เสรี ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ยุติธรรม ย้ำต้องทบทวนทุก 3 ปี เพื่อรักษาความเป็นธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือร่าง พ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาดำเนินงานกระบวนการยุติธรรม โดยชี้แจงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. และสอบถามรัฐมนตรีว่าเหตุใดจึงไม่รวมกลไกช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งเสนอให้ทบทวนกฎหมายทุก 3 ปี เพื่อป้องกันปัญหาการตัดพยานและรักษาความเป็นธรรม ในส่วนของหลักการและข้อยกเว้นในร่างกฎหมายดังกล่าว เสรี สุวรรณภานนท์ เรียกร้องให้ชี้แจงรายละเอียดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานต่อประชาชนและสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันความเดือดร้อนของประชาชน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่เรากำลังพิจารณาฉบับนี้ ในเรื่องการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในทางหลักการแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า มีเหตุผลสำคัญก็คือเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. โดยในมาตรา ๒๕๘ ง. นั้นมิได้บัญญัติในเรื่องของการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม เฉพาะกระบวนการขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า อย่างที่เสนอมาเท่านั้น ก็คงอยากจะถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่า ในมาตรา ๒๕๘ ง. (๑) ดังกล่าวนี้มันมีในเรื่องกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้กรณีหนึ่ง อีกกรณีหนึ่งก็คือการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับ ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งใน เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมีในเรื่องเหล่านี้ก็คงจะถาม ในส่วนนี้เพื่อความชัดเจนว่า ในส่วนเรื่องของช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนกับในเรื่องของ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนี้ทำไมถึงไม่อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ไปพร้อม ๆ กัน เพราะมันก็จะสอดคล้องต้องกันและเป็นประโยชน์กับกระบวนการยุติธรรม โดยรวมนะครับ

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ในเจตนารมณ์ของการจะแก้ปัญหา เรื่องความล่าช้าในทางคดีนั้น จริง ๆ ว่าไปแล้วเราก็พยายามเสนอในเรื่องเหล่านี้กันมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยกำหนดว่าการพิจารณาคดีนั้นจะต้องพิจารณาคดีด้วยความ รวดเร็ว และพิจารณาโดยต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติเองการที่นำกฎหมาย นำรัฐธรรมนูญไปใช้แล้วเกิดมีการตีความกันไปในแนวทางที่สร้างปัญหาให้กับกระบวนการ ยุติธรรมพอสมควร ก็คือพอไปกำหนดว่าให้มีการพิจารณาคดีโดยต่อเนื่อง เวลาไปใช้ ในโรงในศาลก็เป็นการกำหนดพิจารณาติดต่อ ก็เลยทำให้นัยของเจตนารมณ์ให้การพิจารณา คดีความโดยรวดเร็วนั้นสร้างความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น เพราะทำให้เกิดกระบวนการ การกำหนดวันนัดพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่อง และไม่ให้โอกาสในการที่จะนำพยานมาสืบ ให้ครบถ้วน ก็เลยโดนตัดพยานกันไป ก็เลยเกิดปัญหาไปอีกมุมหนึ่ง ดังนั้นอันนี้ก็เป็นตัวอย่าง อีกตัวอย่างหนึ่งที่การที่เราจะมีกฎหมายฉบับนี้ บางทีเราก็มองในมุมว่าเป็นประโยชน์ เพราะถือว่าเราต้องการกระบวนการที่รวดเร็ว กระบวนการที่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน แต่เราก็ ไม่รู้ว่าในสภาพความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ ชั้นศาล มันจะเกิดปัญหา อะไรขึ้นมา ดังนั้นเลยเข้าใจได้ว่าในกฎหมายฉบับนี้ก็เลยต้องให้มีการทบทวนทุก ๓ ปี แต่ก็อย่างที่เรียน อย่างท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ก็บอกไปแล้วว่า ๓ ปีอาจจะยาวนานไป หรือเปล่า ซึ่งผมก็คิดว่าปัญหาเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เราต้องไปว่าในเนื้อหากันว่าในระยะแรกเริ่ม อาจจะทุกปีก่อนหรือไม่ แล้วก็ค่อย ๓ ปีในช่วงเวลาถัดไป อะไรอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น ท่านประธานครับ ในกฎหมายฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ก็ยอมรับว่า โดยหลักรวม ๆ แล้ว เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ให้มีความชัดเจน แต่ในความชัดเจนในเรื่องของการเร่งรัดใน กระบวนการยุติธรรมเหล่านี้แล้วจะต้องมีหลักการสำคัญประการหนึ่ง ก็คือต้องไม่ทำให้เกิด ความเสียหาย ไม่ก่อให้เกิดการเสียความเป็นธรรมกับผู้ที่มีอรรถคดีความต่าง ๆ ดังนั้นเงื่อนไข ของการกำหนดระยะเวลาจึงต้องระมัดระวังไม่เอาให้กระบวนการเหล่านี้มาตัดตอนพยาน ตัดพยานไม่ให้เขาได้รับความเป็นธรรมโดยการเร่งรีบในการที่จะให้คดีเร็ว อันนี้ก็คือปัญหา ที่ต้องกราบเรียนไว้เผื่อท่านกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้จะได้นำไปพิจารณาต่อ

นอกจากนี้ ท่านประธานครับ ในหลักกฎหมายแนวคิดฉบับนี้ สิ่งที่ เป็นห่วงเป็นใยก็คือหลักการแนวคิดชัดเจน แต่มีข้อยกเว้น ยกตัวอย่างมาตรา ๖ อย่างนี้ครับ วางหลักการไว้เป็นอย่างดี กำหนดระยะเวลา แล้วก็ให้เสร็จเท่าที่สามารถจะกระทำได้ แต่ตอนสุดท้ายไปบอก เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ตรงนี้ละครับ ไม่เข้าใจ ต้องถามท่านรัฐมนตรีที่เสนอกฎหมายฉบับนี้นะครับว่า ข้อยกเว้นเหล่านี้ได้มีข้อมูล หรือไม่ มีเนื้อหาในกฎหมายฉบับอื่นไว้หรือไม่ ที่จะยกเว้นไว้นี่นะครับว่ากฎหมายที่ระยะเวลา ไว้เป็นอย่างอื่นมันคือกฎหมายอะไร แล้วมีอีกสักกี่ฉบับ เพราะว่าพอไปใส่ข้อยกเว้นมันทำให้ แนวคิดในหลักการที่เราจะตัดสินใจมันก็เกิดมีคำถามเกิดขึ้น

นอกจากนั้นครับท่านประธาน ในเรื่องของการที่จะให้ข้อมูลเหล่านี้เกิดการ วัดผลดำเนินงานเทียบกับขั้นตอนกระบวนการ ระยะเวลาดำเนินงานตามมาตรา ๖ พร้อมทั้ง เผยข้อมูลดังกล่าวให้กับประชาชนทราบทุกปี ก็อยากจะฝากเป็นสุดท้ายว่าแนวคิดตรงนี้ ผมว่าถ้าให้ประชาชนทราบคงไม่พอ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะให้สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภา ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ เพื่อจะได้ไม่ให้กระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย เกิดความระมัดระวังที่ไม่ใช้กระบวนการตามกฎหมายฉบับนี้ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับท่านประทาน