วิษณุ แจงแนวคิดปรับโทษปรับเป็นพินัย หวังลดภาระผู้ขาดทุนทรัพย์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

วิษณุ เครืองาม ชี้แจงแนวคิดการปรับปรุงระบบบทลงโทษในกฎหมายไทย โดยเสนอให้เปลี่ยนโทษปรับซึ่งเดิมเป็นเพียงการลงโทษทางอาญา ไปสู่มาตรการทางปกครองที่ผนวกการเยียวยาความเสียหายในลักษณะสินไหมกึ่งพินัย เพื่อส่งเสริมความยุติธรรม โดยเฉพาะต่อผู้ขาดทุนทรัพย์ พร้อมเสนอให้ไม่ถือเป็นโทษอาญา ไม่บันทึกในประวัติ อนุญาตให้ผ่อนชำระได้ และให้ศาลพิจารณาลดโทษหรือสั่งให้ทำประโยชน์ต่อสังคมแทนการกักขังได้ ทั้งยังอธิบายเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายที่ต้องการลดผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับเพียงอย่างเดียว พร้อมเสนอระยะเวลา 240 วันก่อนบังคับใช้เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมของทั้งระบบอย่างเหมาะสม

ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ แม้ผมจะเพิ่งเข้ามาตรงนี้ แต่ว่าได้ฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกมา โดยตลอดภายนอก เพราะว่าติดประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่ แล้วก็ได้สังเกตเห็นด้วยความ ขอบพระคุณอย่างยิ่งเลยว่า แม้เรื่องที่เสนอมาในวันนี้ทั้ง ๒ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องปัจจุบันนี้คือ เรื่องเกี่ยวกับการปรับเป็นพินัย จะเป็นเรื่องใหม่ แล้วก็อาจจะยุ่งยากแก่ความเข้าใจ เพราะว่า เราไม่ชินกับมัน โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่ได้แสดงให้เห็นว่าท่านสมาชิกได้กรุณาตั้ง ข้อสังเกตอย่างดี และมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการแก้ไขใน ชั้นกรรมาธิการ หรือเป็นประโยชน์ในการที่จะต้องออกกฎหมายอื่นในลักษณะทำนองนี้ต่อไป ในอนาคต จนกระทั่งแม้แต่อาจจะต้องแก้ไขกฎหมายนี้ต่อไปในอนาคตก็ตาม ท่านประธานครับ สมัยที่ผมและท่านประธานเรียนกฎหมายเราจะได้ยินดีได้ฟังครูบาอาจารย์ รุ่นเก่า ๆ สอน ท่านประธานนั้นคงเรียนกับท่านเจ้าคุณนิติศาสตร์ไพศาลย์ ผมไม่ทัน เรียนกับ อาจารย์ท่านอื่นแทน แต่ครูบาอาจารย์ที่สอนประวัติศาสตร์กฎหมายจะอธิบายให้เราฟังว่า ในอดีตเมื่อจะมีการลงโทษอาจจะมีการลงโทษทางอาญาโดยวิธีประหารชีวิต หรือจำคุก หรือกักขัง หรือเฆี่ยน หรือโบยก็ตาม แต่มันก็จะมีผลร้ายมีโทษ หรือมีสภาพบังคับอีก ชนิดหนึ่ง ถ้าเราอ่านในคำพิพากษาเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ย้อนขึ้นไปก็จะได้ยินได้เห็น คำว่า ให้ปรับเป็นสินไหมกึ่งพินัยกึ่ง ตัวอย่างเช่นมีผู้กระทำความผิดศาลพบว่าผิดจริงก็จะ ลงโทษปรับ สมมุติว่า ๑๐ ชั่ง โดยให้ปรับเป็นสินไหมกึ่งพินัยกึ่ง แปลว่าสั่งปรับ ๑๐ ชั่ง แต่เป็นสินไหมเสียกึ่งหนึ่ง คือเป็นสินไหม ๕ ชั่ง แล้วก็พินัยอีกกึ่งหนึ่งคืออีก ๕ ชั่ง ตรงที่เป็น สินไหมนั้นให้เป็นสมบัติหรือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เสียหายเอาไปชดใช้ชดเชย ส่วนที่เป็น พินัยนั้นคือให้จ่ายแก่หลวง จ่ายแก่ทางการ จ่ายแก่รัฐบาล หลักอย่างนี้มันมีอยู่ในกฎหมาย ไทย พอมาถึงในยุคปัจจุบันระยะหลัง ๆ เมื่อกฎหมายอาญา ความผิดทางอาญา โทษทาง อาญามันพัฒนาไป หลักมนุษยธรรมจะเข้ามาแทนที่มากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า นักปรัชญา นักทฤษฎีเจ้าความคิดท่านพยายามจำแนกแจกแจง ก็คงจะเป็นคล้าย ๆ กับ ที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาสถิตย์ท่านได้กล่าวถึงว่า เช่น มาแยกความผิดอาญาเป็นมาลา อิน เซ (Mala in se) คือความผิดอาญาในตัวเอง ชั่วร้ายในตัวเอง หรือ มาลา โพรฮิบิตา (Mala Prohibita) ความผิดเพราะเทคนิคหรือกฎหมายไปเอาผิดเขา เช่น ไม่พกบัตรประจำตัว ประชาชน มันไม่ได้ผิดหรือชั่วร้ายอะไร มันผิดเพราะกฎหมายไปบอกให้มันผิด หรือการจ่าย เช็คแล้วก็เช็คนั้นไม่มีเงินอย่างที่เราเรียกกันในภาษาพูดว่า เช็คเด้ง ความจริงมันก็ไม่ควร จะเป็นความผิดอาญา เพราะมันเป็นเรื่องทางแพ่งเป็นหนี้ แต่เมื่อจะเอาผิดมันก็กลายเป็น มาลา โพรฮิบิตา (Mala Prohibita) สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มันพัฒนาคลี่คลายมาในระยะหลัง เช่นเดียวกับโทษมันก็เริ่มพัฒนาไป เมื่อก่อนมันก็รู้จักกันเฉพาะเรื่องปรับสถานเดียว ซึ่งเป็น หนึ่งในโทษอาญา ๕ สถาน ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ แล้วก็ริบทรัพย์สิน ปรับนั่นก็คือปรับ ศาลสั่งปรับเท่าไรก็เป็นของหลวงเท่านั้น เมื่อไม่มีเงินจะเสียค่าปรับก็ต้องใช้ วิธีไปกักขังแทน ก็ตีราคาว่าถ้าปรับเท่าไรและไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ไปใช้วิธีกักขังแทน ปัจจุบัน ใช้หลักวันละ ๕๐๐ บาท คือแปลว่าติดคุก ๕๐๐ บาทแทนค่าปรับ ถ้าปรับไป ๕๐,๐๐๐ ก็ตีออกมาว่ากี่วัน ๆ สิ่งเหล่านี้มันพัฒนามาแล้วก็เริ่มเห็นกันว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะในที่สุดคนไม่มีเงินมันก็ไม่มีเงิน พวกนี้ก็ต้องถูกเปลี่ยนไปลงโทษเป็นกักขังกันหมด ส่วนคนที่มีเงินมีปัญญามาจ่ายค่าปรับ ๕๐,๐๐๐ หรือ ๕๐๐,๐๐๐ หรือ ๕ ล้าน เมื่อมี ปัญญาจ่ายก็ไม่ถูกกักขังกลายเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า คนมีเงินไม่ติดคุกหรือไม่ถูกกักขัง คนจนนั้นจะต้องถูกกักขังแทน ความคิดอย่างนี้มันมีอยู่ในหลายประเทศ เขาจึงได้เปลี่ยนจาก โทษปรับธรรมดาไปเป็นปรับทางปกครองบ้าง แล้วในบางประเทศ เช่นในทวีปยุโรป ในเยอรมัน ในฝรั่งเศส ในโปรตุเกส ในออสเตรีย แม้แต่ในทวีปเอเชีย ในสิงคโปร์ ในจีน ในญี่ปุ่น ในอินโดนีเซีย ก็เริ่มรู้จักที่จะเปลี่ยนโทษปรับไปเป็นโทษอย่างอื่น คราวนี้มันก็มาถึงประเทศไทยเมื่อเราคิดว่าเราควรจะต้องทำอย่างนานาอารยประเทศให้เกิด ความเป็นธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้ขาดทุนทรัพย์ จึงได้เกิดความคิดว่าเราจะเปลี่ยนโทษ ปรับไปเป็นอะไรดี จากเดิมที่เปลี่ยนได้อย่างเดียวครับ จากปรับไปเป็นกักขัง มันก็มาคิดถึง เรื่องว่าต้องหาคำสร้างคำใหม่ขึ้นมา ก็มีผู้ไปรื้อฟื้นความคิดเก่า ๆ ในกฎหมายตราสามดวง เรื่องปรับเป็นสินไหมกึ่งพินัย กึ่งคำว่า พินัย นั้นมันมีอยู่แล้วในระบบกฎหมายไทยใช้มาตั้งแต่ สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นเงินที่จ่ายให้แก่หลวง ให้แก่รัฐ แล้วมันแตกต่างจากเรื่องการปรับธรรมดาจริง ๆ เสียด้วย ก็คิดแล้วว่าไปยืมเอาคำว่า พินัย นี่มา พินัย มันก็คือ วินัย นั่นเองละ โดยเปลี่ยนเป็นว่า ปรับนั้นอาจจะเป็นปรับ ทางอาญา ถ้าไม่มีเงินต้องไปกักขัง แล้วก็อาจจะมีปรับทางปกครอง บัดนี้ก็จะเกิดปรับ เป็นพินัย ซึ่งถ้าไม่มีเงินจ่ายจะไม่ถูกกักขัง หลักของการปรับเป็นพินัยก็คือว่า

๑. ไม่ถือว่าเป็นโทษอาญา ไม่ถือว่าเป็น ๑ ใน ๕ สถานเหมือนอย่างที่ท่าน สมาชิกได้อภิปรายมาแล้ว ขออภัยผมเข้าใจว่าเป็นท่านทวี ถูกต้องเลยครับ มันจะไม่ใช่โทษ ทางอาญาอีกต่อไปสำหรับเรื่องพินัย

๒. ถ้าไม่มีเงินจ่ายจะไม่เปลี่ยนเป็นกักขัง

๓. ศาลสามารถจะลดราวาศอกลงได้จนในที่สุดอาจจะไม่ปรับเลยก็ได้ เจ้าพินัยที่ว่านี้

๔. ไม่ลงในทะเบียนประวัติอาชญากรรม แต่อาจจะสั่งให้เปลี่ยนไปทำงาน อย่างอื่นแทน ทำงานสาธารณะ ช่วยเหลือสังคม

๕. ให้ผ่อนชำระได้

ทั้งหมดนี้คือความคิดของเรื่องพินัยที่แตกต่างจากเรื่องปรับเป็นธรรมดา ซึ่งความคิดอย่างนี้มีอยู่ในนานาประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ในประเทศไทยเราเองก็มี ความคิดทำนองนี้อยู่ในอดีต แม้จะไม่เหมือนกับที่เราเอามาใช้ในปัจจุบันนัก จึงได้คิดว่า อย่ากระนั้นเลยเอาคำว่า พินัย มาใช้แทนโทษปรับในกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับ สถานเดียว แต่เมื่อใดที่เขียนว่า ทั้งจำ ทั้งปรับ หรือปรับและจำ อย่างนั้นจะเอามา เปลี่ยนเป็นพินัยไม่ได้เพราะแสดงว่าผู้บัญญัติกฎหมายตั้งใจให้เป็นเรื่องของการมีโทษร้ายแรง ตั้งแต่แรก แต่ความผิดฐานใดที่กฎหมายกำหนดให้ปรับสถานเดียว เช่น ปรับ ๒,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท แสดงว่ากฎหมายไม่คิดว่าเป็นเรื่องอุกฤษฏ์โทษหรือร้ายแรง อย่างนี้สามารถจะเปลี่ยนมาเป็นพินัยได้ กฎหมายนี้ที่เสนอมาในวันนี้ออกมาเพื่อที่จะให้ อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลเปลี่ยนโทษปรับสถานเดียวเช่นว่านี้ไปเป็นพินัยได้ ซึ่งก็จะไม่เป็น ผลร้ายแก่ผู้กระทำผิดไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนจนหรือคนรวย แล้วก็ยังเชื่อว่าอยู่บนพื้นฐาน สมมุติฐานว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนยากจนยากไร้ ไม่ต้องยากจนข้นแค้นแสนสาหัส หรอกครับ เอาว่ายากจนธรรมดาก็สามารถจะได้รับผลดีในเรื่องนี้ด้วย ส่วนที่ว่าเมื่อกฎหมายนี้ออกมาแล้ว จะต้องรอระยะเวลา ๒๔๐ วันนั้นถึงจะใช้บังคับได้ ก็เพราะได้คำนึงถึงว่า ตลอดร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันมีเรื่องใหม่ที่จะต้องไปสร้าง ความรับรู้ ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ แล้วก็กับประชาชน ที่สำคัญก็คือกับเจ้าหน้าที่ เพราะคน ที่จะเปลี่ยนโทษปรับไปเป็นพินัยนั้นอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ตามกระทรวง ทบวง กรม ที่รักษาการตามกฎหมายนี้ ทั้ง ๒๐ กระทรวงก็ได้เขาอาจจะไม่คุ้น อาจจะไม่ชิน แล้วก็ยัง จะต้องมีการออกกฎหมายลูกหรือระเบียบต่าง ๆ จะต้องออกระเบียบถึง ๔ ฉบับครับ จะต้อง ออกประกาศ ๑ ฉบับ ออกกฎกระทรวง ๒ ฉบับ จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำกับ ดูแล สิ่งเหล่านี้มันต้องใช้เวลา จึงได้กำหนดเวลาเอาไว้ประมาณ ๒๔๐ วัน แต่ถ้าหากว่า คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้ว จะปรับเปลี่ยนเป็นประการใดรัฐบาลก็ไม่มีข้อรังเกียจรังงอน ในเรื่องเหล่านี้แต่ประการใด ท่านประธานครับ ยังมีกรณีที่เป็นเทคนิคของกฎหมายนี้อีก บางประเด็นที่ผมใคร่จะขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้กราบเรียนชี้แจงต่อ ท่านประธาน และท่านสมาชิกรัฐสภา ขอประทานอนุญาตครับ