บวรศักดิ์ แจงร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิต่างด้าว-การจัดสรรทุนวิจัย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ชี้แจงแนวทางการปรับปรุงร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยและการจัดสรรทุน โดยยืนยันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวได้ครอบคลุมประเด็นการยกเว้นเจ้าของผลงานในงานวิจัยด้านความมั่นคงทางทหารอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมเสนอให้ประกาศเงื่อนไขก่อนการให้ทุนเพื่อความเป็นธรรม และปรับปรุงมาตราต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันโดยเฉพาะกรณีการรับทุนจากต่างประเทศและการพิจารณาแหล่งทุนที่มาทั้งจากภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อให้สอดคล้องกับสัญญาและเจตนาของผู้ให้ทุนอย่างชัดเจน

ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานกรรมาธิการ ขออนุญาต กราบเรียนชี้แจงต่อท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาเป็นรายประเด็นนะครับ แล้วก็จะขอ อนุญาตให้ท่านรองประธานกนกขึ้นชี้แจงต่อ ท่านกรรมาธิการซึ่งกรุณาสงวนความเห็นเอาไว้ ได้อภิปรายเรื่องกรณีตามมาตรา ๔ (๓) ที่ท่านเห็นว่าควรจะเพิ่มให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมที่จะอนุญาตให้มีการใช้ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัยนวัตกรรมนั้นได้ ซึ่งความจริงคณะกรรมาธิการก็ไม่ขัดข้องนะครับ แต่ว่าวัตถุประสงค์ที่ท่านต้องการนั้นมันอยู่ ในการที่ไม่แก้ไข (๓) อยู่แล้วครับท่านประธาน เราต้องเริ่มอย่างนี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะกลับหลักที่ปฏิบัติในประเทศไทยมาแต่เดิม หลักที่ปฏิบัติกันมานั้นคือ ผู้ให้ทุนต้องเป็นเจ้าของวิจัย เราก็พบว่าในอเมริกาเขาต้องการจะให้มีการวิจัยเยอะ ๆ เพื่อ เอาไปใช้ประโยชน์ เขาก็บอกว่าเมื่อมีการวิจัยแล้วผู้รับทุนเป็นเจ้าของงานวิจัย ทีนี้ถ้าเป็น การวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีทางทหารหรือการป้องกัน ประเทศ เฉพาะ ผมกราบเรียนเน้นขีดเส้นใต้นี้นะครับ เฉพาะเพื่อการใช้ประโยชน์ทางทหาร หรือความมั่นคง จะเอามาใช้หลักการในพระราชบัญญัตินี้ก็คงจะไม่ได้ สถาบันวิจัยอาวุธ เพื่อป้องกันประเทศเขาต้องการจะวิจัยขึ้นมาเพื่อจะสร้างอาวุธชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะไม่เคยมี ในประเทศไหนทำมาก่อน ถ้าเอาเขาเข้ามาอยู่ในกฎหมายฉบับนี้แล้วเขาเกิดไปให้ทุนคนมา ศึกษาวิจัยได้อาวุธชนิดใหม่มาที่ไม่เคยมีชาติใดทำมาก่อน ปรากฏว่าอาวุธชนิดนั้นกลายเป็น ของผู้รับทุนคงไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีทางทหารเฉพาะเพื่อการ ใช้ประโยชน์ทางทหารหรือความมั่นคง เราจึงยกเว้นเลยครับ ก็แปลว่าผู้ให้ทุนยังเป็นเจ้าของ ผลงานนั้นอยู่ ทีนี้ท่านก็บอกว่าแต่มันมีเทคโนโลยีบางอย่างที่อาจจะเอาไปใช้ประโยชน์ ทางพาณิชย์ได้ ซึ่งกรรมาธิการก็พิจารณาแล้วนะครับ ก็จริง มันมีเทคโนโลยีบางอย่าง ใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการทหาร ในความมั่นคงและประโยชน์ในทางพาณิชย์ได้ เช่น เอาไปขาย ต่างประเทศได้ เทคโนโลยีประเภทนี้กฎหมายนี้ไม่ยกเว้นนะครับ ท่านประธานครับ ถ้อยคำที่อยู่ในมาตรา ๔ (๓) นั้น ใช้คำว่า เฉพาะเพื่อการใช้ประโยชน์ ทางทหารหรือความมั่นคงของรัฐ แปลว่าถ้ามีประโยชน์ทางพาณิชย์อยู่ด้วยไม่ยกเว้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไปจ้างคนมาออกแบบปืนชนิดหนึ่ง แล้วพูดชัดตั้งแต่ต้นว่าแบบปืนชนิดนี้ จะเอาไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน ก็แปลว่าพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับครับ เพราะฉะนั้น กรรมาธิการเห็นด้วยกับความคิดของท่าน แต่กรรมาธิการเห็นว่าร่างนี้รับรองความคิดของ ท่านอยู่แล้วโดยไม่ต้องแก้ นี่คือประเด็นที่ ๑ นะครับ ท่านประธานครับ สำหรับท่านสมาชิก รัฐสภา ขอประทานโทษที่เอ่ยนามคือท่านชลน่าน ท่านอภิปรายแสดงความเห็นไว้ ๓ ประเด็นหลัก ๆ

ประเด็นแรกคือเรื่องคนต่างด้าว ผมยังไม่ลงวิธีเขียนนะครับ เพราะวิธีเขียน เดี๋ยวกรรมาธิการอาจจะปรับตามที่ท่านกรุณาให้ความเห็น เรื่องคนต่างด้าวที่ไม่ให้ใช้กับ คนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่สภานโยบายจะประกาศกำหนดให้ใช้ เป็นรายกรณี กรรมาธิการเอามาจากข้อเสนอของท่านสมาชิกรัฐสภา เกียรติ สิทธีอมร ท่านมาเสนอแล้วเราก็เห็นด้วย ที่ต้องเขียนอย่างนี้ก็เพราะว่าตัวอย่างเช่น วันนี้ถ้าสมมุติว่า รัฐบาลไทยไปให้ทุนวิจัยกับบริษัทแห่งหนึ่งในยุโรปให้คิดค้นวัคซีนโควิด (Vaccine COVID) ถ้าไม่ยกเว้นไว้ในมาตรา ๔ (๒) อย่างนี้ บริษัทนั้นมีถิ่นที่อยู่และเป็นบริษัทในยุโรปไม่มี ถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่คนต่างด้าวที่มาอยู่ในประเทศไทย ถ้าไม่ยกเว้นอย่างนี้ไว้แปลว่า รัฐบาลไทยให้ทุนบริษัทนั้นไป บริษัทนั้นจะเป็นเจ้าของวัคซีนนั้นทันทีนะครับ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องยกเว้นไว้ ยกเว้นว่าถ้ามีการให้ทุนคนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ต้องไม่ใช้บังคับ แปลว่าอย่างไรผลงานก็ต้องเป็นของผู้ให้ทุนคือรัฐบาลไทย แต่เราก็กลัวว่า ถ้าไปเขียนอย่างนั้นไว้เด็ดขาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะมีกรณีที่รัฐบาลไทยอาจจะไปให้ บริษัทที่เป็นต่างด้าววิจัยแล้วอาจจะมียกเว้นได้ จึงกำหนดว่าถ้าสภานโยบายกำหนดใช้บังคับ พระราชบัญญัตินี้เป็นการเฉพาะรายก็ให้ทำได้ ทีนี้ท่านอภิปรายแล้วก็โยงไปถึงกรณีที่กำหนด ไว้ในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ เมื่อเขียนมาตรา ๓ (๒) เป็นอย่างนั้นแล้ว มาตรา ๑๐ ต้องแก้ ให้คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ เพียงแต่จะอยู่ใน กฎหมายฉบับนี้โดยมีสิทธิหน้าที่เพียงใดเราก็กำหนดให้สภานโยบายเป็นคนกำหนดเพื่อความ เหมาะสมต่อไปครับ เพราะถ้าไม่เขียนตรงนี้เติมคำว่า ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐ มันก็จะขัดกับมาตรา ๓ (๒) ทันที เป็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ให้สอดคล้องกัน

กรณีต่อไปเป็นกรณีที่ท่านสมาชิกรัฐสภา ๒ ท่านอภิปรายตรงกันคือกรณีตาม มาตรา ๔ (๔) เรื่องการวิจัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติหรือประชาชน ชาวไทยโดยรวม ร่างเดิมกำหนดให้คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เป็นคนประกาศกำหนด แปลว่างานวิจัยเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) งานวิจัยเรื่องยารักษามะเร็งมันเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศไทย คนไทยทั้งหมด มันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ มันไม่ควรจะให้ตกไปเป็น ของคนรับทุน แต่คำถามก็คือว่าคณะกรรมการประกาศกำหนดนั้นประกาศเมื่อไร วันนี้ กรรมาธิการรับฟังที่ประชุมร่วมกันของอธิการบดีของมหาวิทยาลัย แล้วก็รับฟังความเห็นจาก บรรดาผู้ซึ่งอยู่ในวงการวิจัยเขาก็บอกว่าถ้าไม่ระบุเสียให้ชัดว่าต้องประกาศก่อนให้ทุนนะ มันก็จะไม่เป็นการเป็นธรรมอย่างยิ่งกับผู้รับทุน เพราะพอเขามารับทุนเขาเข้าใจว่ากฎหมายนี้ ให้เขาเป็นเจ้าของผลงาน รับทุนไปแล้วคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม ที่เรียกว่า กสว. มาประกาศทีหลังก็คล้าย ๆ กับว่ามันไม่เป็นธรรมกับเขา เราก็เลย ต้องเพิ่มเงื่อนไขว่าก่อนการทำสัญญาให้ทุน มันจะได้แฟร์ (Fair) กัน รู้กันทั่วไปว่างานชิ้นนี้ เธอมารับทุน ผู้รับทุนจะไม่ได้เป็นเจ้าของนะ เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต่อประชาชน ต้องประกาศก่อนการให้ทุน ทีนี้ถามว่า กสว. จะประกาศอย่างไร ก็ในเมื่อ กสว. คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้นไม่ใช่ผู้ให้ทุน คณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมตามกฎหมายส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ตามกฎหมาย สภานโยบายนั้นเป็นผู้รับงบประมาณจากสภาแห่งนี้ไปในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีเป็นก้อนใหญ่ เช่น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้ว กสว. ก็เอาไปจัดสรรให้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกี่พันล้านบาท สำนักงานวิจัยการเกษตรเท่านั้นเท่านี้ล้านบาท เพราะฉะนั้น กสว. ไม่มีทางจะลงไปรู้เรื่องการวิจัยพวกนี้ จึงต้องให้หน่วยที่เป็นคนให้ทุน เสนอขึ้นมา เช่น วช. ก็จะไปจ้างให้คนทำงานวิจัยเรื่องยาพ่นจมูกป้องกันโควิด (COVID) เขาก็เห็นว่ามันยาพ่นจมูกนี้มันจะเป็นประโยชน์กับมวลมนุษยชาติและคนไทย เขาก็เสนอ ขึ้นมาที่ กสว. ว่าเขาอยากจะกำหนดให้ผลงานวิจัยนี้ไม่ตกเป็นของผู้รับทุน ถ้า กสว. เห็นแล้ว ว่าเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติจริง กสว. ก็ให้ความเห็นชอบ สำนักการวิจัยแห่งชาติก็ไป ประกาศว่าจะให้ทุนการวิจัย ๑,๐๐๐ ล้านบาทแก่คนที่คิดยาพ่นจมูกป้องกันโควิด (COVID) แต่ผู้รับทุนไม่มีสิทธิได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้อย่างนี้ในมาตรา ๔ (๔) จึงเป็น การบัญญัติเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้รับทุนที่เขาต้องรู้ล่วงหน้า แล้วก็เป็นการกำหนดขั้นตอน ขึ้นให้ชัดเจน ไม่ได้เปลี่ยนหลักการอะไรไปเลยครับ

ส่วนประเด็นที่ท่านวิสารวิจารณ์เรื่องประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่จะได้รับ ผมจะ ขออนุญาตให้ท่านรองประธานกนกพูดต่อนะครับ

ประเด็นสุดท้ายของท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย การที่กรรมาธิการตัด มาตรา ๔ (๒) เรื่องสถาบันอุดมศึกษาออก และไปบัญญัติไว้แทนอยู่ในมาตรา ๙ วรรคสอง มีเหตุผลครับ ต้องเข้าใจก่อนะครับว่าการตัด (๒) เรื่องสถาบันอุดมศึกษาที่เขาใช้เงินรายได้ ของเขาเอง ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปให้ทุนนี้ เดิมมีเสียงเรียกร้องมาจากที่ประชุม อธิการบดีและมหาวิทยาลัยทั้งหลายว่างานที่เขาไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเลยแม้บาทเดียว แต่เป็นเงินรายได้เขานี้ เขาเอาไปให้ครูบาอาจารย์ลงทุนวิจัย เขาไม่อยากจะให้ผลงานนั้นมันเป็นของครูบาอาจารย์ที่เป็นนักวิจัยโดยอัตโนมัติ เขาอยากจะ ให้เป็นไปตามสัญญา บางอันวิจัยเขาอาจจะให้เป็นของครูบาอาจารย์เลยก็ได้ บางอันวิจัย เขาอาจจะต้องให้เป็นของมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุดังนี้คณะกรรมาธิการจึงตัดเรื่องนี้ออกจาก มาตรา ๔ (๒) แล้วก็ไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคสองแทน ซึ่งถ้าอ่านมาตรา ๙ วรรคสองแล้ว ต้องเข้าใจว่าการตัดมาตรา ๔ (๒) ออกนั้น สถาบันอุดมศึกษายังให้ทุนได้นะครับ ไม่ใช่ว่าให้ทุนไม่ได้ แล้วต้องเข้าใจต่อไปว่า กสว. จัดสรรงบประมาณให้ วช. ไปให้ทุน สถาบันอุดมศึกษาต่อได้นะครับ คือมหาวิทยาลัยยังรับทุนจาก วช. จาก สวก. อะไรนี้ได้ เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าตอนที่มหาวิทยาลัยจะเอาทุนไปให้ต่อกับอาจารย์ ตรงนี้ครับที่จะใช้ มาตรา ๙ วรรคสอง มาตรา ๙ วรรคสองนี้จะแยกเป็น ๒ กรณี คือถ้ามหาวิทยาลัย ใช้งบประมาณแผ่นดินหรือเงินที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม มหาวิทยาลัยต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ แปลว่าอาจารย์ที่มารับทุนที่ได้เงิน งบประมาณแผ่นดินไปวิจัยจะต้องเป็นเจ้าของผลงานได้ แต่ว่าถ้าเป็นเงินซึ่งเป็นรายได้ของ มหาวิทยาลัยเอง ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยกับเงินที่รับมาจากกองทุนหรือไม่เกี่ยวกันเลยกับเงินที่ ได้รับมาจากงบประมาณแผ่นดิน ร่างมาตรา ๙ ก็ใช้หลักเดียวกันกับที่ผู้ให้ทุนไปร่วมกับ เอกชน เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาก็แปลว่ามหาวิทยาลัยอาจจะกำหนดให้ผู้รับทุนเป็นเจ้าของ ก็ได้ หรือถ้างานวิจัยชิ้นนั้นมหาวิทยาลัยคิดว่าตัวเองจะเอาไปทำประโยชน์ต่อเชิงพาณิชย์ หรือเชิงสาธารณะ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเวลานี้ให้ทุนอาจารย์คณะแพทย์คิดค้น ยามะเร็งขึ้นมา ซึ่งใช้เงินงบประมาณที่มาจากเงินรายได้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเลยนะครับ เขาไม่ได้มาของบประมาณแผ่นดินสักบาทหนึ่ง เขาไม่ได้ขอ กสว. สักบาทหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาจจะบอกว่าอาจารย์ไม่ควรจะได้นะ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยจะเอาเรื่องนี้ไปทำประโยชน์ต่อก็เป็นได้ กล่าวโดยสรุปก็คือว่าที่ท่านสมาชิก ทักท้วงมานั้นคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วโดยรอบคอบจึงขออนุญาตคงไว้ ยกเว้น วิธีการเขียน ที่ท่านสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ชลน่านวิจารณ์เมื่อสักครู่นี้ว่าวิธีการ เขียนในมาตรา ๔ พูดถึงการวิจัยนวัตกรรมมาตลอด แล้วอยู่ดี ๆ (๒) พูดถึงคนต่างด้าวขึ้นมา คณะกรรมาธิการขอปรับถ้อยคำ ใน (๒) ก็ขอปรับถ้อยคำเป็นว่า การวิจัยและนวัตกรรมที่ คนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นผู้รับทุน เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเขียน ที่ท่านสมาชิกชลน่านได้ให้ข้อสังเกตแล้วก็สละสลวยดี เพราะฉะนั้นก็ขอเติมคำว่า การวิจัย และนวัตกรรมที่ ก่อนคำว่า คนต่างด้าว แล้วขอเติมคำว่า เป็นผู้รับทุนต่อจากคำว่า ราชอาณาจักรไทย ท่านประธานครับ ส่วนประเด็นเรื่องการใช้ประโยชน์ให้เป็นประโยชน์แก่ คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนยากคนจนนั้นขออนุญาตท่านประธานให้รองประธานกนก เป็นผู้ตอบครับ