มณเฑียร บุญตัน หารือร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้ขยายการครอบคลุมไปยังหน่วยงานสำคัญอย่าง กกต. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานอย่างชัดเจนเพื่อความมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเสนอปรับปรุงมาตรา ๘ ให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสริมสร้างการบูรณาการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ลดความล่าช้า และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่ายินดี แล้วก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ รัฐบาลที่เสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ แต่กระผมใคร่ขอเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้มีศักยภาพ ที่น่าจะไปได้สุดกว่านี้ จึงขออนุญาตกราบเรียนอภิปรายในส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่านที่ยังมีความสงสัยไม่เข้าใจว่า ทำไมหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมบางแห่งซึ่งมีความชัดเจนไม่ได้รับการบรรจุ แม้ว่าท่านจะเขียนปลายเปิดเอาไว้ ในมาตรา ๕ (๑๐) ที่จะเปิดช่องให้ไปออกเป็นพระราชกฤษฎีกาก็ตาม เพราะว่าหน่วยงาน เหล่านั้นมีลักษณะการดำเนินงานที่เข้าข่ายเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด กกต. เป็น ๑ ตัวอย่าง และผมคิดว่าอยากจะคิดไปไกลถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เข้าข่ายไม่น้อยนะครับ แม้ว่าหลายท่านอาจจะบอกว่าเป็นกลไกในเชิงบริหาร แต่ขึ้นชื่อว่า สตง. ได้วินิจฉัยหรือออกมาแสดงความเห็นก็มีน้ำหนักเป็นต้นทางทำให้เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมได้โดยง่ายแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนี้ยังมีถ้อยคำที่อาจจะก่อให้เกิดความสับสน คือมีคำว่า ประชาชน แล้วก็มีคำว่า ผู้เกี่ยวข้อง ในหลายเรื่องเรายอมรับว่าเป้าหมายสูงสุด ของกฎหมายฉบับนี้คือประชาชน ก็คืออยากให้ประชาชนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า อันนี้เข้าใจได้ครับ แต่พอไปถึงส่วนต่อขยาย หรือแม้กระทั่ง สร้อย หรือแม้กระทั่งส่วนที่ว่าด้วยการดำเนินงาน มันไปจบอยู่แค่ผู้เกี่ยวข้องอย่างน่าเสียดาย ในมาตรา ๔ เองก็มีเรื่องราวที่ไม่ค่อยสุดอยู่ในเรื่องนี้เช่นกันนะครับ ในท่อนที่ ๒ ของ มาตรา ๔ ผมคิดว่าหลายเรื่องที่ท่านเขียนเอาไว้เฉพาะสำหรับผู้เกี่ยวข้องสามารถที่จะไปถึง ขั้นประชาชนได้ กระทั่งช่องทางที่หลากหลายที่ว่านี้ ขณะนี้เรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ มันก็ควรจะ หมายรวมถึงวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยหรือไม่ แล้วถ้าใช่ ถ้าเราจะสามารถเขียนให้อย่าง ชัดเจนว่า ซึ่งหมายรวมถึงวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าการที่ กระบวนการยุติธรรมล่าช้าหลายครั้ง หลายด้าน เกิดจากกระบวนการที่ยังอยู่ในยุคอนาล็อก (Analog) ไม่ทันสมัย แยกส่วนกันอยู่ ถ้าเรานำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ก็จะช่วยเร่ง กระบวนการให้มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ในมาตรา ๖ อันนี้ หลายท่านอภิปรายไปแล้วนะครับ ผมคิดว่าเนื้อหามันไม่สุดอย่างน่าเสียดาย เพราะว่าแทนที่ จะเป็นการเร่งให้มีการกำหนดเวลาอย่างชัดแจ้ง กลับไปเปิดช่องให้แต่ละหน่วยงานกำหนด ขึ้นมาเอง ซึ่งผมเชื่อแน่ว่าจะมีความลักลั่น และในท้ายที่สุดก็จะไม่ได้ช่วยอะไร เพราะฉะนั้น ก็วิงวอนไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญได้โปรดกรุณา อย่างน้อยที่สุดต้องกำหนดระยะเวลา อย่างมากไม่เกินเท่านั้น เท่านี้ แล้วต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดสำหรับพี่น้องประชาชน ด้วยครับ
ในเรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึง ก็คือในมาตรา ๘ ซึ่งก็ไม่สุด ท่านพูดถึง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประเทศไทยเรามีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่อีรุงตุงนัง ค่อนข้างที่จะลักลั่นกัน ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งก็เป็น สาเหตุหนึ่งของความล่าช้า ของความไม่เชื่อมโยง ของความไม่ยุติธรรม ผมคิดว่าถ้าเรา นำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง อิเล็กทรอนิกส์แล้ว จะเห็นได้ว่าถึงบางอ้อตรงนี้เลยครับ เพราะว่าท่านไปยกเว้นหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรม ในมาตรา ๘ จึงเขียนในลักษณะที่ค่อนข้างเปิดกว้างอย่างน่าเสียดาย ก็เพราะอย่างนี้อย่างไรครับ มันจึงเกิดความลักลั่น แล้วกระบวนการยุติธรรมนี่ละครับมักจะ ถูกอ้างอิงอยู่เสมอว่า กระบวนการของรัฐเรายังไม่พร้อมที่จะไปสู่ยุคดิจิทัล (Digital) เพราะฉะนั้นผมจึงขอวิงวอนว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตาม มาตรา ๘ มันจะต้องสอดคล้อง สอดรับ และเชื่อมโยงได้กับมาตรฐานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศที่กำหนดขึ้น และเห็นชอบโดยคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติ ราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ครับมันจะทำให้เกิดการบูรณาการ มันไม่ได้เป็นการไป ละเมิดความเป็นอิสระในการทำงานครับ แต่มันจะนำไปสู่ผลที่ประชาชนสามารถคาดหวังได้ ถ้าไม่อย่างนั้นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศก็จะเป็นของใครของมัน เป็นไซโล (Silo) แยกส่วน กันอยู่ แล้วประชาชนก็ไม่อาจที่จะคาดหวังอะไรได้เลย และท้ายที่สุดในมาตรา ๘ ผมคิดว่า ไหน ๆ จะต้องมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อานิสงส์มันไม่ควรจะเกิดแค่เฉพาะสำหรับ ผู้เกี่ยวข้อง แต่มันควรจะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป อาจจะแยกกันเป็นกรณี ๆ เช่น กรณีนี้เพื่อให้ประชาชน หรือผู้เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณีก็ได้ สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก อย่างนี้ก็พอรับกันได้ครับ เพราะว่าจะมีข้ออ้างในเรื่องของการตั้งงบประมาณอีกมากมาย มหาศาล แต่ถ้าผลที่คาดว่าจะได้รับเป็นเพียงผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่เชื่อมโยง ไม่สอดคล้องกับ มาตรฐานกลางที่จะกำหนดขึ้น โดยกฎหมายว่าด้วยเรื่องวิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเป็นการกำหนดกฎหมายที่น่าเสียดาย ไม่สุด และไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการ กำหนดเวลาดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมครับ เบื้องต้นผมแสดงความยินดี และขอ สนับสนุนโดยหลักการ แล้วก็หวังว่ากรรมาธิการวิสามัญจะได้นำเอาข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และข้อห่วงใยไปพิจารณาครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน