มณเฑียร ชี้รัฐธรรมนูญสร้างทัพสนาม เสียงข้างมากมืดตรวจสอบ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

มณเฑียร บุญตัน วิพากษ์วิจารณ์ปรากฏการณ์การเมืองที่เกิดจากเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จหรือการขาดเอกภาพในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเสนอแนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเพื่อความเสมอภาคที่แท้จริงและเรียกร้องระบบการเมืองที่สมดุลยิ่งขึ้น

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ผมเองไม่ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ แต่ว่าได้ฟังอย่างตั้งใจนะครับ ผู้อภิปราย ทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี ผู้ที่แปรญัตติและสงวนคำแปรก็ดี ท่านประธาน ฝันร้ายของ คนที่ติดตามการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตอนที่เราเฉลิม ฉลองรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในภาคประชาสังคมที่ร่วมกันผลักดัน เราเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สตรองเอกเซกคิวทิฟ (Strong Executive) คือมีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง มีความเป็นผู้นำและสามารถผลักดันประเทศ ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครนึก ไม่มีใครฝัน ก็คือว่า มันเกิดปรากฏการณ์ที่พวกเราหลายท่านพูดไปแล้วนะครับ ผมขอใช้คำใหม่ก็แล้วกันครับ มันเกิดปรากฏการณ์การเล่นการเมืองแบบทัพสนามเกิดขึ้น คือมันเป็นเรื่องของ แอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) คือเป็นเสียงข้างมากแบบล้นหลาม แบบท่วมท้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลายท่านอภิปรายไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสาทิตย์ ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยนามนะครับ ท่านอธิบายไว้อย่างชัดเจนที่สุด แล้วท่านเองก็ผ่านประสบการณ์นั้นมา ตอนนั้นผมยังไม่ได้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง แต่ก็เฝ้าดูนะครับ ไม่ได้ดูด้วยตาครับ คืออย่างนี้ครับ เมื่อการเมืองฝ่ายบริหารเข้มแข็งมาก แต่ว่าฝ่ายค้านไม่อยู่ในฐานะที่จะ ตรวจสอบถ่วงดุลได้ มันก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจ เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การลงเอย ที่ไม่พึงปรารถนา เราจะชอบหรือไม่ก็แล้วแต่นะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แม้ว่าจะพยายาม แก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ไปแก้ปัญหาระบบการเลือกตั้งที่ยังเปิดโอกาสให้เกิดสภาวะที่ เรียกว่า แอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) อาจจะเติมเต็มพลังขององค์กรอิสระ แต่องค์อิสระก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาแล้ว แล้วก็พยายาม จะไปดำเนินการแก้ไขเอา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แม้ว่าจะพยายามแก้ปัญหานี้แต่ก็สวิง (Swing) ไปอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายบริหารนั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะขับเคลื่อน แม้กระทั่งตั้งรัฐบาลก็ตั้งด้วยความยากลำบาก ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องปัดเศษ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคะแนนที่หลายท่านพอใจหรือไม่พอใจ อันนั้น ไม่ต้องพูดถึงนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นแอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) ก็ดี หรือคะแนนแตกฉานซ่านเซ็นจนไม่สามารถที่จะสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นก็ดี มันเป็นสิ่งที่ ไม่พึงปรารถนาทั้งคู่ ผมจึงมีความเห็นคล้อยตามไปในทางที่เป็นการจัดสรรปันส่วนโดยนำเอา คะแนน ส.ส. พึงมีจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมาคำนวณ ซึ่งหลายท่านโดยเฉพาะ ท่านสาทิตย์ได้อภิปรายชี้แจงไปแล้ว จะไม่พูดซ้ำ มาหักลบด้วย ส.ส. เขต แล้วก็จะได้ผลลัพธ์ เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ มันไม่สมบูรณ์หรอกครับ มันก็จะมีคนเถียงว่าแล้วที่เขาได้รับ การเลือกตั้งใน ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ (Party list) ทำไมเขาไม่ได้จำนวนมาก ทำไมจะต้อง มาหักลบด้วย แน่นอนครับ สภานี้มันเป็นสถานที่ประนอมอำนาจ เมื่อใดที่มันมีอำนาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะโดยการเข้าสู่อำนาจหรือการใช้อำนาจก็ดี มันย่อมก่อให้เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ความรุนแรงขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเรพพริเซนเททีฟ ดีมอกเครซี (Representative Democracy) ในอดีตมันจึงไม่ค่อยจะเวิร์ก (Work) ต่อไป มีการตั้งข้อคำถาม มีการแสดง ความกังขาต่อระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะว่ามันไม่ใช่ตัวแทนที่สะท้อน ความเป็นจริงของสังคมอีกต่อไป สังคมที่คนตัวเล็กตัวน้อย คนที่มีความหลากหลายภายใต้ ระบบสังคมแบบพหุภาคี กำลังเริ่มมีบทบาทและพยายามเรียกร้องขอสิทธิในการเข้ามา มีส่วนร่วม มันจึงมีคำใหม่ ขออนุญาตใช้ภาษาฝรั่งเกินความจำเป็นสักนิดหนึ่งนะครับ มันมีคำว่า อินคลูซีฟ ดีมอกเครซี (Inclusive Democracy) หรืออินคลูซีฟ อิควอลิตี (Inclusive Equality) มันเป็นเรื่องของความเสมอภาคถ้วนหน้าหรือความเท่าเทียมถ้วนหน้า ไม่ใช่ความเท่าเทียมของผู้มีอำนาจอยู่แล้ว ผู้มีอำนาจที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาต่อรอง ในการมีอำนาจอยู่แล้ว อันนั้นมันเป็นความเท่าเทียมในอดีต แต่ความเท่าเทียมที่เรียกว่า อินคลูซีฟ อิควอลิตี (Inclusive Equality) นี้ มันเป็นการเกลี่ย เป็นการเฉลี่ยความเท่าเทียม ให้แก่คนที่อาจไม่เคยมีเสียงมาก่อนในสังคม พี่น้องหลายท่านได้เคยฝันร้ายกับแอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) มาแล้ว คือเสียงข้างมากแบบท่วมท้นล้นหลามเป็นสิ่งที่ พวกเราหลายคนหวาดกลัวมาแล้ว และหลายคนก็รู้สึกผิดหวังกับระบบที่แทบจะตั้งรัฐบาล ไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามขนาดไหนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นความสุดโต่งในเรื่องของแอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) หรือเสียงข้างมากแบบท่วมท้นล้นหลาม กับเสียงที่แทบจะ จับต้นชนปลายไม่ได้ แตกฉานซ่านเซ็นไม่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างแน่นอน จึงอยากจะขอวิงวอนให้คณะกรรมาธิการก็ดี พี่น้องสมาชิกของทั้ง ๒ สภาก็ดี ได้โปรดพิจารณาทบทวน ผมคิดว่าทั้งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๖๐ ก็ดี มีสิ่งที่สามารถจะนำมาประยุกต์แล้วก็ใช้ให้เกิดประโยชน์ สังคมไทยไม่ใช่สังคมแบ่งขั้ว ทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการประนอมอำนาจ อันนี้พิสูจน์แล้ว พิสูจน์อีก ตั้งแต่ยุครัฐโบราณมาจนถึงยุคปัจจุบัน ใครในยุคใดที่มีอำนาจล้นเกินจนสุดโต่ง ก็จะมีปัญหาในระยะยาว เพราะฉะนั้นหาทางประนอมอำนาจ หลักอินคลูซีฟ อิควอลิตี (Inclusive Equality) ภายใต้ความหลากหลายความเป็นพหุภาคี และไม่เปิดโอกาสให้เกิด สิ่งที่เรียกว่าเสียงข้างมากแบบท่วมท้นล้นหลามนี่ล่ะครับ จะเป็นการประนอมอำนาจที่ดี ขอบพระคุณมากครับ