ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แจ้งการมีอยู่ในที่ประชุมก่อนร่วมอภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑ เพื่อจัดสรร ส.ส. ตามสัดส่วนคะแนนเสียงประชาชนอย่างเป็นธรรมภายใต้ระบบบัตรเลือกตั้งสองใบ พร้อมยืนยันจุดยืนคัดค้านระบบเลือกตั้งแบบปี 2540 หรือระบบคู่ขนานที่อาจเอื้อประโยชน์เฉพาะพรรคการเมือง โดยชี้ว่าระบบดังกล่าวลดอำนาจฝ่ายค้านและไม่สอดคล้องกับบริบทการเมืองปัจจุบันที่ประชาชนสามารถพิจารณาการทำงานในสภาได้อย่างโปร่งใส
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชวลิต เลาหอุดมพันธ์
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุนท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ และท่านสมาชิกที่แปรญัตติแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑ ให้มี การคำนวณจำนวน ส.ส. รวมทั้งสภา รวมทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตรวมกัน ให้มีจำนวนสัดส่วนแต่ละพรรคตรงกับสัดส่วนคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกพรรค แต่ละพรรค หรือที่เราเรียกกันว่าระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ผมขอย้ำนะครับว่าพรรคก้าวไกล ของเรา สนับสนุนระบบบัตรเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ ไม่ใช่บัตรใบเดียวแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ต้องขอย้ำก็เพราะว่ามีผู้ไม่หวังดีกับพรรคก้าวไกล ชอบใส่ร้ายเรานะครับ อันนี้ต้องขอพูดนิดหนึ่ง โดยเขาสื่อสารบอกกับประชาชนว่าพรรคก้าวไกลของเราสนับสนุน ระบบบัตรเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว แบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือท่านนั้นคือจะบอกว่า ท่านสนับสนุนระบบเลือกตั้งของท่านแบบไหนก็บอกไปนะครับ แต่การไปโกหกประชาชนว่า พรรคก้าวไกลของเราสนับสนุนบัตรเลือกตั้งแบบใบเดียวแบบปี ๒๕๖๐ นี้ ผมถือว่าเป็น การกระทำที่ค่อนข้างน่าเกลียดมากเลย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วนะครับ ทั้งที่จริงพรรคก้าวไกล ของเราสนับสนุนบัตรเลือกตั้งแบบ ๒ ใบนะครับ ขอย้ำอีกครั้ง แต่เป็นระบบบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ที่ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของที่การคำนวณจำนวน ส.ส. แต่ละพรรคในสภา ที่เราจะมาเขียนวิธีการคำนวณในมาตรา ๙๑ นี้ จากเดิมของปี ๒๕๔๐ ที่ได้สัดส่วน ส.ส. ในสภาผิดเพี้ยนไปจากสัดส่วนคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกแต่ละพรรค เราก็เปลี่ยนให้ได้ สัดส่วนที่ตรงกัน สัดส่วนที่ตรงกันคืออะไร ก็คือประชาชนทั้งประเทศ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรค ก ครับ พรรค ก ก็ควรจะมี ส.ส. ในสภา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ตรงกัน ประชาชน ทั้งประเทศ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรค ข ครับ พรรค ข ก็ควรจะมี ส.ส. ในสภา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ตรงกัน ประชาชนทั้งประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรค ค ครับ พรรค ค ก็ควรจะมี ส.ส. ในสภา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ตรงกัน นี่คือสัดส่วนที่ถูกต้องนะครับ ไม่ใช่พรรค ก มีประชาชนทั้งประเทศเลือก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอในสภามี ส.ส. เหลือเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือพรรค ค มีประชาชนทั้งประเทศเลือกเพียงแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้จำนวน ส.ส. ในสภา เกินโอเวอร์ (Over) ไปเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือสัดส่วนที่ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนไม่ตรงกับ ความต้องการของประชาชน พรรค ก อาจจะเกือบชนะฉิวเฉียดในหลายเขต ทำให้ได้ ส.ส. เขตน้อย แต่คะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกมีมาก อันนี้ก็เป็นไปได้ อีกพรรคหนึ่งพรรค ค อาจจะเกือบแพ้ฉิวเฉียดในหลายเขต ทำให้ได้ ส.ส. เขตเยอะ แต่คะแนนเสียงที่ประชาชนเลือก มีไม่มาก อันนี้ก็เป็นไปได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งทั่วไป ถ้า ส.ส. คนหนึ่งพรรค ก เฉลี่ยแล้ว มีคะแนนเฉลี่ยต่อคน ๗๐,๐๐๐ เสียง ประชาชนเลือกคน ๆ นี้มา ๗๐,๐๐๐ เสียง มาดูอีกพรรคหนึ่งพรรค ค เขาก็ควรจะมีคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. ๑ คน ๗๐,๐๐๐ เสียงเท่ากัน อันนี้คือในสัดส่วนที่ถูกต้อง ไม่ใช่แบบที่ไม่ถูกต้องก็คือ พรรค ก ถ้าเกิดว่ามีคะแนนเฉลี่ย ต่อ ส.ส. ๑ คน มี ๗๐,๐๐๐ เสียง แต่พรรค ค ที่เกิดได้ ส.ส. เขตเยอะจากการชนะฉิวเฉียด ในแต่ละเขตพอเฉลี่ยคะแนนแล้ว ส.ส. คนหนึ่งมีประชาชนเลือกมามีแค่ ๔๐,๐๐๐ เสียง หรือ ๕๐,๐๐๐ เสียงแค่นั้นเอง อันนี้คือสัดส่วนที่ไม่ถูกต้องนะครับ ผิดเพี้ยน ไม่ตรงกับ ความต้องการของประชาชน ระบบเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลเสนอ เป็นการกำจัดข้อเสียของ ระบบเลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ ที่คำนวณได้สัดส่วนที่ผิดเพี้ยนไป เป็นวิธีที่คำนวณแล้ว ได้สัดส่วนที่ถูกต้องในสภา แล้วเป็นการกำจัดข้อเสียของระบบเลือกตั้งแบบปี ๒๕๖๐ ที่เป็น บัตรใบเดียวเปลี่ยนไปเป็นบัตร ๒ ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส. เขต อีกใบเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ตอบสนองต่อความต้องการและความสะดวกของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เป็นระบบที่กำจัด ข้อเสียของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทั้ง ๒ ฉบับ ไปสู่ระบบที่ดีกว่าทั้ง ๒ ฉบับนี้
ในอีกมุมมองหนึ่งถ้าจะมองหาข้อดีของระบบแบบปี ๒๕๔๐ หรือระบบ ที่เรียกว่าแบบคู่ขนานหรือเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ที่ทำให้ได้จำนวน ส.ส. ที่ผิดไปจาก คะแนนเสียงของประชาชน ข้อดีที่มันนอกเหนือจากการมีบัตร ๒ ใบ อาจจะมีข้อดีตรงที่ มีความเป็นไปได้ว่าจะมีพรรคหนึ่งที่มีจำนวน ส.ส. ในสภาเกินสัดส่วนคะแนนเสียง ที่ประชาชนเลือกไปมาก จนทำให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มันก็ฟังดูดีใช่ไหมครับ แต่มันก็คือการลดอำนาจฝ่ายค้านใช่ไหมครับ ลดอำนาจการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน มันก็หา ข้อดีได้แค่นี้ ก็คือรัฐบาลดูมีเสถียรภาพมากขึ้น แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นข้อดีสำหรับ ประชาชนหรือเปล่า หรือเป็นข้อดีสำหรับพรรครัฐบาลเท่านั้น ถ้าหากจะออกแบบระบบ เลือกตั้ง โดยคำนึงถึงให้พรรคตัวเองได้เปรียบไว้ก่อน ผมอยากจะบอกว่าการเอาคะแนน ผลคะแนนเลือกตั้งในอดีตผลการเลือกตั้งคราวที่แล้ว มาเป็นตัวพยากรณ์ว่าครั้งหน้า พรรคตนเองจะได้จำนวน ส.ส. เกินสัดส่วนที่ประชาชนเลือกมานี้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แล้วคิดว่าตัวเองจะได้เปรียบ ผมคิดว่าการคิดแบบนี้โดยไม่สนใจบริบทที่มันเปลี่ยนไป เราอาจจะพยากรณ์ผิดไปมากก็เป็นไปได้ บริบทเดิมพรรคก้าวไกลหรือพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยแสดงผลงานในสภาเลย แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนก็เห็นการทำงานแล้ว ใช่ไหมครับ มีข้อมูลการตัดสินใจมากขึ้นจากการทำงานในสภา ผมคิดว่าบริบทเปลี่ยนไปมาก แน่นอน
แล้วผมก็ขอเรียนไว้เลยนะครับว่า ถ้าหากพรรคก้าวไกลได้คะแนนเลือกตั้ง มากจนถ้าเกิดเราคำนวณแบบปี ๒๕๔๐ แล้วได้จำนวน ส.ส. เกินกว่าคะแนนเสียง ที่ประชาชนเลือก ผมก็ไม่ยินดีที่จะเอาเปรียบพรรคอื่นแบบนี้ หรือถ้าช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะถึงนี้ พรรคก้าวไกลเราเป็นพรรคที่มีความนิยมหลักมากที่สุด ผมก็จะละอายใจที่จะ หาเสียงกับประชาชนว่า ถ้าคุณชื่นชอบพรรคอื่นมากกว่า แต่ตอนนี้พรรคก้าวไกลมีความนิยม สูงกว่าก็มาเลือกพรรคเราเถอะ อย่าให้คะแนนเสียงตกน้ำในการเลือกพรรคอื่นเลย ผมจะละอายใจมากถ้าผมจะทำแบบนั้น แล้วก็ไม่อยากให้ระบบเลือกตั้งเช่นนั้นเกิดขึ้น และถ้าหากพรรคคู่แข่งของพรรคก้าวไกลได้จำนวน ส.ส. ในสภาน้อยไปกว่าสัดส่วนคะแนน ที่ประชาชนเลือกผมก็ไม่ยินดีเช่นกัน เราไม่สามารถพยากรณ์อนาคตได้นะครับว่า พรรคไหนจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ถ้าเรานำระบบเลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ หรือแบบ เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) มาใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจจะเป็นพรรคเพื่อไทยก็ได้ ขออนุญาตนะครับ เพราะว่าในอดีตเคยเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. เขตแบบนี้ หรืออาจจะ เป็นพรรคพลังประชารัฐก็ได้ ขออนุญาตนะครับ เพราะว่าบริบทมันเปลี่ยนไปมากใช่ไหม ปัจจุบันเป็นพรรครัฐบาล อาจจะมีความมั่นใจว่าได้เปรียบ ส่วนผมพรรคก้าวไกลก็อาจจะ ดูจากโพล (Poll) ความนิยามต่าง ๆ ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ใช่ไหมครับว่าเป็นพรรค ที่ได้เปรียบ แต่ผมก็ยังคิดว่าไม่แฟร์ (Fair) กับประชาชน แล้วผมก็ไม่ยินดีกับความได้เปรียบนั้น จะดีกว่าไหมถ้าเราใช้ระบบเลือกตั้งที่เป็นหลักประกัน ไม่ให้พรรคไหนต้องได้เปรียบ หรือเสียเปรียบพรรคไหนเลย ผมก็ขอสนับสนุนท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านธีรัจชัย ที่สงวนความเห็น แล้วขอเชิญชวนท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านแก้ไขปัญหาข้อเสียจากระบบ เลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ และ ปี ๒๕๖๐ ในคราวเดียวกัน โดยการสนับสนุนระบบการเลือกตั้ง แบบบัตร ๒ ใบ และได้จำนวน ส.ส. ในสภาในสัดส่วนที่ถูกต้องต่อไป ขอบคุณครับ