผมเสนอนะครับ กำหนดกรอบเวลาไว้เลย แล้วถ้าทำไม่ได้ ต้องไปอธิบายตัวเอง เห็นไหมครับ มันจะชัดกว่า อย่างเช่นว่า ทุกกรณีที่ได้รับเอกสาร ครบถ้วนแล้วต้องเสร็จภายในกี่วัน ถ้าไม่เสร็จเป็นหน้าที่ต้องไปอธิบายตัวเอง อันนั้นเป็น อีกวิธีหนึ่งของการเขียนกฎหมาย ก็ลองพิจารณาดูในมาตรา ๖ นะครับ

มาตรา ๗ หากผู้เกี่ยวข้องทราบถึงเหตุความล่าช้า มีการบันทึกเหตุ ความล่าช้า ไม่มีการรายงานไปผู้บังคับบัญชา โทษวินัยอย่างเดียวครับ ตรงนี้ผมกังวลมาก เลยครับ เพราะว่าเราเห็นในประเทศนี้หลายยุคหลายสมัย ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมันชักจูงด้วย ผลประโยชน์ไม่ใช่เป็นความสามารถที่ดีที่สุดที่จะกระทำได้ แต่มันมีผลประโยชน์เข้ามา เกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายแค่ปรบมือหรือครับ แตะมือเท่านั้น ผมคิดว่าไม่พอครับ ถ้าเป็นลักษณะ ของการยืดให้มีความล่าช้า ไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเรื่องหนึ่ง มันมีอีกกรณีหนึ่งครับ แจ้งผู้บังคับบัญชาแต่ผู้บังคับบัญชาไม่ทำด้วย หรือช่วยลากเรื่องด้วย เพราะมันมีผลประโยชน์ เกี่ยวข้อง ตรงนี้ครับ ในมาตรา ๗ เขียนไว้ผมคิดว่าไม่พอ บทลงโทษก็ยังไม่เพียงพอ

มาตรา ๙ จัดให้มีผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ดีครับ ถ้ามีความเดือดร้อน แจ้งไป คนนี้ต้องเป็นคนไปสอบแล้วต้องรายงานกลับมา ในแง่แนวคิดดีครับ แต่คำถามมันมี อยู่ว่าท่านก็ให้อุทธรณ์ไปยังคนในครับ หรือท่านมีปัญหาท่านแจ้งไปคนในองค์กรเลย แล้วเรา ก็พบนะครับ มีหลายกรณีในอดีตที่คนในองค์กรก็ช่วยกันดูแลคนในองค์กรครับ ทีนี้มันมี ประเด็นที่ท่านควรจะพิจารณาว่า องค์กรลักษณะนี้ที่จะรับเรื่องราวร้องเรียนของคนที่เขา เดือดร้อนควรจะเป็นคณะกรรมการไหมครับ ท่านเขียนไว้แค่หน่วยงาน ถ้าเป็นกรรมการ แล้วมีคนนอก มีภาคประชาชนไปนั่งอยู่ด้วยเป็นเรื่องเลยครับ จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะฉะนั้นหลักของการถ่วงดุลมันมีเรื่องคนใน คนนอก มันมีเรื่องระบบคนในเท่านั้น และไม่เป็นคณะกรรมการ ตรงนี้ผมอยากให้ท่านลองไปพิจารณาดูครับ เพราะหลัก ธรรมาภิบาลจริง ๆ ถ่วงดุลให้ดีครับ

อีกอันที่ไม่ได้เขียนไว้ ถ้าไม่พอใจกับคำอธิบายผมทำอย่างไร ผมอุทธรณ์ได้ อย่างไร ไม่ได้เขียนครับ ผมคิดว่าน่าจะอุทธรณ์ได้ แล้วต้องไม่ใช่อุทธรณ์ไปที่คนเดิม ต้องไป อุทธรณ์อีกคณะหนึ่ง หรือคนอีกกลุ่มหนึ่งในองค์กรนั้น หรือเป็นคนที่กำกับดูแลองค์กรนั้น อย่างนั้นจะเป็นประโยชน์ครับ

มาตรา ๑๐ เก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นสถิติ ผมว่าดีครับ จุดเริ่มต้นที่ดีครับ แต่ท่านเปรียบเทียบกับใครดีครับ ถ้าสถิติมันชี้ว่าส่วนใหญ่เขาทำเสร็จภายใน ๑๐ วัน แต่สถิติ มันชี้บอกว่า คุณทำจริง ๆ ๕๐ วันเลย ตรงนี้เกิดอะไรขึ้น สถิติเป็นประโยชน์ครับ แต่ถ้าไม่เอา สถิติไปใช้ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย ตรงนี้ผมคิดว่าควรจะต้องใส่กลไกให้ชัดเจนว่าจากข้อมูล เหล่านี้จะเอาไปทำอะไรครับ ในกฎหมายฉบับนี้ไม่มี เคพีไอ (KPI) เลยครับ ไม่มีบรรทัดฐาน ที่จะไปเปรียบเทียบเลยครับ ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ ในกระบวนการยุติธรรมมันต้องมีค่าเคพีไอ (KPI) ก็คือถ้าคดีลักษณะนี้โดยทั่วไปแล้วประเทศ ที่เขาเจริญแล้ว ที่เขามีความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์เขาทำภายใน ๑๐ วัน ๒๐ วัน ของเราทำ ๑๐๐ วัน เราต้องทบทวนตัวเองอย่างยิ่งเลยนะครับ เห็นไหมครับว่าสถิติเป็นประโยชน์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ท่านไม่เขียนต่อครับว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ตรงนั้นผมคิดว่ามันเสียดาย โอกาสครับ เรื่องทบทวนทุก ๓ ปี ผมว่าอย่างไรก็ไม่ดีเลยครับ เพราะกว่าจะรายงานออก มันเป็นอดีตหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นทบทวนทุกปีครับ ทุกองค์กรใหญ่ ๆ ในโลกนี้เขา ทบทวนทุกปีทั้งสิ้นนะครับ ๓ ปีมันไม่มีเหตุผลเลยครับ ที่เราเห็นปัญหาแล้วเรานั่งรอจน ปีที่ ๓ แล้วค่อยดำเนินการ ไม่มีประโยชน์เลยครับ ผมคิดว่าปีเดียวพอแล้วครับ โดยสรุป จริง ๆ แล้วผมเห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ความรวดเร็วอย่างเดียวไม่พอครับ ต้องยุติธรรม ตรงไหนที่เขียนว่ามันยุติธรรม ตรงนี้ยังไม่ชัดนะครับ ผมว่ามันเห็นเฉพาะพูดเรื่องกรอบเวลา ที่เป็นปัญหา แต่เรื่องความยุติธรรมไม่มี ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ชาวบ้านที่มาร้องเรียนท่านประธานรัฐสภานี่ละครับ มา ๒-๓ รอบแล้วครับ วันก่อน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพิ่งมา เชื่อไหมครับทุกคน ๗๐ กว่าคนที่มาวันก่อนนะครับ ทุกคนโดน ดำเนินคดีบุกรุก ทั้ง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. แต่อุทยานฟ้อง ไม่มีหลักฐานในชั้นศาลแม้แต่ ชิ้นเดียวเลยครับที่ชี้ว่าเขาไปตัดไม้ทำลายป่า ที่ชี้ว่าเขาไปก่นสร้าง แต่ถูกพิพากษาว่าผิด ในศาลชั้นต้น เห็นไหมครับอย่างนี้ไม่ยุติธรรม เร็วก็ไม่ยุติธรรม ช้าก็ไม่ยุติธรรม ตรงนี้ครับ ผมคิดว่าคงจะเป็นประเด็นที่ฝากไว้ให้ไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ