สุรชัย แจงเหตุผลจัดเรียงหน่วยงานในกฎหมายใหม่ ย้ำปลายเปิดเพิ่มเติมได้

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ชี้แจงเหตุผลการจัดเรียงและกำหนดรายชื่อหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายฉบับใหม่ โดยย้ำว่ามีการเพิ่มคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนและป้องกันความล่าช้า พร้อมยืนยันว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดโทษทางอาญาแต่มีบทลงโทษทางวินัยสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานล่าช้า และชี้แจงว่าหน่วยงานบางแห่งยังไม่รวมอยู่ในมาตรา 5 โดยกฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้เพิ่มเติมได้ในอนาคต พร้อมเสนอให้มีการประเมินการบังคับใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่าน ประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ก่อนอื่นต้องขอเรียนท่านว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายมา ทั้งหมดส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อคำถามเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดชื่อหน่วยงานว่าสมควรให้ หน่วยงานใดเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕ หรือไม่ ประเด็นที่ ๒ คือการจัดเรียงลำดับหน่วยงานทำไม กรรมาธิการจึงมีการแก้ไข ก็ขออนุญาตเรียนว่าการจัดเรียงลำดับหน่วยงานนั้นนี่ไม่ได้ถือว่า หน่วยงานไหนสำคัญกว่าหน่วยงานไหนนะครับ หลักก็คือเป็นรูปแบบการเขียนกฎหมาย เดี๋ยวฝ่ายกฤษฎีกาจะเป็นต้องมาชี้แจงให้พวกเราได้มีความเข้าใจครับว่ามีกฎหมายที่ว่าด้วย เรื่องของการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายฉบับนั้นวางเกณฑ์ในการจัดเรียงลำดับ หน่วยงานไว้ เบื้องต้นก็เรียนเท่านี้เดี๋ยวกฤษฎีกาจะมาลงรายละเอียดเรียนให้ท่านทราบ ขอไปประเด็นที่ ๒ มีหลักเกณฑ์อะไรในการกำหนดว่าหน่วยงานไหนควรเป็นหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำกฎหมายฉบับนี้นั้น เมื่อพูดถึงกระบวนการยุติธรรมเรียนว่าเราต้องลืม ความรู้และความจำเดิม ๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่ปฏิรูปประเทศ ถ้าเรายังคงยึดติดว่ากระบวนการ ยุติธรรมหมายถึง ศาล อัยการ ตำรวจ อยู่ ๓ หน่วยงานแค่นี้ กฎหมายฉบับนี้ก็จะไม่ใช่กฎหมาย ที่จะเข้าไปคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า เพราะแท้ที่จริงแล้วอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายสิ่งที่ไปกระทบสิทธิของพี่น้อง ประชาชนไม่ว่าทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง มีมากกว่า ๓ หน่วยงานหลักคือ ศาล อัยการ ตำรวจ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็พูด เดี๋ยวมีฝ่ายปกครองไปจับ เดี๋ยวมีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับนิติวิทยาศาสตร์ที่จะต้องเป็นหลักฐานสำคัญในการที่จะไปพิจารณาในเรื่องของ การตัดสินของกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดถ้าล่าช้าคำตอบสุดท้ายก็ไม่ออกก็นำไปสู่การ ล่าช้าอยู่ดี เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตเรียนว่าพอเราพูดถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมายฉบับนี้ที่ต้องการให้องคาพยพหลักทั้งหมดให้หลักประกันกับพี่น้องประชาชน ในเรื่องการกำหนดกรอบเวลาการทำงานของตัวเองให้แล้วเสร็จอย่างชัดเจนต่อพี่น้องประชาชน ท่านต้องดูนิยามคำว่า การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม เสียก่อน ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ เราผ่านมาแล้วในมาตรา ๓ เราตกลงกันไว้ในมาตรา ๓ คำว่า การดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรมหมายถึง การดำเนินงานในทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง และรวมไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะตรงนั้นคือหลักคิดจึงเป็นที่มาว่าเราจึงไปดูว่ามีหน่วยงานไหน ที่ขณะนี้ทำงานแล้วกระทบสิทธิทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง ส่วนศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นศาลที่มีภารกิจโดยเฉพาะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว เท่าที่ร่างที่ ครม. เสนอมานั้นเดิมท่านก็เสนอมา มีกระทรวงมหาดไทย มีกระทรวง ยุติธรรม มีกรมพระธรรมนูญ มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี ปปง. มี ป.ป.ท. มี ป.ป.ช. มีศาล มีองค์กรอัยการ และปิดท้ายด้วย (๑๐) เว้นว่างไว้เผื่อที่จะเกิดขึ้น หน่วยงานใหม่ ๆ ที่จะ เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต อย่างเช่น เมื่อวานเราเพิ่งผ่านการพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง คือปรับเป็นพินัย เพื่อนสมาชิกคงจำได้นะครับ ปรับเป็นพินัยไม่ใช่จำกัดเฉพาะศาล ตำรวจ อัยการ ที่จะเป็นคนไปดำเนินคดีที่มีโทษปรับเป็นพินัย ร้อยกว่าฉบับเมื่อวานนี้ที่เราผ่านไป ในร้อยกว่าฉบับตรงนั้นเราเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็น ผู้บังคับใช้กฎหมายฉบับนั้น ๆ มีอำนาจในการเปรียบเทียบปรับ ท่านเห็นไหมครับว่า หน่วยงานเหล่านั้นก็จะถูกดึงเข้ามาเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ฉบับนี้ที่จะต้องไปกำหนดกรอบเวลาการทำงานของตัวเองให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักประกัน ความไม่ล่าช้าให้กับพี่น้องประชาชน แม้ว่าคดีที่พี่น้องประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเข้าไป ถูกกล่าวหาจะมีแค่โทษปรับทางพินัยแล้วอาจจะไม่ต้องไปถึงโรงพัก ไม่ต้องไปถึงอัยการ ไม่ต้องไปถึงศาลถ้าสามารถยอมรับการเปรียบเทียบปรับของหน่วยงานเบื้องต้นได้ หน่วยงาน พวกนั้นก็จะถูกดึงเข้ามาเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมผ่านมาตรา ๕ (๑๐) ต่อไป ในอนาคต ทีนี้ผมเรียนท่านว่าเหตุที่มาที่ไปของการที่มีการแก้ไขมาตรา ๕ นั้น แท้ที่จริงแล้ว มีอยู่แค่ ๒ กรณีเท่านั้นเอง กรณีที่ ๑ คือการเพิ่ม (๖/๑) คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรงนี้ ก็เป็นการเก็บข้อมูลมาจากข้ออภิปรายของพวกเรากันเองในวาระหนึ่งครับ ที่หลายท่าน อภิปรายให้ความคิดเห็นไว้ในวาระหนึ่งว่าทำไมไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่มี บทบาทอย่างมากต่อการให้คุณให้โทษต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการให้คุณให้โทษนั้นยังไม่มี กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การประกาศผลการ เลือกตั้งให้ได้รวดเร็วภายในกรอบเวลาเท่าไร กรรมาธิการก็เอาข้อมูลตรงนั้นมาประกอบการพิจารณาแล้วที่สุดก็เห็นด้วยนะครับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ควรจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ฉบับนี้ ในการให้หลักประกันว่าเมื่อมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ภายใต้กฎหมายเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นก็ดี ระดับประเทศก็ดี จะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่ตัวเองเป็นผู้ประกาศกำหนด เพื่อเป็นหลักประกัน จึงเป็นที่มาของการเพิ่ม (๖/๑) ขึ้นส่วนอีกกรณีหนึ่งคือกรณีของ กรมพระธรรมนูญ ซึ่งเดิมอยู่ใน (๓) ก็ได้รับคำชี้แจงจากผู้แทนกรรมาธิการที่มาในสัดส่วนของ คณะรัฐมนตรีครับว่าแท้ที่จริงแล้วกรมพระธรรมนูญซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดของ กระทรวงกลาโหมนั้นไม่ใช่แค่หน่วยงานเดียวที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่าทหารไปเป็นผู้กระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ยังมีหน่วยงานอื่นอีก เช่น กรมสารวัตรทหารที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจจะถูกมอบหมายให้ เป็นผู้ไปทำหน้าที่เป็นผู้สอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนด้วย ทีนี้กรมสารวัตรทหาร ก็เป็นอีกกรมหนึ่ง และอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงกลาโหม ตรงนี้จึงเป็นที่มา ที่คณะกรรมาธิการเห็นว่าเมื่อเป็นเช่นนี้มีหน่วยงานมากกว่า ๑ หน่วยงานในกระทรวงกลาโหม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในกรณีที่ทหารถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด เราจึงเห็นควรว่าถ้าอย่างนั้นเพื่อให้ได้ภาพใหญ่ ในฐานะที่กระทรวงจะต้องกำกับดูแล การทำงานของกรมที่สังกัดในกระทรวงตัวเอง จึงเห็นควรแก้ไขจากกรมพระธรรมนูญ เป็นกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ครอบคลุมหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดของกระทรวงกลาโหม ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องการจัดเรียงลำดับหน่วยงาน ซึ่งเดี๋ยวท่านผู้แทนจากกฤษฎีกาจะมาเป็นผู้ชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีหลักเกณฑ์จากกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างไร แต่ว่าขณะนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับใครมากกว่าใคร มีเกณฑ์ตามกฎหมายฉบับอื่นที่เขาวางหลักในเรื่องการจัดเรียงลำดับหน่วยงานไว้แล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ก็คือกรณี ที่มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ท่านได้อภิปรายโดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. ซึ่งเป็น เรื่องการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และท่านก็อภิปรายไปถึงบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๘ ง. (๑) ว่าได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ทำไว้ ๓ เรื่อง สิ่งที่ท่านพูด ในส่วนนี้ถูกต้องครับ ในรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี ๓ เรื่องที่จะต้องนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ในด้านกระบวนการยุติธรรมใน (๑) คือให้มีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานทุกขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เรื่องนี้ก็คือกฎหมายที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ เรื่องที่ ๒ ก็คือให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้เข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้ และเรื่องที่ ๓ ก็คือสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ๓ เรื่องครับ แต่กฎหมายฉบับนี้เป็น กฎหมายที่เสนอต่อสภาและสภารับหลักการแล้ว เป็น ๑ ใน ๓ เรื่อง ไม่ใช่ทั้ง ๓ เรื่องครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านอภิปรายนั้นผมเรียนท่านครับว่าเข้าใจเจตนาดีของท่าน แต่ว่าท่านจะ เอา ๓ เรื่องมาผูกรวมอยู่ในกฎหมายฉบับนี้แล้วท่านอภิปรายว่ากรรมาธิการทำงานบกพร่อง ทำไมกฎหมายฉบับนี้ไม่พูดถึงอีก ๒ เรื่องที่พูดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ก็เรียนท่านครับว่าหลักการ ของกฎหมายฉบับนี้เป็นหลักการของกฎหมายที่เสนอมาเพียง ๑ เรื่องก่อน คือให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการกำหนดเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมนะครับ ส่วนเรื่องของกลไกการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเมื่อไรจะมาหรือเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้ว ในกฎหมายอื่น เช่น ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยการบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อันนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบในการบริหาร ประเทศที่จะต้องเป็นคนเสนอกฎหมายเข้ามาถ้าเห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใน ๒ เรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนเบื้องต้นเท่านี้ ส่วนรายละเอียดผมก็ไม่อาจจะสามารถตอบได้ แต่เพียงแต่ยืนยันท่านครับว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นเพียง ๑ ใน ๓ เรื่องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. (๑) นะครับ

ประเด็นต่อไปที่จะขออนุญาตเรียนชี้แจงก็คือเรื่องของโทษของการฝ่าฝืน ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายถามไว้นะครับ ก็เรียนท่านครับว่าในกฎหมายฉบับนี้ถ้าเราอ่าน ดูแล้วไม่มีหมวดที่ว่าด้วยด้วยโทษหรืออัตราโทษเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมไม่ดำเนินการตามกรอบเวลาที่จะต้องกำหนดตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้นั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่มี บทลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าวที่ทำหน้าที่บกพร่องครับ มีเขียนอยู่ใน มาตรา ๗ ครับ เรื่องของการที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกครั้ง ถึงการปฏิบัติงานไม่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา และถ้าในกรณีที่การปฏิบัติงานล่าช้านั้น ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการ ลงโทษทางวินัยต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องของการบริหารงานทางปกครองของภายในแต่ละ หน่วยงาน แต่จะเรียน ณ ที่นี้ให้ท่านสมาชิกได้มีความสบายใจครับว่าไม่ใช่ไม่มีบทลงโทษเลย ยังคงมีบทลงโทษอยู่แต่เป็นการลงโทษในทางวินัยหรือในทางปกครองของระบบราชการ

ประการสุดท้าย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก มีหลายท่านที่พูดถึงอีกหลายหน่วยงานว่าทำไมถึงไม่เอามาบัญญัติอยู่ในมาตรา ๕ ให้เป็น หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ก็เรียนท่านครับว่าคงมีอีกหลากหลายหน่วยงานที่ยังคง เป็นข้อถกเถียงระหว่างความเห็นที่ว่าเป็นหน่วยงานที่ควรจะต้องเพิ่มเติมเข้ามาหรือไม่ควร เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานที่ยังไม่ปรากฏอยู่ในชื่อหน่วยงานในมาตรา ๕ จะหลุดรอดจากการบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้นะครับ ก็เรียนครับว่าด้วยเหตุผลนี้เอง มาตรา ๕ (๑๐) จึงได้เขียนเป็นปลายเปิดไว้ว่าสามารถเพิ่มเติมหน่วยงานเข้ามาในภายหลังได้ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้นิยามของมาตรา ๓ ชัดเจน หรืออนาคต มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอย่างเช่น พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัยนะครับ เราก็สามารถเพิ่มเติมชื่อ หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาได้ แต่อย่างไรก็ตามบางหน่วยงานที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย และยกตัวอย่างประกอบ ผมเรียนว่ากรรมาธิการก็ผ่านการพิจารณามาแล้ว บางหน่วยงาน ที่ท่านอภิปรายมาก็จะเป็นหน่วยงานในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ปกติ เป็นหน่วยอนุญาต ในการที่พี่น้องประชาชนไปติดต่อขออนุญาตเรื่องต่าง ๆ หน่วยงานพวกนี้มีกฎหมายควบคุม อยู่แล้วครับ ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ด้วยซ้ำไป คือกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตของหน่วยราชการ ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนกระทั่งพวกเรา บางท่านอาจจะหลงลืมไปแล้วว่าความจริงมีกฎหมายควบคุมกำหนดเวลาของหน่วยอนุญาต พวกนี้ไว้แล้ว ถึงขั้นบังคับให้ทุกหน่วยอนุญาต อย่างเช่น ที่ท่านสมาชิกกรุณายกตัวอย่าง อย. อย่างนี้เป็นต้น กฎหมายฉบับปี ๒๕๕๘ นั้นกำหนดให้ต้องมีคู่มือนะครับ จัดทำคู่มือ แจ้งให้ ประชาชนทราบว่าการติดต่อของหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานนั้นกรอบระยะเวลาแล้วเสร็จ มีกรอบระยะเวลาเท่าไร อันนี้ก็เรียนเป็นข้อมูลแล้วก็ฝากผ่านไปยังหน่วยกำกับดูแลด้วยว่า ท่านควรไปประเมินการบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ แล้วว่าแต่ละ หน่วยงานได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนั้นมากน้อยแค่ไหน ก็ขออนุญาตทั้งหมดเป็นคำชี้แจงและขออนุญาตท่านประธานขอให้ท่านผู้แทนกฤษฎีกา ได้ชี้แจงเพิ่มเติมครับ