ณัฐวุฒิ แจงไม่ต้องเพิ่มเติมมาตรา ๔ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเพียงพอแล้ว

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชี้แจงเพื่อตอบข้อแปรญัตติกรณีการแก้ไขมาตรา 4 ของร่าง พ.ร.บ. โดยย้ำว่ามาตราดังกล่าวเป็นหัวใจของกฎหมายที่กำหนดวัตถุประสงค์ให้กระบวนการยุติธรรมมีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่าหลักความเป็นอิสระของหน่วยงานได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมข้อความในร่างกฎหมายอีก เนื่องจากเจตจำนงของผู้เสนอร่างและกรรมาธิการสอดคล้องกันและได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมแล้ว

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแล้วก็ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมได้รับมอบหมาย จากท่านประธานสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ให้ตอบคำแปรญัตติของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ด้วยความเคารพนะครับ ความจริงทั้งสองท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ที่สอนผมในประเด็นเรื่อง ของทนายความมาทั้งคู่ครับ ประเด็นของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นการแปรญัตติเพิ่มเติม ข้อความในตอนท้ายของมาตรา ๔ มีการเพิ่มเติมข้อความต่อท้ายคำว่า และจะต้องไม่ทำให้ เสียความเป็นธรรม ผมขออนุญาตชี้แจงว่าในมาตราที่ ๔ นี้เป็นมาตราที่มีความสำคัญและ ถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในภาษาวิธีปฏิบัติราชการ เราเรียกมาตราที่ ๔ ว่าเป็นมาตราที่เป็นเป้าประสงค์และวัตถุที่หมายหรือในภาษาอังกฤษว่าออฟเจกต์ แอนด์ เพอร์โพส (Object and Purpose) ผมอยากจะอธิบายความเพิ่มเติมครับว่าเราใช้เวลา ในการพูดคุยในมาตรา ๔ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ อย่างที่ท่านเสรีได้กรุณานำเรียน ต่อที่ประชุม ส่วนที่ ๑ เป็นการระบุเลยครับว่าวัตถุประสงค์หรือวัตถุที่หมายของมาตรา ๔ นั้น และรวมถึงวัตถุที่หมายของกฎหมายฉบับนี้มีเรื่องใด ๆ บ้าง ซึ่งก็คือการระบุว่ากระบวนการ วิธีทำทุกขั้นตอนนั้นต้องมีความชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ให้ส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้ทราบกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ และต้องตรวจสอบได้ทุกช่องทาง นี่เป็นประเด็นที่ตรงกันที่ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้กรุณายืนยันกับสิ่งที่ทางกรรมาธิการ ได้คิดและเห็นตรงกันครับ ส่วนประเด็นตอนท้ายเป็นการขยายความและเป็นการระบุ ไม่ว่า กระบวนการในการดำเนินการให้ความยุติธรรมและการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมจะ มีกำหนดระยะเวลาอย่างไรจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม หรือการดำเนินงานโดยสุจริตของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นทางใด มีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกันครับ ในเชิงย่อย ๆ ที่อยากจะเรียนตอบท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ

ในประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าความเป็นอิสระดังกล่าวครับถึงแม้กฎหมายฉบับนี้ จะเป็นกฎหมายปฏิรูปแต่ก็ต้องอยู่และอิงภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมยกตัวอย่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ๓ หน่วยงานเบื้องต้นที่ต้องอยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เช่น กรณีของศาลมีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘๘ บอกว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง กรณีขององค์กรอิสระ อยู่ในมาตรา ๒๑๕ ระบุในวรรคสองว่าการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ กรณีขององค์กรอัยการครับ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกสอบถามหรือท้วงติงในมาตราก่อนหน้านี้ก็ระบุ หลักการแบบเดียวกันไว้ในมาตรา ๒๔๘ วรรคสองว่าพนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณา สั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้ไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ผมพูดมา ทั้งหมดในเรื่องแรกในระดับเรื่องของรัฐธรรมนูญเพื่อยืนยันว่าในท้ายที่สุดกฎหมายฉบับนี้ ยังถูกกำกับโดยรัฐธรรมนูญและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ นั่นเป็นคำตอบที่ ๑ ที่ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติมข้อความในตอนท้ายแต่ประการใดครับ

ในคำตอบที่ ๒ เป็นคำตอบเรื่องความหมายแล้วก็เจตจำนงของคำครับ คำว่า ความเป็นอิสระในการดำเนินการและความสุจริตของบุคคลใดนั้นกรรมาธิการพิจารณาว่า เจตจำนงของท่านเสรีกับเจตจำนงของกรรมาธิการเป็นเจตจำนงเดียวกันและเห็นตรงกันครับ ความเป็นอิสระย่อมครอบคลุมถึงหลักประกันการพิจารณาคดีและย่อมครอบคลุมถึงการที่ ต้องไม่ทำให้เสียความเป็นธรรมอยู่ในตัวแล้ว ฉะนั้นโดยประเด็นเรื่องของเจตจำนงที่ตรงกัน ดังกล่าว การที่ไม่มีคำเพิ่มเติมเข้าไปนั้นไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อการพิจารณา ซ้ำไปกว่านั้น ก็จะเป็นประเด็นที่ ๓ ที่ผมได้พูดต่อไปว่าในกรณีของการเพิ่มคำนั้นอาจจะทำให้เกิดการ พิจารณาหรือมองไปในมุมมองที่แตกต่างออกไปที่จะทำให้กระบวนการพิจารณากฎหมาย ตรงนี้อาจจะมีผลต่อการบังคับใช้ได้นะครับ

ในท้ายที่สุดครับ ทางกรรมาธิการเห็นว่าประเด็นที่ ๑ ก็คือเจตจำนงของ ท่านเสรีกับกรรมาธิการเป็นเจตจำนงเดียวกันครับ ประเด็นที่ ๒ คือร่างกฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์และวัตถุที่หมายของตนที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและมีหลักประกัน ความเป็นอิสระซึ่งเราเขียนกำกับและต้องให้กระบวนการดังกล่าวนั้นไม่ให้เสียความเป็นธรรม อยู่แล้ว

ประเด็นที่ ๓ การใส่คำเข้าไปนั้นไม่ทำให้หลักประกันความเป็นอิสระส่งผล กระทบใด ๆ แต่อยู่ภายใต้หลักประกันความเป็นอิสระในการดำเนินการและหลักการคุ้มครอง บุคคลที่ได้กระทำการโดยสุจริต ซึ่งนักกฎหมายโดยทั่วไปเป็นที่รับรู้และเข้าใจกันอยู่แล้ว ซึ่งในท้ายที่สุดครับ

ประเด็นที่ ๔ ทางกรรมาธิการเห็นว่าเมื่อเจตจำนงตรงกัน เมื่อคำที่อยู่ใน ร่างกฎหมายฉบับเดิมที่กรรมาธิการยืนยันนั้นครอบคลุมอยู่แล้ว และเมื่อมีหลักประกันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงานก็เขียนครอบคลุมถึง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำให้กรรมาธิการเคารพในสิ่งที่ท่านเสรีได้แปรญัตติ แต่ขอยืนยันว่า สิ่งที่กรรมาธิการได้พิจารณานั้นครอบคลุมทุกประเด็นแล้วก็ขอยืนยันในคำที่กรรมาธิการ ไม่ได้มีการแก้ไขในร่างมาตรา ๔ ตามที่ผมได้รับมอบหมายจาก ประธานสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขอบคุณครับท่านประธาน