ทวี สอดส่อง หารือเรื่องการปรับเป็นพินัยและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายและระบบการลงโทษในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบัญญัติกฎหมายที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และมองว่าหากไม่มีการศึกษา กฎหมายอาจจะส่งเสริมอาชญากรรม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จริง ๆ ผม อยากจะรอฟังกับทางท่านรัฐมนตรีหรือผู้แทนมาชี้แจง แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประหยัดเวลา ผมอาจจะต้องอภิปรายและตั้งคำถามถึงหลักการคิดด้วย ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ผมไม่ทราบว่าทางกฤษฎีกา หรือรัฐมนตรี อธิบายว่าอย่างไร เพราะว่าการปรับกับพินัย พินัยคือเงินค่าปรับที่จ่ายให้กับทางราชการ ท่านจะเอาความหมายอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเมื่อราชบัณฑิตกฤษฎีกาเขียนคำว่า พินัย คือเงินค่าปรับที่จ่ายให้กับทางราชการ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ เรามี หน้าที่ในการบัญญัติกฎหมาย สิ่งใดที่เรายังไม่รู้เราควรแสวงหาความรู้ เพราะในตัวของ ผมเองผมเชื่อว่าการแสวงหาความรู้จะต้องใช้หลัก ๓ ไม่ คือ อันที่ ๑ ต้องไม่อายผู้อื่น อันที่ ๒ ต้องไม่รู้สึกว่าความรู้เราเพียงพอแล้ว อันที่ ๓ จะต้องไม่นิยมความโง่เขลา เพราะสิ่งที่ท่านมา เสนอก็อยากจะเรียนถามว่าปกติเรามีโทษทางอาญาได้กำหนดในมาตรา ๑๘ ของกฎหมาย อาญาก็มีโทษอยู่ ๕ โทษ คือ โทษประหารชีวิต โทษจำคุก โทษกักขัง โทษปรับแล้วก็โทษ ริบทรัพย์สิน เมื่อเกิดกฎหมายฉบับนี้อยากจะเรียนถามว่า โทษปรับในกฎหมายอาญาที่ มาตรา ๑๘ ยังมีอยู่หรือไม่ และประการสำคัญผมในฐานะที่เคยร่ำเรียนมา และจนกระทั่งเป็นวิวัฒนาการของกฎหมาย อาญาไทย เราก็จะพบว่ากฎหมายอาญาไทยเราจำแนกในเรื่องการลงโทษบุคคลไว้ เราจะมอง ไว้ประมาณ ๓ หลัก หลักที่ ๑ คือหลักบุคคลต้องมีสติสัมปชัญญะ ถ้าเราจะลงโทษใครคนนั้น ต้องมีสติสัมปชัญญะที่เป็นคนสมบูรณ์แล้วก็ว่าไปตามโทษ หลักที่ ๒ ที่กฎหมายอาญาไทย มาใช้ก็คือ หลักเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ หมายถึงว่าเป็นคนอ่อนแอ คนกลุ่มนี้เด็กถ้าอายุไม่เกิน ๗ ปี กระทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษ อันนี้เราได้นำมาใช้ในอดีต หลักที่ ๓ คือหลักความวิกลจริต คราวนี้ในการวิกลจริต เช่น คนปัญญาอ่อนหรือคนไร้ความสามารถ ลักษณะอย่างนี้เราก็ อาจจะไม่ต้องรับโทษ
ประการสำคัญวันนี้พอได้นำกฎหมายฉบับนี้มาเราจะพบว่าผมเอง ก็ไม่ทราบท่านต้องช่วยอธิบายนิดหนึ่ง พอท่านไปมีกฎหมายที่อยู่ท้ายบัญชี บัญชี ๑ มี ๑๗๖ กฎหมาย ผมลองยกตัวอย่างในบัญชี ๑ เอาลำดับที่ ๑๗๕ แล้วกัน พระราชบัญญัติ อาวุธ กระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน หรือพระราชบัญญัติอุทยาน แห่งชาติ ผมคิดว่าความผิดพวกนี้มีอันตรายและมีความสำคัญ ท่านอาจจะไปดูในส่วนใด เดี๋ยวต้องอธิบาย หรืออีกอันหนึ่งก็คือการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนเงิน การก่อการร้าย นี่สำหรับบัญชีที่ ๑ พอมาบัญชีที่ ๒ มีบางกฎหมาย เช่น กฎหมายยาเสพติด เราต้องบอกว่าวันนี้สังคมไทยถูกโจมตีด้วยยาเสพติดอย่างรุนแรง ท่านก็มาบัญญัติใน กฎหมายนี้ หรือกฎหมายเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อันนี้ท่านมาบัญญัติ ดังนั้นผมจึงคิดว่าวิธีคิดของรัฐมนตรีและวิธีคิดของกฤษฎีกา กับวิธีคิด ของเรื่องอาชญากรรมและการลงโทษ หรือการกระทำผิดและการลงโทษมันเป็นใน ทางเดียวกันหรือไม่ คือผมเองเรามีวิธีคิดว่า
ประการที่ ๑ คือการบัญญัติกฎหมายต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ผมพูดเสมอ
ประการที่ ๒ การจัดประเภทการกระทำความผิดหรืออาชญากรรมต้องสมกับ ภัยอันตรายต่อสังคม ซึ่งท่านเองถ้าเอาชื่อกฎหมาย กฎหมายเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง แต่ว่าเมื่อเรากำหนดไม่ต้องมี ไม่ใช่เป็นโทษ ก็อยากจะฝาก
ประการที่ ๓ เราต้องยอมรับว่าหลักการบัญญัติกฎหมายก็เพื่อต้องการให้เป็น ลายลักษณ์อักษร และไม่ต้องการให้คนมากระทำผิดในประเภทนี้อีก
ประการที่ ๔ ที่เราเห็นว่าสำคัญคือ การลงโทษในทางลับ ในทางทรมาน จะต้องไม่มี และที่สำคัญคือ ต้องรวดเร็ว แน่นอน และเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
ประการที่ ๕ คือเรายังเชื่อว่าการลงโทษเพื่อยับยั้งบุคคลไม่ให้กระทำอีก กับป้องกันการล้างแค้น ซึ่งอันนี้เราก็ต้องพิจารณาว่าเมื่อเราปรับปรุง เราจะปรับปรุง เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งตรงนี้
ประการที่ ๖ เราสนับสนุนโทษจำคุก ผมเชื่อว่าท่านยังสนับสนุนโทษจำคุก เราจึงต้องไปปรับปรุงราชทัณฑ์เพื่อให้มีสุขอนามัยที่สมบูรณ์
ประการที่ ๗ ความรุนแรงของอาชญากรรมกับการลงโทษมันต้องเหมาะสม เนื่องจากภาษาท่านก็กำกวม แล้วการเขียนผมก็อ่านหลายรอบ ฟังผู้อภิปรายหลายครั้งก็ยัง ไม่ชัดเจน ผมคิดว่าในวาระที่ ๒ ของกรรมาธิการเมื่อรับไปแล้วอยากจะให้มีการศึกษา ให้ถ่องแท้ ไม่เช่นนั้นกฎหมายนี้อาจจะเป็นอันตราย แล้วก็เป็นการส่งเสริมอาชญากรรม อีกชนิดหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณมากครับ