ธีรัจชัย ชี้ร่างปรับพินัยช่วยคนจน แต่เนื้อหาเอื้อนายทุน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

ธีรัจชัย พันธุมาศ วิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติปรับพินัยที่อ้างช่วยคนจนแต่กลับเอื้อนายทุน เห็นว่าไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเป็นการรวมศูนย์อำนาจให้ฝ่ายตุลาการโดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างโปร่งใส

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดูหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับ พินัยฉบับนี้แล้วรู้สึกว่าดีจริง ๆ กำหนดโทษอาญาให้เหมาะสมกับสภาพความผิดหรือกำหนด มาตรการลงโทษให้เหมาะสมกับการกระทำผิด และฐานะของผู้กระทำผิดเพื่อไม่ให้บุคคล ต้องรับโทษหนักเกินสมควร หรือต้องรับภาระในการรับโทษที่แตกต่างกัน เนื่องมาจาก เศรษฐกิจที่ต่างกัน เนื่องจากกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีย่อม สามารถชำระค่าปรับได้ แต่ผู้มีฐานะยากจนไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องชำระค่าปรับได้จะถูกกักขัง แทนค่าปรับ กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ตรงนี้ดูแล้วมันเป็น ในอุดมคติอย่างมาก แต่เมื่อผมได้เข้าไปดูในเนื้อหาของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เอาเฉพาะไปดู บัญชีท้ายเลยครับ โทษทางอาญาที่จะต้องปรับว่าคำนึงถึงคนจนที่จะต้องถูกปรับ อย่างไร้เศรษฐกิจหรือไม่ เราไปดูท้ายบัญชีที่จะต้องเปลี่ยนโทษอาญามาเป็นปรับทางพินัย อย่างนี้นะครับ พระราชบัญญัติที่ให้ดูคือพระราชบัญญัติปราบปรามการค้าประเวณี พระราชบัญญัติปราบปรามการฟอกเงิน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามสนับสนุน ทางการก่อการร้ายและเผยแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง พระราชบัญญัติมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พระราชบัญญัติควบคุม ยุทธภัณฑ์ พระราชบัญญัติควบคุมยาง พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พระราชบัญญัติคณะกรรมการส่งเสริมประกอบธุรกิจ ประกันภัย พระราชบัญญัติเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ ความเสียหาย พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการท่าเรือ แห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่อง หลายรูปแบบ พระราชบัญญัติกองทุนเชื้อเพลิงอีกหลายอันประมาณเกือบ ๒๐๐ กว่าฉบับ ถามว่ามันเกี่ยวกับประชาชนตรงไหน คนยากจนตรงไหน พระราชบัญญัตินี้คือเกี่ยวกับคนที่มี ฐานะดีร่ำรวยทั้งนั้นเลย เราอ้างคนจนแต่ไม่พ้นการช่วยนายทุนคนรวยใช่หรือไม่ อ้างมาว่า จะช่วยคนจน แต่ระบบการปรับพินัยนั้นมีกำหนดแบบฟิกซ์ (Fix) ตายตัวกำหนดแบบเดิม ไม่ได้การปรับตามฐานะทางเศรษฐกิจ คนรวยต้องปรับสูงขึ้นอย่างที่ ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อภิปรายไป ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ นั่นคือคนรวยปรับมากขึ้น จราจร คนจนปรับ ๑,๐๐๐ คนรวยปรับ ๑๐,๐๐๐ หรือ ๒๐,๐๐๐ หรือ ๓๐,๐๐๐ แต่นี่เอา พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจทั้งหมดมายัดใส่ท้ายของกฎหมายฉบับนี้ ประเทศ เยอรมันเขาก็แก้ไข ๒ ส่วน คือ ๑. คือการฝ่าฝืนกฎระเบียบทางกฎหมายทางเศรษฐกิจ ๒. อาชญากรรมทางเศรษฐกิจนี้แยกจากกัน ถ้าการฝ่าฝืนเศรษฐกิจเขาค่อย ๆ ทยอยขยับ ทีละนิด ไม่ทำแบบมูมมามแบบเรา ยัดมาทีเดียว แต่อ้างคนจนอย่างเดียวไม่พูดถึงคนรวย เลยว่าได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง กรณีที่การปรับแบบนี้โทษเหมือนเดิม เช่น ปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท เหมือนเดิม ไม่ใช่ปรับตามฐานะของผู้ที่ทำธุรกิจหรือเศรษฐกิจเลยนะครับ คนจนได้ประโยชน์ คือดุลยพินิจปรับได้ ลดลงได้แต่คนรวยได้ประโยชน์กว่า ก็คือปรับไม่เกิน เพดานตามกฎหมายเดิมไม่ใช่ปรับตามฐานะที่ตัวเองร่ำรวยกว่า แล้วเขามีของแถมคือ คนร่ำรวยกลุ่มนายทุนเศรษฐีร่ำรวยก็คือได้ประโยชน์คืออะไรครับ ไม่ต้องมีความผิด ทางอาญา การแปดเปื้อนตรงนี้คนระดับมหาเศรษฐีเขาไม่กลัว เขาจ่ายเต็มเพดานค่าปรับ ในคดีอาญาทางอาญาได้หมด แสดงว่ากรณีอย่างนี้ช่วยคนจนก็ได้ส่วนหนึ่ง แต่ช่วยคนรวย ได้ประโยชน์มากกว่า เป็นกฎหมายแห่งความเหลื่อมล้ำโดยแท้ ผมนั่งมองกฎหมายปฏิรูปประเทศที่มาแต่ละฉบับเป็นแนวนี้หมดเลยนะครับ คณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศมาจากคณะ คสช. แต่งตั้งขึ้นมาแล้วออกกฎหมายแบบนี้หรือ เอื้อต่อกลุ่มทุน ทุกฉบับแต่อ้างคนรวยทุกฉบับ อย่างนี้หรือครับ แล้วเข้าสภาที่มีวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง คสช. เหมือนกันมาโหวตให้ผ่าน ทำไมไม่ผ่านกระบวนการตามปกติล่ะครับ กฎหมาย ๒๐๐ ฉบับที่แนบท้ายกลั่นกรองหรือยังครับ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยเข้ามาในสภาแห่งนี้ มีแต่รายชื่อกฎหมายเข้ามา ประเทศนี้จะเอาอย่างนี้หรือครับ ท่านประธานครับ เรามาดู รายละเอียดเพิ่มเติม กฎหมายฉบับนี้มันเน้นราชการรวมศูนย์โดยเฉพาะ กระบวนการ พิจารณาทางอาญาให้อำนาจของศาลฎีกาในการออกกำหนดรูปแบบต่าง ๆ เช่นเดิม การออก ฉบับนี้ไปมอบอำนาจให้ฝ่ายตุลาการออกกฎหมายเอง ดำเนินวิธีพิจารณาความเอง มันไม่ลด ศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติหรือครับ ปกติในช่วงทำรัฐประหารจะมีการออกกฎหมาย ลักษณะนี้เสมอ ก็คือให้อำนาจประธานศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบ ข้อบังคับอะไรเต็มไปหมดแล้วบังคับใช้เสมือนกับพระราชบัญญัติเลยนะครับ แต่กฎหมาย อย่างนั้นมุมมองเป็นมุมมองเดียว คือมองของฝ่ายที่สั่ง มีคำสั่ง มีอำนาจ แต่ไม่ได้มองถึง มุมมองของสิทธิเสรีภาพประชาชน คือตัวแทนประชาชนไม่ได้มากลั่นกรอง กฎหมายฉบับนี้ เอื้อแบบนั้นอีก ประเคนอำนาจไปอีก ทำไมไม่ลงรายละเอียดมาเลยครับว่าศาลมีอำนาจ อะไรบ้าง ให้ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมาจากประชาชนได้ตรวจสอบ แล้วก็ออกแบบไปให้เกิด ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่ใช่มุมมองจากฝ่ายที่มีอำนาจสั่งการอย่างเดียว มีอำนาจในการ ตัดสินอย่างเดียว มันไม่ขัดต่อหลักการมากไปหรือครับของหลักการประชาธิปไตย เรื่องนี้ผม ตั้งคำถามไว้ เรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องท่าน ส.ส.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่บอกว่าการปรับตาม ทางฐานะเศรษฐกิจเรื่องนั้นควรจะต้องทำเรื่องใหญ่ แต่เราไม่ทำแล้วมายัดเยียดตรงนี้เข้าไป มันเหมือนกระหายที่จะเอื้อต่อกลุ่มทุน ผมฝากกรรมาธิการได้โปรดช่วยไปแก้ด้วย ยังมี อีกหลายประเด็นซึ่งเวลาน้อย แล้วก็ขอเถอะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศอย่าเอากฎหมายที่ เอื้อกลุ่มทุนโดยอ้างคนจนเข้ามาอีกในสภาแห่งนี้ครับ