พิจารณ์ ค้านข้อจำกัดร่างกฎหมาย ชี้กีดกันวิจัยทหาร-ขัดนวัตกรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แสดงความเห็นในการประชุม โดยเห็นด้วยกับการแก้ไขร่างกฎหมายในมาตรา 4 ข้อย่อย (2) (4) และ (5) แต่ขอสงวนความเห็นในข้อย่อย (3) และเรียกร้องให้เปิดสไลด์ประกอบการอภิปราย พร้อมคัดค้านข้อจำกัดที่ไม่รวมการวิจัยด้านทหาร ซึ่งเห็นว่าขัดต่อนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมและยับยั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จึงเสนอให้เปิดโอกาสให้ผู้วิจัยเป็นเจ้าของผลงานได้ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอนุมัติเป็นรายกรณี

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภาและ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นครับ ท่านประธานครับ ผมได้สงวนความเห็นใน ส่วนของมาตรา ๔ ซึ่งมาตรานี้ทางกรรมาธิการก็มีการแก้ไขข้อความใน (๒) (๔) แล้วก็ (๕) ซึ่งผมต้องเรียนต่อท่านประธานนะครับว่าผมเห็นด้วยแล้วก็ไม่ติดใจในการแก้ไข ๓ วงเล็บ ดังกล่าว แต่ว่าที่ผมขอสงวนความเห็นจะอยู่ใน (๓) มาตรา ๔ โดยผมจะขอเพิ่มข้อความ อยากจะให้ทางฝ่ายโสตช่วยขึ้นสไลด์ (Slide) ให้หน่อยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ในมาตรา ๔ ก็กำหนดไว้ว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ แล้วก็มีทั้งหมด ๕ วงเล็บ (๓) ระบุไว้ว่าการวิจัยและ นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหารหรือการป้องกันประเทศ เฉพาะเพื่อการใช้ประโยชน์ทางการทหารหรือความมั่นคงของรัฐ นี่คือข้อความที่อยู่ใน (๓) โดยผมขอสงวนความเห็นเพิ่มเติมข้อความดังนี้ครับ เว้นแต่ผู้ให้ทุนโดยความเห็นชอบของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอนุมัติให้ผู้รับทุนเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม และปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ได้เป็นรายกรณี ท่านประธานครับ ที่ไปที่มาของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นไปเพื่อให้เกิดการส่งเสริมการใช้ ประโยชน์ของงานวิจัยนวัตกรรมต่าง ๆ ก็ต้องเรียนว่าที่ผ่านมาเราพบแล้วว่ามีงานวิจัยอยู่ไม่ น้อยเลยที่เป็นประโยชน์แต่ถูกทิ้งไว้บนหิ้ง ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อการ พัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นจึงเป็นที่ไปที่มาที่เกิดพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ต้องเรียนว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นก็มีการล้อหรือใกล้เคียงกับกฎหมายตัวหนึ่งของ ประเทศสหรัฐอเมริกานั่นคือกฎหมายที่ชื่อว่าบาย-โดลแอ็กต์ (Bayh-Dole Act) กฎหมาย บาย-โดลแอ็กต์ (Bayh-Dole Act) ฉบับนี้ออกตั้งแต่ปี ๑๙๘๐ พูดง่าย ๆ ก็คือประมาณ ๔๐ ปีที่แล้ว ภายหลังจากที่มีกฎหมายฉบับนี้ปรากฏว่าทำให้อุตสาหกรรมในประเทสหรัฐอเมริกา มีความเจริญก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งขึ้น เหตุผลง่าย ๆ สั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ คือพอมีกฎหมายฉบับนี้ แล้วเกิดช่องทางให้นักวิจัยหรือผู้ที่ได้รับทุนในการวิจัยจากรัฐบาลมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์ในผลงานวิจัยนั้น ๆ มันเป็นการกระตุ้นครับท่านประธานให้เกิดความสร้างสรรค์ ในทางเทคโนโลยี ให้เกิดการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อในท้ายที่สุดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์ ทีนี้อย่างนี้ครับท่านประธาน ใน (๓) พอเราไปจำกัดว่าในการวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับทางการทหารจะไม่ครอบคลุมอยู่ภายใต้ฉบับนี้ ผมก็มีความรู้สึกว่ามันมีความย้อนแย้ง นิดหนึ่งครับท่านประธาน มันมีความล้าหลัง ไม่ก้าวหน้าในการไปกำหนดใน (๓) แบบนี้ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการคุมกำเนิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลนี้ รัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น เป็น ๑ ในนิวเอสเคิร์ฟ (New S-Curve) นะครับ ที่ว่าล้าหลัง ล้าหลังอย่างไรครับ ท่านประธาน เรากำลังเขียนจดหมายที่สหรัฐเขียนไปแล้วเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว แต่ทำไม เราไม่เขียนให้ก้าวหน้ากว่าล่ะครับ ทำไมเราไม่เขียนให้ครอบคลุมให้สามารถเกิดงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับทางการทหารแล้วผลงานนี้ตกเป็นของผู้รับทุนหรือผู้วิจัยได้ ต้องยอมรับ ว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ในเกาหลีใต้ก็ดี หรือแม้แต่ในอิสราเอลมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับทางการทหารมากมาย สุดท้ายแล้วไปแตกหน่อออกผลแล้วเป็นผลประโยชน์ในด้านอื่น หรือเรียกว่าดูอัลยูส (Dual-Use) หรือแม้กระทั่งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยุทโธปกรณ์แม้ว่า ได้รับทุนจากรัฐแต่ก็ตกเป็นของบริษัทเอกชนผู้ดำเนินการวิจัยนั้น ๆ เพื่อสามารถต่อยอด อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ นี่คือที่ผมบอกว่ามันล้าหลังอย่างไรครับท่านประธาน และคุมกำเนิดอย่างไรครับท่านประธาน ทีนี้ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในชั้น กรรมาธิการที่เราพิจารณากันนี้ ข้อความที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้จริง ๆ แล้วไม่ได้เริ่มต้น จากตัวผมเองด้วยนะครับ ในที่ประชุมมีท่านอื่นที่ได้เสนอเพิ่มเติมข้อความนี้เข้ามา ตัวผมเอง เป็นเพียงแค่ส่วนเพิ่มเติมว่าขอให้เป็นอำนาจหรือดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่สุดท้ายแล้วทำไมร่างที่ออกมาจากกรรมาธิการถึงถูกตัดออกไปครับ เพราะว่าเรามีการ รับฟังความเห็นจากผู้แทนกระทรวงกลาโหม วันที่ผู้แทนจากกระทรวงกลาโหมมาก็ยก เรื่องของความมั่นคง เรื่องของความปลอดภัย เรื่องของว่างานวิจัยเหล่านี้มันควรที่จะต้อง ตกอยู่กับรัฐ มิใช่ไปอยู่กับเอกชนรายใด ซึ่งผมเรียนท่านประธานครับว่าแนวคิดแบบนี้คือ เป็นการเอาความมั่นคงนำทุกเรื่องในการบริหาร ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมคิดว่า ถ้ากรรมาธิการหรือเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้เชื่อว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ในการ พัฒนาอุตสาหกรรมในการต่อยอดประเทศจริง ๆ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องไปปิดกั้น ในการวิจัยด้านความมั่นคง เพราะอะไรครับ มันยังมีกฎหมายฉบับอื่นอีกมากมายครับ ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจ กระทรวงกลาโหมในการควบคุมตั้งแต่การผลิต การนำเข้า การมียุทธภัณฑ์ทั้งหลายที่มีลิสต์ (List) มากมายเลยครับ นั่นแปลว่าในกระบวนการทำการวิจัยถ้าหากบริษัทเอกชนหรือนักวิจัย ในสถาบันการศึกษาใด ๆ จะวิจัยอะไรที่เกี่ยวข้องกับทางการทหารแล้วต้องอาศัยวัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบอะไรต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้บัญชี พ.ร.บ. ควบคุมยุทธภัณฑ์ต้องขออนุญาตกับ ทางกระทรวงกลาโหมตลอด ไม่ใช่แต่เพียงขออนุญาตนะครับ ทุกเดือนยังจะต้องรายงาน บัญชีคงเหลือของยุทธภัณฑ์ให้ปลัดกระทรวงกลาโหมรับทราบ เพราะฉะนั้นมันมีกฎหมาย ที่ควบคุมอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะต้องไปเขียนกฎหมายฉบับนี้ไปครอบงานวิจัยที่เกี่ยวกับ ทางการทหารอีกครั้ง ดังนั้นผมเรียนสั้น ๆ เรียบง่ายเลยครับว่าถ้าหากเราเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้มีประโยชน์ที่จะส่งเสริมงานวิจัย เราเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะนำพาประเทศไทยให้ก้าวข้ามประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้ก็อย่าไปปิดกั้นครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ