ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษา โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำชี้แจงของคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้วิจัย และขอให้พิจารณาเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของคนต่างด้าวที่ได้รับทุนวิจัย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว เพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณ ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรองประธานกรรมาธิการ และ กรรมาธิการที่เคารพทุกท่านนะครับ ผมเคารพทุกท่านอยู่แล้วนะครับ ประเด็นที่ท่านได้ กรุณารับความเห็นผมและปรับแก้ก็ต้องกราบขอบพระคุณครับ แต่ผมฟังคำชี้แจงของ ท่านรองประธานกรรมาธิการ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ผมมีข้อสงสัยในคำชี้แจงท่านนิดหนึ่งนะครับ ในกรณีการแก้ไข (๒) พูดถึงสถาบันอุดมศึกษา ท่านเน้นย้ำกรณีที่เป็นทุนของสถาบันเอง ถ้าผมฟังไม่ผิดนะครับ ถ้าเป็นทุนของสถาบันเอง ก็มีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของโดยไม่ให้ผู้ที่มาทำการวิจัยไม่ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของนั้น ท่านบอกว่า ถ้าเป็นงบประมาณ ถ้าเป็นทุนนวัตกรรม ทุนกองทุนที่เขียนไว้ ทุนการวิจัยก็สามารถที่จะ ไปตกลงในสัญญาได้ตามที่ท่านเขียนไว้ในมาตรา ๙ วรรคสอง ซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง ก็เขียนทำนองเดียวกับ (๒) เช่นกันครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้อย่างนั้นก็ต้องเขียนมาตรา ๙ วรรคสองให้ชัดด้วย ความเห็นผมนะครับ ท่านเขียนรวมไปหมดเลย ทั้งที่เป็นทุนตนเอง ทุนที่มาจากแหล่งทุนอื่นท่านก็เขียนรวมว่าอยู่ที่การไปทำข้อสัญญาตกลงระหว่างผู้ให้ทุนกับ ผู้รับทุน ก็ฝากประเด็นนี้ในประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน สิ่งที่ผมได้กราบเรียนด้วยความเคารพก็คือว่า การที่จะให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการให้หน่วยงานผู้ให้ทุนเป็น ผู้กำหนดว่าผลงานชิ้นใดเป็นผลงานที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับมวลมนุษยชาติที่เขียนไว้ใน (๔) นี้ แล้วใช้เงื่อนไขว่าจะก่อนหรือหลังการวิจัย ในตัวบทไม่ได้กำหนดชัดเจนขนาดนั้นนะครับ ถ้าเจตนารมณ์ของทางกรรมาธิการ ถ้าเขียนบันทึกไว้ในสภาเวลาเรากลับมาดูมันเป็น เจตนารมณ์บอกว่ากำหนดตั้งแต่ก่อนการวิจัยว่างานของคุณต้องเป็นประโยชน์กับ มวลมนุษยชาติ คุณรับทุนไป ผลงานคุณออกมา แต่ถ้าผลงานคุณออกมาไม่เป็นไปตามสัญญา คุณก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ ความหมายจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ หรือมีข้อตกลง ในสัญญาว่าคุณไปทำงานวิจัยเพราะงานมันยังไม่ออก ชิ้นงานยังไม่ออกครับ มีแต่บทคัดย่อ ที่ทำให้หน่วยงานผู้ให้ทุนเป็นผู้รับทุนเป็นผู้พิจารณา ผลงานยังไม่ออกถ้าเกิดมี ความแปรปรวนขึ้นมา งานที่ออกมานี้ตีความได้เลยว่าไม่ใช่เป็นชิ้นงานที่มีประโยชน์ต่อ มนุษยชาติเลย ใช้เป็นฐานในการวิจัยต่อไม่ได้เลย อันนั้นก็ต้องระบุไว้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ให้ทุน มิอาจจะให้คุณเป็นเจ้าของได้ มันก็มีความหมายต่างกันนะครับถ้าอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เจตนารมณ์ต้องให้ชัดครับ ก็ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมกราบเรียนไว้ สิ่งที่ฟังคำชี้แจงนี้
ประเด็นสุดท้ายคือเป็นคนต่างด้าว คนต่างด้าวที่ท่านเขียนมาถ้าแก้อย่างนั้น ดูถ้อยคำมันก็สื่อว่าเป็นชิ้นงาน เป็นผลงานการวิจัยที่เกิดจากคนต่างด้าวที่มิได้อยู่ในประเทศไทย เราท่านจะเว้นให้ ท่านจะเว้นให้ว่าเขามีสิทธิเป็นเจ้าของผลงานชิ้นวิจัยนะ ถ้าตีความ นะครับ ท่านบอกว่ามิได้อยู่ในประเทศไทย ท่านเขียนเน้นย้ำเลยว่าซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ ในราชอาณาจักร คือคนที่ไม่ได้อยู่เลยมารับงานทุนวิจัยของเรา ท่านให้สิทธิเขาเป็นเจ้าของเลย ผมได้ทักท้วงตั้งแต่แรกว่าการเขียนบุคคลเข้ามา อย่างผมไม่ใช่คนต่างด้าวผมไม่มีสิทธิหรือ ท่านให้สิทธิเขาไปเลยครับ เขียนอย่างนี้ต้องบอกให้สิทธิ เว้นแต่ท่านบอกว่าตรงนี้ไม่ให้ ท่านบอกเว้นแต่เฉพาะกรณี เวลาเขียนบุคคลเข้าไปมันตีความรวมว่าแล้วคนที่อยู่ในเมืองไทย ไม่ได้สิทธิหรือที่จะมีความเป็นเจ้าของ แต่คุณไประบุว่าคนต่างด้าวที่ไม่อยู่ในประเทศไทยนะ ถ้ามารับทุนนะ คุณได้รับข้อเว้นจากกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฉบับนี้ข้อเว้นนะครับ คือเว้น ไม่บังคับให้เป็นเจ้าของได้ ข้อ ๔ นี้เราจะไม่ให้เขาเป็นเจ้าของ แต่ถ้าเขียนข้อเว้นเมื่อไร เขาเป็นเจ้าของได้ทันที ในมุมผมมันกลับกันอย่างนี้นะครับ ผมก็เลยทักท้วงว่าการเขียน บุคคลนี้มันสุ่มเสี่ยง แต่พอท่านเติมงานวิจัยเข้าไปก็ชัดเลยว่าถ้าเป็นงานวิจัยที่คนต่างด้าวที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ ในเมืองไทยมารับทุนเมื่อไรคุณได้สิทธิเป็นเจ้าของทันที เว้นแต่คณะกรรมการนโยบาย เขากำหนดว่าอันนี้ไม่ให้ อันนี้ไม่ใช่ คุณเว้นอย่างนั้น ซึ่งการเว้นอย่างนี้มันควรไปเขียนอยู่ใน ตัวบทโน่น ในรายละเอียดในตัวบท มาตรา ๔ นี้เป็นข้อเว้นต้องเว้นเลย ไม่ควรมาขยักขย่อน อยู่ตรงนี้ ก็ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณาครับ