กนก จี้รัฐเร่งใช้ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์เกษตรกรและเอสเอ็มอี

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔

กนก วงษ์ตระหง่าน อธิบายเจตนารมณ์ พ.ร.บ. เพื่อส่งเสริมให้นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์กับเกษตรกรฐานรากและประชาชน โดยเสนอเพิ่มมาตรา ๑๖/๑ และ ๑๖/๒ เพื่อกำหนดกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนและการจ่ายค่าตอบแทนให้นักวิจัยที่ทำงานช่วยเหลือคนยากจน

นายกนก วงษ์ตระหง่าน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะตอบข้อซักถามของท่าน ส.ส. วิสาร เตชะธีราวัฒน์ นะครับ ก่อนที่ผมจะตอบคำถามเพื่อให้เราเข้าใจ พ.ร.บ. นี้ที่สลับซับซ้อนค่อนข้างมาก ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า พ.ร.บ. นี้ออกมาเพื่อที่จะให้ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นถูกนำไป ใช้ประโยชน์ เพราะที่ผ่านมานั้นผลงานวิจัยเมื่อเจ้าของทุนเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของ แต่เจ้าของทุนนั้น โดยสถานะทางกฎหมายส่วนใหญ่ไม่ได้สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ด้วยเหตุผล ดังกล่าวนี้เองเราอยากเห็นผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้กับประเทศชาติแล้วก็พี่น้อง ประชาชนจึงได้มีการตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น และที่สำคัญประการที่ ๒ ตามมาก็คือว่า พ.ร.บ. นี้เมื่อผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ตกกับนักวิจัย สิ่งนี้ก็จะเป็น แรงจูงใจให้กับนักวิจัยที่จะทำงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ ที่เป็น ประโยชน์กับประเทศชาติได้ และเมื่อผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ก็จะกลับมาสู่ ประเทศชาติของเรา ถ้าเป็นในด้านการเงินก็จะเป็นภาษีเงินได้ที่เราเก็บได้จากประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากผลงานวิจัยนั้น และที่สำคัญก็คือว่า พ.ร.บ. นี้ต้องการให้งานวิจัยไม่ใช่อยู่บนหิ้ง แต่เป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศชาติ แล้วก็ของประชาชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเกษตรกรฐานราก วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก สิ่งเหล่านี้ คนกลุ่ม เหล่านี้ซึ่งเคยถูกละเลยมาในอดีตจะต้องได้รับผลประโยชน์ และที่สำคัญ พ.ร.บ. นี้ได้สร้าง กลไกและระบบให้มีความชัดเจนเพื่อที่จะทำให้เกิดการนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติ เช่น มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่าภายในเวลาเท่าไรที่ผู้ให้ทุนจะต้อง อนุญาตให้กับนักวิจัยที่จะนำผลงานวิจัยนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างนี้เป็นต้น และที่สำคัญ อีกประการหนึ่งก็คือว่าคณะกรรมาธิการตอนที่เราพิจารณานั้นหลังจากรับฟังความคิดเห็น ทั้งหมดแล้วเรามีความเห็นว่าเงินที่ใช้ในการวิจัยถ้าเป็นของแผ่นดิน เป็นเงินของประเทศ ก็ควรที่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ประเด็นคำถามของท่านวิสารซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมาก และคณะกรรมาธิการก็ได้พูด เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ถามว่าผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นในประเทศ ของเราวันนี้ประชาชนที่อยู่ในเศรษฐกิจฐานราก คนยากคนจนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น ได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด คำตอบที่ชัดเจนก็คือยังได้น้อยมาก ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง หลังจากที่เราได้พิจารณากันอย่างรอบคอบแล้วจึงได้มีการเสนอให้เพิ่มมาตราที่เรียกว่า มาตรา ๑๖/๑ และมาตรา ๑๖/๒ เข้าไปในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เมื่อถึงตอนมาตรานั้นก็อาจจะ มีการอภิปรายในรายละเอียดอีกครั้ง แต่เพื่อให้เห็นภาพในการตอบโจทย์ของท่านวิสาร ก็คือว่าในมาตรา ๑๖/๑ ได้ตราว่า เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มสมรรถนะในการผลิตและ ผลิตภาพ สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในการสร้างประโยชน์ให้สังคม หรือชุมชน รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่เกษตรกรกลุ่มอาชีพ ในชุมชน วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้ด้อยโอกาสหรือประชาชนในพื้นที่ ยกระดับ เศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ นี่คือคำตอบของ ท่านวิสารที่เป็นกังวล และในเวลาเดียวกันในมาตรา ๑๖/๒ เพื่อจะให้มาตรา ๑๖/๑ มีผลในทางปฏิบัติ คณะกรรมาธิการจึงได้เพิ่มในมาตรา ๑๖/๒ ว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๑๖/๑ ให้เกิดประสิทธิผลให้สภานโยบายกำหนดหน่วยงานเฉพาะมีหน้าที่และอำนาจในการ ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี ที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง นี่ก็คือกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช่บอกว่าให้สนับสนุน แต่ต้องให้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง และในมาตรา ๑๖/๒ ยังกล่าวต่อไปในวรรคถัดมาว่า ให้หน่วยงานตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการจ่ายเงินที่ได้รับการจัดสรรตามมาตรา ๑๖/๑ เป็นค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์แก่นักวิจัยที่ดำเนินการอันก่อให้เกิดประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์แห่งมาตรา ๑๖/๑ นั่นหมายความว่าปกติแล้วนักวิจัยที่ทำงานให้กับบริษัท หรือหน่วยงานขนาดใหญ่ก็จะได้รับค่าตอบแทนจากผลการวิจัยเหล่านั้น แต่นักวิจัยที่ลงไป ช่วยชาวไร่ชาวนา ลงไปช่วยเกษตรกร ลงไปช่วยคนยากคนจนในพื้นที่เหล่านั้นโดยธรรมชาติ ของมันงบประมาณก็น้อยอยู่แล้ว แล้วก็นักวิจัยเหล่านั้นก็แทบจะไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ เลย เราจึงได้กำหนดในมาตรา ๑๖/๒ เพื่อให้ค่าตอบแทนกับนักวิจัยที่ลงไปทำงานช่วยกับพี่น้อง ประชาชนคนยากคนจน นี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่สอดคล้องกับที่ ท่านวิสารได้ให้ข้อกังวลไว้ ก็ขออนุญาตเรียนเพื่อความมั่นใจว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้ มีประโยชน์เพื่อนักวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว แต่เรามุ่งหวังต่อไปว่าผลงาวิจัยนั้นจะต้องเกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจนที่เสียเปรียบและทำให้เกิด ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศของเรา และเราเชื่อว่าผลของงานวิจัยและการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะมีส่วนแก้ไขความยากจน มีส่วนแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของ ประเทศของเรา ขอบคุณครับท่านประธาน