สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ชี้แจงและอภิปรายการแก้ไขนิยามในมาตรา 3 โดยเสนอให้เพิ่มคำว่า "หรือองค์กร" และขยายความหมายของ "ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง" ให้ครอบคลุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทนายความ และผู้รับมอบอำนาจ เพื่อป้องกันการตีความที่แตกต่างกันและคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งหารือประเด็นการแปรญัตติเกี่ยวกับนิยามคำว่า "ศาล" และขอให้ผู้แทนกฤษฎีกาชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผมในฐานะประธานกรรมาธิการคณะนี้ ขออนุญาตนำเรียนชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกเป็น ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก ก็คือประเด็น ที่กรรมาธิการมีการแก้ไขข้อความในมาตรา ๓ กับประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิก ได้ยื่นคำแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นที่กรรมาธิการมีการแก้ไขในมาตรา ๓ กรรมาธิการ มีการแก้ไขในนิยามในมาตรา ๓ อยู่ ๒ คำ คำแรกก็คือคำว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม จากข้อความเดิมที่บัญญัติไว้ว่า หมายถึงหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมตามพระบัญญัตินี้ กรรมาธิการได้เติมคำว่า หรือองค์กร เหตุผลก็คือ สืบเนื่องมาจากการที่กรรมาธิการได้เพิ่มหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมตามมาตรา ๕ คือได้เพิ่มคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าไป
ประเด็นที่ ๒ ก็คือหน่วยงานต่าง ๆ ถ้าท่านกรรมาธิการได้ดูรายละเอียด ในมาตรา ๕ แล้วนั้น นอกจากมีคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วก็ยังมีองค์กรอัยการ ซึ่งทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ดี ทั้งองค์กรอัยการก็ดี เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่มาที่เราเห็นสมควรให้เพิ่มนิยามคำว่า หน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม หมายถึงหน่วยงานหรือองค์กรเพื่อให้สอดรับกับชื่อขององค์กรที่มีการเพิ่มเติมขึ้น ในมาตรา ๕ นั่นคือคำชี้แจงสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า หน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม ส่วนนิยามคำที่ ๒ ที่กรรมาธิการมีการแก้ไขเพิ่มเติมก็คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ ถ้าท่านสมาชิกได้ดูสาระสำคัญโดยรวมของพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเห็นว่าในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตั้งแต่มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ได้บัญญัติถึงสิทธิของประชาชน กับสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีความต่าง ๆ ไว้แตกต่างกันนะครับ ตั้งแต่การกำหนดให้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องมีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการดำเนินงาน ในขั้นตอนต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานตัวเองและกำหนดระยะเวลาเหล่านั้น ต้องประกาศและเผยแพร่ให้ประชาชนทราบนะครับ สำหรับการติดตามความคืบหน้า การดำเนินงานตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วแต่ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จได้ ตามกฎหมายฉบับนี้ ก็กำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องชี้แจงเหตุล่าช้า ทีนี้การชี้แจงเหตุล่าช้าที่ทำงานไม่แล้วเสร็จนั้นในทางปฏิบัติจะให้ชี้แจงต่อประชาชนทุกคน ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะแบ่งระดับว่าเมื่อออกประกาศให้ทราบถึง กรอบเวลาทำงานของแต่ละหน่วยงานแล้ว ถ้าในคดีใดหรือในเรื่องใดหน่วยงานนั้นไม่สามารถ ทำงานให้แล้วเสร็จได้ต้องชี้แจงเหตุล่าช้า การชี้แจงเหตุล่าช้านั้นให้ชี้แจงเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้รับทราบถึงเหตุล่าช้านะครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประเด็นที่ ๒ ก็คือนอกจากนี้ยังกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะต้องจัดให้มี ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถไปติดตามความคืบหน้าของงาน หรือของคดีความของเขาได้ ตรงนี้ก็กำหนดให้เป็นสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบในการที่จะรับ เรื่องร้องเรียนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกรณีที่เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ก็ถูกกำหนดให้ เป็นสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในมาตรา ๙ เมื่อสาระสำคัญโดยรวมของกฎหมายฉบับนี้ ได้แบ่งระดับการที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อประชาชนไว้อย่างที่ผมได้กราบเรียน กรรมาธิการ จึงมาพิจารณาว่าเมื่อสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ถูกกำหนดไว้ในมาตราต่าง ๆ ของกฎหมาย ฉบับนี้แล้วนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรที่จะหมายถึงใครบ้าง จากร่างเดิมได้กำหนดไว้ครับว่า หมายถึงคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหาและผู้เสียหายนะครับ เป็นอย่างที่มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ได้อภิปรายไว้ว่าถ้าเราคงไว้ตามร่างเดิมก็จะเกิดปัญหาการตีความว่าในกรณีที่คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถไปติดตามความคืบหน้าได้เองหรือเข้าไม่ถึง ระบบ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำนะครับ การที่จะใช้สิทธิในการติดตามตรวจสอบความคืบหน้าในคดีความของตัวเองผ่านระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปไม่ได้เลย เพราะในเรือนจำห้ามนำอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยี เข้าไปอยู่แล้วนะครับ และการเข้าถึงสิทธิตามที่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ เขาไม่สามารถเข้าถึงได้ นั่นคือตัวอย่างนะครับ หรือในอีกหลาย ๆ กรณีที่คู่ความ คู่กรณี หรือผู้เสียหายไม่สะดวกที่จะทำหน้าที่ในการไปติดตามความคืบหน้าของคดีความที่เขามีอยู่ และในทางปฏิบัติที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้พวกเราก็คงทราบดีว่าส่วนใหญ่ก็จะมอบหมาย หรือแต่งตั้งทนายความให้เป็นตัวแทนในการไปทำหน้าที่แทน ถ้าคงไว้ตามความในร่างเดิม ก็จะเกิดการตีความจากบรรดาหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งอาจจะตีความเหมือนกันก็ได้ หรืออาจจะ ตีความต่างกันก็ได้ บางหน่วยงานอาจจะตีความเคร่งครัดตามตัวหนังสือ เมื่อตัวหนังสือเขียนว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หมายความถึงคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหาและผู้เสียหาย ไม่ได้เขียนไว้ว่าให้หมายถึงทนายความ ที่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่มีข้อความที่เขียนว่าให้หมายความรวมไปถึงผู้รับมอบอำนาจในคดี ตามกฎหมายของศาลปกครองหน่วยงานเหล่านั้นก็อาจจะตีความเคร่งครัดและกระทบ ถึงสิทธิของพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีความต่าง ๆ ดังกล่าวด้วยเหตุผล ที่ผมได้กราบเรียนกรรมาธิการจึงเห็นว่าเพื่อตัดประเด็นปัญหาในการตีความที่อาจจะเหมือน หรือต่างกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงาน อย่างน้อยที่สุดที่ปรากฏอยู่ใน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๕ ที่พวกเรากำลังพิจารณาอยู่นั้นก็มีถึง ๙ หน่วยงานแล้ว ที่ถูกกำหนดให้เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและอาจจะมีมากกว่านั้นอีก ถ้ารัฐบาล ออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติมในภายหลัง กรรมาธิการจึงเห็นควรว่าให้เพิ่มเติมข้อความว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหมายความว่าคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ทั้งนี้ให้หมายความ รวมถึงสิทธิ หมายความรวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือว่า ในฐานะทนายความด้วย
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิกได้ยื่นคำแปรญัตติไว้ ขออนุญาต เริ่มที่ท่านณัฐวุฒินะครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้แปรญัตติในประเด็นเกี่ยวกับ นิยามคำว่า ศาล ประเด็นนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานขอให้ผู้แทนกฤษฎีกาเป็นผู้ตอบ ชี้แจงครับ