คำนูณ สิทธิสมาน หารือร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปใหญ่ที่ปรับเปลี่ยนความผิดทางอาญาเป็นความผิดทางพินัย โดยตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของระบบบทลงโทษที่มีทั้งปรับทางปกครอง วินัย และอาญา พร้อมเสนอให้ทบทวนและลดให้เหลือเพียงสองระบบเพื่อความชัดเจนและสอดคล้องกับหลักการลดนิติกรรมอาญา รวมถึงเรียกร้องให้ชี้แจงผลกระทบจากการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมีอำนาจสั่งปรับโดยไม่ผ่านศาล เพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจที่อาจกระทบกระบวนการยุติธรรม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ โดยหลักการแล้วเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และขอ ย้ำว่านี่เป็นร่างกฎหมายที่เป็นร่างกฎหมายที่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เป็นการปฏิรูปใหญ่ เพราะฉะนั้นในวาระแรก ผมเห็นว่าควรจะต้องมีการตอบคำถามจากฝ่ายผู้เสนอร่างให้มี ความชัดเจนพอสมควรครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตกึ่งคำถาม อยู่ใน ๒ กลุ่มใหญ่นะครับ
กลุ่มแรก ก็คือเรื่อง ๓ ปรับ ๓ ระบบ
กลุ่มที่ ๒ ก็คือเรื่องการกำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นใหม่
ท่านประธานครับ ความผิดทางพินัยคืออะไร ไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนไว้นะครับ สรุปได้ก็แต่เพียงว่าเป็นการกระทำความผิดที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางวินัย ซึ่งขณะนี้ไม่มีนะครับ แต่จะมีขึ้นเมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับไปแล้ว ๑ ปี ๓๖๕ วัน ก็คือพระราชบัญญัติความผิดตามพระราชบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในบัญชีที่ ๑ จำนวน ๑๗๖ ฉบับ ซึ่งเดิมเป็นความที่มีโทษปรับทางอาญาอย่างเดียว ทั้ง ๑๗๖ ฉบับ จะเปลี่ยนเป็น โทษปรับทางพินัยโดยอัตโนมัติเมื่อครบ ๑ ปี นี่คือกลุ่ม ๑ ๑๗๖ ฉบับ
ต่อไปเป็นกลุ่มที่ ๒ ก็คือบัญชีที่ ๒ ก็คือความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับ อย่างเดียว จำนวน ๓๓ ฉบับ ในบัญชีที่ ๒ จะเปลี่ยนเป็นโทษปรับทางพินัยกี่ฉบับก็ต่อเมื่อ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยก็จะเป็นกระบวนการใหม่คือเป็น พระราชกฤษฎีกาคือกฎหมายของฝ่ายบริหาร แต่นำร่างมาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้ตรวจสอบ ถ้าไม่คัดค้านภายใน ๓๐ วัน จึงจะนำร่างพระราชกฤษฎีกานั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๑๓๘ อันนี้ก็จะเห็นได้ว่าเป็น ๑๗๖ ฉบับแล้วจะบวกอีกกี่ฉบับก็สุดแท้แต่ อยู่ใน กลุ่ม ๓๓ ฉบับนี้
ส่วนบัญชีที่ ๓ ก็เป็นการแปลงความผิดทางปกครองที่มีโทษปรับทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับในบัญชีที่ ๓ ก็เปลี่ยนแปลงเป็นโทษปรับทางพินัยโดยอัตโนมัติ เมื่อครบ ๑ ปี อันนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นประเด็นว่า ในบรรดากฎหมายที่บัญญัติให้มีโทษปรับ ทางปกครองนั้นมีทั้งสิ้นประมาณ ๒๙ ฉบับ แต่นำมาอยู่ในบัญชีที่ ๓ ๓ ฉบับก็แปลว่า ยังมี โทษปรับทางปกครองเหลืออยู่ในกฎหมายอีก ๒๖ ฉบับ เพราะฉะนั้นเมื่อร่างกฎหมายที่เรา กำลังพิจารณาอยู่นี้บังคับใช้ไปแล้ว ๑ ปีหรือก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเราก็จะมีโทษปรับ ๓ อย่าง ๓ ระบบ มีการดำเนินการที่แตกต่างกันคือ ๑. โทษปรับทางอาญา ๒. โทษปรับ ทางปกครองที่ยังคงอยู่ในกฎหมาย ๒๖ ฉบับ และ ๓. โทษปรับทางพินัยที่เมื่อครบ ๑ ปีแล้วก็ จะมีอยู่ในกฎหมายประมาณเกือบ ๒๐๐ ฉบับ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามบัญชีทั้ง ๓ บัญชี ประเด็นหรือจะเป็นคำถามก็คือว่า ทำไมเราต้องมีทั้ง ๓ ระบบ เราเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ แล้ว เราทำให้เหลือเพียง ๒ ระบบไม่พอหรือครับ เหลือเพียง ๒ ระบบก็คือ ๑. เหลือ โทษปรับทางอาญาเอาไว้ และ ๒. จะเป็นโทษปรับทางพินัยหรือโทษปรับทางปกครอง หรือโทษปรับทางใช้คำภาษาอะไรก็ได้ครับอีกสัก ๑ อย่าง เพื่อสื่อว่าโทษปรับในอย่างที่ ๒ ไม่ใช่โทษปรับทางอาญา ทำไมยังจะต้องมีทั้งโทษปรับทางวินัยและโทษปรับทางปกครองคาไว้ แล้วในอนาคตเมื่อจะมี การตรากฎหมายใหม่ ยังจะมีการตรากฎหมายที่มีโทษปรับทางปกครองออกมาอีกหรือไม่ ในเมื่อทั้ง ๒ ระบบก็คือ โทษปรับทางปกครองกับโทษปรับทางพินัย มีวัตถุประสงค์ ที่ใกล้เคียงกันก็คือ เพื่อลดความเฟ้อของโทษทางอาญาและเพื่อทำให้โทษทางอาญานั้น ลดน้อยลง ซึ่งก็เป็นไปตามนานาอารยประเทศและตามยุคสมัย เมื่อตอนที่เรากำหนดโทษ ปรับทางปกครองขึ้นมาเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ก็โดยหวังว่าจะให้โทษปรับทางปกครองมา ทดแทนโทษปรับทางอาญาในบางกรณี แต่ในที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แล้วก็ ไม่มีกฎหมายกลางกำหนดลักษณะของโทษปรับทางปกครองขึ้นมา ทีนี้เมื่อเราเขียนกฎหมาย ใหม่ในยุคปฏิรูปประเทศในขณะนี้ขึ้นมาเป็นโทษปรับทางพินัย แล้วเราก็เขียนไว้ อย่างลึกซึ้งน่าทึ่ง ซึ่งก็ต้องอภิปรายด้วยความชื่นชมครับว่า การกำหนดโทษปรับนี้ก็จะต้อง คำนึงถึงสถานะของผู้กระทำความผิด ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับ ผลเสียหาย ทางสังคมหรือชุมชนที่เกิดจากการกระทำความผิด รวมทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ หรือทุกสิ่ง ทุกอย่างของผู้กระทำความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙ ทั้งความรู้ผิดชอบ ทั้งอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาสารพัด อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ ๑ กระผมขอต่อ อีกนิดนะครับท่านประธาน และก็ยังมีการกำหนดให้มีการอุทธรณ์ได้ในกรณีที่ยากจนข้นแค้น หรือมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
แต่ที่สำคัญที่สุดในข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรากำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่อีกแทร็ก (Track) หนึ่ง เพราะว่าถ้าท่านดู ในร่างกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่มาตรา ๑๘ เป็นต้นไป ก็คือการกำหนดกระบวนการยุติธรรม ขึ้นมาใหม่ ผู้ที่จะดำเนินการลงโทษปรับทางพินัยก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ตรวจพบหรือมีผู้ไปแจ้ง แล้วก็ดำเนินการตรวจสอบ แล้วก็สั่งการเสมือนพิพากษา แก่ผู้กระทำความผิดทางพินัยให้เสียค่าปรับทางพินัย ต่อเมื่อผู้ที่ถูกคำสั่งนั้นไม่ยินยอม จึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ ซึ่งก็จะเป็นขั้นตอนไปยังอัยการและไปยังศาลยุติธรรมต่อไป แต่ถ้าผู้ใช้ สิทธินั้นเขาปฏิบัติตามเรื่องมันก็จะจบแค่ชั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายต่าง ๆ เกือบ ๒๐๐ ฉบับนี้เป็นผู้ดำเนินการ เอาละครับนี่ไม่ใช่โทษทางอาญา ไม่จำเป็นจะต้องดำเนินตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง ต่อผู้กระทำความผิด เรากำลังให้ฝ่ายบริหาร เรากำลังให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ออกคำสั่ง ในเบื้องต้นแทนที่จะเป็นศาล ศาลจะก้าวเข้ามาต่อเมื่อเกิดเป็นกรณีพิพาทที่ผู้ถูกคำสั่งนั้น ไม่พอใจแล้วใช้สิทธิอุทธรณ์ไป ประเด็นนี้เป็นการกำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่ อีกแทร็ก (Track) หนึ่ง ซึ่งผมต้องการคำยืนยัน คำชี้แจงจากผู้เสนอกฎหมายว่า เราได้คิดถึง ผลเสียหายข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในกรณีที่เพิ่มดุลยพินิจให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในสังกัดของฝ่ายบริหาร เป็นผู้ดำเนินการสั่งการเสมือนคำพิพากษาแทนที่ศาลยุติธรรม ประเด็นนี้ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และทั้ง ๒ ประเด็นนี้ผมคิดว่า ทางคณะรัฐมนตรีน่าจะชี้แจงให้มีความชัดเจน สรุปก็คือ ๑. ไหน ๆ เขียนกฎหมายใหม่ ทั้งทีแล้ว เอาให้เหลือโทษปรับเพียง ๒ ระบบได้ไหม ๑. โทษปรับทางอาญา ๒. โทษปรับ ทางพินัยหรือจะเรียกชื่ออื่นใดก็ได้
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือว่าการกำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ในสังกัดฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินการสั่งปรับทางพินัย โดยไม่ให้ เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลอื่นใดตั้งแต่เบื้องต้น มันจะก่อให้เกิดผลกระทบข้างเคียง อย่างใดขึ้นมาหรือไม่ ขอบพระคุณครับ