ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ตั้งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม โดยมองว่าปัญหาความล่าช้าไม่ได้เกิดจากขาดกรอบเวลา แต่เกิดจากโครงสร้างราชการที่รวมศูนย์และขาดแคลนบุคลากร จึงเสนอให้แก้ที่ต้นเหตุด้วยการกระจายอำนาจ เพิ่มอัตรากำลัง และพัฒนาระบบสารสนเทศร่วมของหน่วยงานยุติธรรม แทนการกำหนดกรอบเวลาเพียงอย่างเดียว พร้อมเห็นว่าการปฏิรูปองค์กรและการบริหารภายในน่าจะได้ผลดีกว่าการออก พ.ร.บ. แยกต่างหาก เนื่องจากหลายประเทศไม่นิยมใช้แนวทางนี้ และการกำหนดเป็นกฎระเบียบภายในอาจยืดหยุ่นและเหมาะสมกว่า
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติกำหนด ระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ดูเหมือนจะเป็นความหวังว่าปัญหา ที่เราเจออยู่ในทุกวันนี้ ที่เราเห็นว่าคดีต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างล่าช้ามาก จากชั้นสอบสวน อัยการ ไปชั้นศาลแล้วก็อีกหลายศาลกว่าคดีจะสิ้นสุด คงไม่ต้องพูดกัน มากแล้วนะครับว่า ปัญหานี้มันสร้างความทุกข์ร้อนแก่ประชาชนมากขนาดไหนบ้าง ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรมนะครับ จัสทิซ ดีเลย์ อีส จัสทิซ ดีไนด์ (Justice delayed is justice denied) นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับคำนี้มีมาเป็นร้อยกว่าปีแล้ว ประเด็น ที่เราควรจะมาถกกันตอนนี้มันไม่ใช่ว่าปัญหาความล่าช้านี้เราต้องแก้ให้มันเร็วขึ้นหรือไม่ แต่ประเด็นก็คือเราควรจะมาถกกันว่าปัญหานี้เราควรจะแก้กันอย่างไรมากกว่า ผมอ่านร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วก็เกิดความสงสัยเยอะมากเลยว่ามันจะเวิร์ก (Work) หรือว่ามันจะ แก้ไขปัญหาได้จริงหรือเปล่า แล้วทุกวันนี้หน่วยงานหรือว่าองค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการ ยุติธรรมทุกวันนี้เขาไม่ได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้ให้ผู้ปฏิบัติงานเอาไว้อยู่แล้วครับ คือความในมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้คือผมเห็นว่าหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ในร่าง มาตรา ๕ ของ พ.ร.บ. นี้เขาก็กำหนดภายในกันเองแล้วนะครับว่า หากผู้ปฏิบัติงานทำงาน ไม่ครบถึงกำหนดเวลาที่หน่วยงานกำหนดเอาไว้แล้ว แล้วยังไม่แล้วเสร็จก็ให้ใส่เหตุผล แล้วก็ ขอขยายต่อเวลาเพิ่มได้ แล้วก็มีบทลงโทษทางวินัยตามมานะครับ ก็มีอยู่แล้วนะครับทุกวันนี้ แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็อาจจะดีขึ้นมาหน่อยนะครับ มีประโยคหนึ่งนะครับที่บังคับให้ ต้องชี้แจงแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าทำไมถึงช้าด้วยนะครับ ไม่ได้ชี้แจงแค่ผู้บังคับบัญชา อย่างเดียว แต่ว่าในความเป็นจริงเหตุผลที่จะยกมาอ้างให้ดูดีว่าทำไมมันถึงช้า มันก็มี ร้อยแปดพันเก้านะครับ มีร้อยแปดเหตุผลนะครับ แล้วผมก็นึกถึงในมุมของประชาชนที่เป็น เจ้าทุกข์ เขามีอำนาจต่อรองอะไรครับคือถ้าไม่พึ่งเจ้าหน้าที่คนนี้ในมุมมองของประชาชน ถ้าเร่งงานจะให้เสร็จไว ๆ ไม่รู้ว่าจะได้งานลวก ๆ ออกมาหรือเปล่า จะได้งานที่ไม่มีคุณภาพ ออกมาหรือเปล่า จะให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัยแล้วหวังพึ่งได้หรือเปล่าครับการแก้ไข แบบปัญหานี้ เพราะว่าที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาก็หยวน ๆ กันมาตลอดนะครับ มันก็มีเหตุผล ของเขาก็คือ งานเยอะ คนน้อย อันนี้เป็นเหตุผลหลักเลย ผู้บังคับบัญชาก็บอกว่าพี่ก็เคยทำ มาก่อนใช่ไหมครับ ก็เข้าใจว่ามันถึงช้าอะไรอย่างนี้ พอลูกน้องทำคดีออกมาช้าก็เลยหยวน ๆ ก็ไม่ได้ลงโทษวินัยอะไรกันก็เป็นอย่างที่เราเห็นที่ผ่านมา ทำไมวิธีแก้ไขปัญหาแบบนี้มันถึง ไม่เวิร์ก (Work) คือผมเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่มันใหม่เลยนะครับ มันไม่ใหม่พอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ เราลืมวิธีการแก้ปัญหาที่มันเรียบง่าย มากกว่านี้ไปแล้วหรือเปล่า ปัญหาอย่างเช่น งานเยอะ คนน้อย ทำงานไม่ทัน งานก็เลยช้า แล้วก็ทำให้ประชาชนต้องใช้เส้นหรือว่าอาจจะต้องคดีดังคดีนั้น ๆ ถึงจะถูกหยิบเอามา ใช้ก่อน เอามาทำคดีก่อนลัดคิวขึ้นมา คดีชาวบ้านก็รอไปนะครับ อยู่ดี ๆ การไปกำหนด กรอบเวลา ทั้ง ๆ ที่คนปฏิบัติงานน้อยงานจะออกมาเป็นอย่างไรครับ งานเยอะ คนน้อย ทำงานไม่ทันวิธีแก้ก็เบสิก (Basic) มากเลยนะครับ ก็กำหนดอัตรากำลังพลบรรจุคนให้ เพียงพอ คือง่าย ๆ แค่นั้นเองนะครับ คือมันต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจจากเดิมที่ประเทศเรา เป็นรัฐราชการรวมศูนย์ใช่ไหมครับ คนมีอำนาจให้คนกับหน่วยงานได้ ให้งบแก่หน่วยงาน ย่อย ๆ ได้ภายใน คือมันมีสายบังคับบัญชาที่มันลงไปหลายชั้นมาก แล้วก็หน่วยงานเยอะมาก ใช่ไหมครับ มันทำให้คนที่มีอำนาจให้งบให้คนสอดส่องไม่ถึงครับ อย่างเช่น โรงพักไหน ขาดคน ขาดงบ ก็ขาดแคลนกันต่อไปใช่ไหมครับ ผู้บังคับบัญชาจะกล้าขออัตราจาก ผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปเพื่อให้หน่วยงานของตัวเองมีคนพอเขาจะกล้าหรือเปล่าครับ หัวหน้า หน่วยแบบนี้ ความเป็นจริงก็คือเขาไม่กล้านะครับ เขาขอคนไปจากผู้บังคับบัญชาที่เหนือ ขึ้นไป ผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปเขาก็ไม่มีอำนาจให้เหมือนกันนะครับ เขาก็จะด่ากลับลงมา อีกนะครับว่ามาขอทำไม เขาก็ไม่มีอำนาจเหมือนกัน บริหารงานไม่ดีเองใช่ไหม ปัญหาแบบนี้ มันแก้ได้ง่าย ๆ นะครับ ก็คือการกระจายอำนาจอย่างที่ได้กล่าวไป ผมก็จะไม่ให้เวลาอธิบาย กับตรงนี้มากนะครับ เพียงแค่จะชี้ว่าปัญหางานช้า วิธีแก้ปัญหาที่เขียนมาใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมเห็นแล้วว่า มันไม่ค่อยจะเวิร์ก (Work) หรือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ดีเท่าที่ควรเท่าที่ผมหวังไว้นะครับ ผลออกมาก็จะเป็นแค่ ๒ แบบก็คือ งานช้าเหมือนเดิมหรือไม่ก็งานเร็วแต่ว่าเป็นงานลวกไม่มี คุณภาพ
ประเด็นต่อมาที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. นี้ มาตรา ๘ ที่ให้หน่วยงานยุติธรรมจัดให้มี ระบบสารสนเทศให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าถึงได้รวดเร็ว ก็มีบางหน่วยงานเริ่มทำไปบ้างแล้วนะครับ ผมอยากเสนอว่า ถ้าอยากให้เป็นวิธีการแก้ปัญหาใหม่ที่มันใหม่จริง ได้ผลดีกว่าเดิมจริง ต้องเขียนให้ พ.ร.บ. นี้รวมระบบสารสนเทศแต่ละองค์กรให้มันอยู่ในอันเดียวกันครับ อย่าให้ ประชาชนต้องไปลำบากหาแต่ละเว็บไซต์ (Website) ของหน่วยงานไหน หน่วยงานไหน แยกกันเลย ควรจะรวมกันเพื่อง่ายแก่ประชาชนนะครับ โดยสรุปผมก็ไม่คิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเป็นความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้มากนักนะครับ แต่ผมมีความหวังกับวิธีการ แก้ปัญหางานล่าช้าที่ควรจะเป็น คือการจัดโครงสร้างอำนาจองค์กรเสียใหม่นะครับ การกระจายอำนาจยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์นะครับ ไปแก้ที่ พ.ร.บ. เกี่ยวกับระเบียบ บริหารราชการขององค์กรต่าง ๆ นะครับ ระเบียบข้าราชการของหน่วยงานนั้น ๆ ให้มีคน รับผิดชอบและขั้นตอนการดำเนินงานทางวินัยที่มันดีกว่านี้ก็น่าจะเวิร์ก (Work) กว่านะครับ ก่อนหน้านี้ผมลองค้นหาในเว็บ (Web) กฎหมายต่างประเทศดูนะครับ ก็ไม่เห็นเลยที่จะมี ประเทศไหนเอาเรื่องกำหนดระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมออกมาเป็น พ.ร.บ. แยกต่างหากแบบที่เราทำแบบนี้นะครับ ผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มันควรจะเป็นหน้าที่ของ ฝ่ายบริหารที่จะออกกฎระเบียบภายในของหน่วยงานต่างหากนะครับ ซึ่งมันยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงได้ง่ายมากกว่านะครับ ผมก็เลยรู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อยในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็มีแค่นี้นะครับ ขอบคุณครับ