รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิของสมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย ในร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งถือเป็น ร่างของรัฐสภานะครับ เพราะว่าสภามีมติรับหลักการไปแล้วก็ถือเป็นร่างของรัฐสภาที่ส่ง ไปให้กรรมาธิการได้ไปพิจารณาในรายมาตรา เมื่อท่านไปแก้ไขกลับมา ผมในฐานะ เป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิตามข้อบังคับที่จะอภิปรายในประเด็นที่ท่านแก้ไข ไม่ถึงกับเป็นการ ปกป้องร่างของรัฐสภานะครับ อันไหนที่มีเหตุผลดีกว่ากันเรายอมรับ ในมาตรา ๔ ท่านประธานครับ กรรมาธิการไปแก้ไขเกือบทุกวงเล็บนะครับ มาตรานี้เป็นมาตราที่ว่าด้วย ข้อห้ามมิให้ใช้บังคับ ข้อห้ามมิให้ใช้บังคับนะครับ กับสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นกับ การตรากฎหมายฉบับนี้ก็คือว่า ๑. ต้องการให้สิทธิหรือให้ความเป็นเจ้าของของผู้ได้รับทุน ไปทำงานวิจัยหรือเรื่องนวัตกรรมเป็นผลงานของเขา เดิมเขาไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ เราออก กฎหมายฉบับนี้มาเพื่อให้เขาเป็นเจ้าของได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมในการใช้ผลงานวิจัย และนวัตกรรมนั้นนะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่สำคัญที่เขียนในมาตรา ๔ นะครับ เป็นการเขียนมาตรการของรัฐ ในการบังคับใช้สิทธิ เป็นมาตรการบังคับใช้สิทธิของรัฐที่จะไม่อนุญาตให้ผู้ที่ทำงานวิจัยหรือ นวัตกรรมได้เป็นเจ้าของ เพราะรัฐเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นประโยชน์โดยรวมก็เลยเขียนไว้ แต่สิ่งที่ผมเห็นในร่างของกรรมาธิการ ในมาตรา ๔ มันเกี่ยวเนื่องหลายมาตรามาก ไปมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หลักการที่ ๑ ท่านประธานครับ ที่ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการ เป็นเรื่องที่ ๑ ก็คือวิธีการเขียนครับ วิธีการเขียนท่านประธานสังเกตนะครับ มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ของร่างของรัฐสภา เราใช้งานวิจัยเป็นตัวตั้ง การวิจัยและนวัตกรรม การวิจัยและนวัตกรรมและพูดถึง ตัวหน่วยงานตัวอะไรต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เวลากรรมาธิการไปแก้นะครับ ขออนุญาต ท่านประธานก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดในเรื่องของสารบัญญัติ ใน (๒) ท่านก็ไปห้ามมิให้ใช้ กับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติจะประกาศกำหนดให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ได้ เป็นรายกรณี อันนี้บังคับคนครับ ไม่ได้บังคับที่ผลงาน ขณะที่ร่างเดิมของเราบอกว่า ถ้าเป็น งานวิจัยและนวัตกรรมที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นผู้ให้ทุนโดยใช้เงินรายได้ของตนซึ่งมิใช่ เงินที่ได้รับจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือทุน สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัตินี้ หมายความว่าเจตนารมณ์ของร่างที่ท่าน รับไป เราให้เป็นมาตรการบังคับใช้สิทธิของรัฐว่ากรณีเป็นของสถาบันการอุดมศึกษาเหล่านี้ ไม่ต้องไปใช้บังคับคือไม่ต้องไปให้สิทธิกับผู้วิจัยเป็นเจ้าของก็ได้ ต้องไม่ให้ แต่ว่ากรรมาธิการ ไปเปลี่ยนครับ ไปเปลี่ยนแนวคิดวิธีการไปบอกให้ได้ โดยบัญญัติมาตรา ๑๐ รองรับ ผมขอ ล่วงไปในมาตราที่เกี่ยวข้องนะครับท่านประธานครับ อภิปรายมาตราเดียวจบเลยครับ ท่านไปเขียนรองรับในมาตรา ๙ จากเดิมใช้มาตรการบังคับไม่ให้สิทธิโดยรัฐถือว่า เป็นประโยชน์โดยรวมไม่ให้ แต่ท่านไปเขียนในมาตรา ๙ เพิ่ม (๒) มาครับ ผมก็อ่าน ท่านประธาน มันเกี่ยวเนื่องกันครับ ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐตามกฎหมายว่าด้วย การอุดมศึกษาเป็นผู้ให้ทุนโดยใช้เงินรายได้ของตนซึ่งมิใช้เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่าย หรือทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ความเป็นเจ้าของผลงานวิจัย และนวัตกรรมให้เป็นไปตามที่กำหนดในสัญญาให้ทุน ซึ่งเดิมไม่ได้เขียนนะครับ ไม่ให้เลย แต่ท่านไปบอกว่าไปทำสัญญาและให้ทุนได้ แล้วก็ไปตกลงกันว่าจะเป็นเจ้าของหรือไม่เป็น เจ้าของ ซึ่งในสาระบัญญัติตรงนี้มันก็ขัดกับเจตนารมณ์ที่เราให้ไปตั้งแต่แรก ผมต้องมีคำถาม ว่ากรรมาธิการเห็นดีกว่าอย่างไร จริงอยู่ครับ การให้เขาเป็นเจ้าของในผลงานวิจัยและ นวัตกรรมนั้นมันเป็นการส่งเสริม มันเป็นการส่งเสริมให้เขาเป็นเจ้าของและสามารถ นำงานวิจัยนั้นไปเผยแพร่ ไปใช้และต่อยอดได้อีก แต่บางเรื่องรัฐต้องมีมาตรการบังคับโดย สิทธิของรัฐว่าถ้ามันเป็นประโยชน์สาธารณะ มันเป็นประโยชน์โดยรวม เป็นประโยชน์ของ หน่วยงานของรัฐแล้วคุณจะมาเป็นเจ้าของมิได้ นั่นคือจุดมุ่งหมาย แล้วก็ใน (๒) ก็ไปเขียน บังคับคน ไปบังคับว่าถ้าเขียนอย่างนี้หมายความว่าคนต่างด้าวไม่ให้สิทธินะครับ เว้นแต่ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติจะไปกำหนดเป็น รายกรณี ซึ่งเขียนอย่างนี้ผมก็แปลกใจว่าท่านมาเขียนในมาตรา ๔ แล้ว ขออนุญาต ท่านประธานครับ ถ้าดูโดยละเอียดมาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นตัวบทที่เขียนไว้เดิมนี้ก็เขียนรองรับไว้ ท่านก็ยังคงอยู่ คงอยู่ครับ มาตรา ๑๐ คนต่างด้าว ซึ่งท่านเติมนะครับ ร่างเดิมที่รับไปจาก รัฐสภาเขียนว่า คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้เพียงใดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่สภานโยบายประกาศกำหนด มาตรา ๑๐ ให้คนต่างด้าวมีสิทธิที่จะเป็น เจ้าของผลงานวิจัยได้ตามที่สภานโยบายกำหนด ให้อยู่แล้ว ท่านก็ไปเติมเพียงแต่ ที่มีถิ่นที่อยู่ ในราชอาณาจักรไทยและมีหน้าที่ เน้นย้ำไว้นิดหนึ่งว่าต้องมีถิ่นที่อยู่แล้วก็มีหน้าที่ คำว่า หน้าที่ ตรงนี้แน่นอนถ้าคุณไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจคุณ คุณก็ไม่มีหน้าที่ ก็ล็อก เข้าไปอีกนิดหนึ่ง ประเด็นที่สำคัญที่ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปถามกรรมาธิการ ก็คือว่าเมื่อท่านเขียนในมาตรา ๑๐ แล้ว ถ้อยคำที่ท่านแก้ในมาตรา ๔ (๒) มันต่างกันอย่างไร และเขียนก็ไม่เหมือนกันด้วยนะครับ อาจจะตีความต่างกันก็ได้ในลักษณะการบัญญัติ กฎหมาย เพราะฉะนั้นมุมผมนี้ถ้าท่านจะใช้มาตรา ๑๐ ก็ใช้มาตรา ๑๐ เลย ไม่ควรมาเขียน ในมาตรา ๒ อีก แล้วก็การเขียนลักษณะอย่างนี้มันเป็นการเขียนบังคับบุคคล ร่างเดิมของเรา ต้องการให้เรื่องผลงานวิจัย ผลงานวิจัย ผลงานวิจัย ที่จะได้รับการเว้นบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ ไม่ให้เป็นของบุคคลหรือเอกชน มาตรา ๔ (๕) เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ร่างเดิม เราเขียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ร่างเดิมเขียนว่า การวิจัยและนวัตกรรมอื่น ทุกชนิดเลย นะครับ ทั้งนี้ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา นั่นหมายความว่าถ้าคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี เห็นจะต้องกำหนดเป็นราชกิจจานุเบกษาว่าอันนี้ให้เป็นสิทธิความเป็นเจ้าของมิได้ ก็ไป กำหนดมาเป็นรายละเอียดไป คลุมหมดเลย แต่ท่านไปเติมบอกว่าหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง หน่วยงานใดหรือการวิจัยและนวัตกรรมประเภทหนึ่งประเภทใด ทั้งนี้ตามที่กำหนดใน พระราชกฤษฎีกา ท่านเติมคำว่า หน่วยงาน มา เดิมเขาต้องการกำหนดแค่งานวิจัยและ นวัตกรรมที่กำหนดไว้ ไม่ได้บอกว่าเป็นหน่วยงาน ท่านกลับมาเขียนล็อกเข้าไปให้แคบเข้าอีก มันจะส่งเสริมได้อย่างไรครับ ท่านใช้อำนาจรัฐบังคับเขาแล้วก็บังคับเกินเหตุอีก เพราะฉะนั้น ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับวิธีการเขียนของกรรมาธิการครับ ร่างเดิมดีอยู่แล้ว เว้นแต่ ท่านจะ เห็นว่าสถานบันอุดมศึกษาที่เขามีทุน ให้เงินไป ร่างเดิมดีอยู่แล้ว เว้นแต่ท่านจะเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาที่เขามีทุนให้เงินไปนี้ท่านจะบอกว่า กรณีสถาบันอุดมศึกษานั้น หรือหน่วยงานนั้นเขาไปตกลงกับผู้รับทุนเซ็นสัญญากันว่าจะให้ เป็นเจ้าของนะ ถ้าจะบัญญัติในกฎหมายอย่างนี้ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในที่นี่เห็นด้วยผมไม่ได้ ขัดใจ ไม่ติดใจครับ แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่าสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันหน่วยงานของรัฐ ประเภทนี้มันเป็นลักษณะของการให้บริการทางวิชาการที่เป็นประโยชน์โดยมวลรวม ประโยชน์โดยรวมนะครับ หลักคือถ้าอะไรเป็นประโยชน์โดยรวมแล้วเราไม่ควรให้ใครมาเป็น เจ้าของ แม้เขาจะเป็นเจ้าของผลงานการวิจัย คุณออกเป็นลิขสิทธิ์ไปทำมาหากินมิได้ ไปใช้ ในการพาณิชย์มิได้ (๑) ครับท่านประธาน ผมจบแล้วครับ ถามท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ ในวงเล็บ (๔) การวิจัยในนวัตกรรมเดิมที่เราเขียนไว้ว่าที่คณะกรรมการ กำหนดให้เป็นการวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติหรือ ประชาชนชาวไทยโดยรวมจะต้องใช้เป็นพื้นฐานสำคัญของการวิจัยอื่น อันนี้ที่ผมบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ เข้าข่ายนี้จะให้ใครเป็นเจ้าของมิได้ ไม่ว่า (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๔) ร่างเดิม ที่เขียนไว้ท่านไปตัดคำว่า ที่คณะกรรมการกำหนดให้เป็นงานวิจัยนวัตกรรม ออกไป ผมถามว่า ถ้าท่านไม่ให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้กำหนดชิ้นงานว่าอันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ มวลมนุษย์ชาติ เป็นงานวิจัยที่จำเป็นจะต้องส่งต่อไปให้คนอื่นเขาทำต่อใครจะกำหนด ใครเป็นผู้กำหนด ท่านให้นักวิจัยแล้วก็หน่วยงานที่ให้ทุนไปคิดเอาเองหรือครับว่านี่คือ งานวิจัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับมวลมนุษยชาติ ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ของกรรมาธิการ ด้วยความเคารพผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ร่างเดิมเราดีอยู่แล้ว อยากให้กลับไปร่างเดิม ขอบคุณครับ