รังสิมันต์ ชี้แจงข้อเสนอเลือกตั้งใหม่ ชูเกณฑ์ 0.2% เปิดทางพรรคเล็ก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

รังสิมันต์ โรม แสดงความเห็นคัดค้านร่างแก้ไขมาตรา ๙๑ รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งบัตรสอง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในอดีตที่คะแนนเสียงไม่สะท้อนเป็นที่นั่งอย่างเที่ยงตรง และเรียกร้องให้รัฐสภาทบทวนการกลับไปใช้ระบบเดิมที่อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ พร้อมเสนอแนวทางการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 0.2 เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองขนาดเล็กมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันให้เกิดระบบเลือกตั้งที่ทันสมัยและส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นายรังสิมันต์ โรม กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับ มาตรา ๔ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมในฐานะ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ท่านประธานครับ สำหรับ การสงวนความเห็นของผมนั้นมีสาระสำคัญดังนี้

ประการแรก คือการกำหนดให้การเลือกตั้งบัตรใบที่ ๒ ใช้เขตประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น

ประการที่ ๒ พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงตามวรรคหนึ่ง น้อยกว่า ร้อยละ ๐.๒ ของคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้ง และมิให้นำคะแนนเสียงดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อหา สัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

ประการที่ ๓ เมื่อได้คะแนนดังกล่าวมาแล้ว จึงนำเอาไปคำนวณเพื่อหา คะแนนพึงมีของแต่ละพรรคการเมือง เมื่อได้จำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองพึงจะได้แล้ว จึงนำไปลบกับจำนวน ส.ส. เขตที่พรรคการเมืองนั้นได้มา จำนวนที่เหลือคือจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นควรจะได้

ประการสุดท้าย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการรับสมัครเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงคะแนน การลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้งและการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการคำนวณ จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ในกรณีที่มีการจัด การเลือกตั้งใหม่หรือในกรณีอื่น ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ นี่คือสาระสำคัญของมาตรา ๙๑ ที่ผมได้สงวนความเห็น เอาไว้ ทำไมผมต้องเสนอแบบนี้ ก็เพราะว่าพวกเราต่างก็มีบทเรียน มีบทเรียนว่า ในอดีตการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีความไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนต่อเสียงของพี่น้องประชาชน อย่างไร ผมลองยกตัวอย่างครับท่านประธาน เมื่อการเลือกตั้งครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยังบังคับใช้อยู่ พรรคการเมือง ก ได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากพี่น้อง ประชาชนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ คิดเป็น ๔๐.๖๔ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พรรคการเมือง ข ได้น้อยกว่าพรรคการเมือง ก คือคิดเป็นคะแนน ๒๖.๕๘ เปอร์เซ็นต์ ต่างกัน ๒ พรรคการเมือง อยู่ที่ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าเมื่อเอาคะแนนมาแปรเปลี่ยนเป็นที่นั่งในสภา พรรคการเมือง ก ได้ที่นั่งรวมเป็น ๔๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พรรคการเมือง ข กลับได้ที่นั่ง ลดลง คือ ๒๕.๖ เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างของ ๒ พรรคการเมืองนี้ขยายกว้างขึ้น โดยคิดเป็น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เป็นแค่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ นี่คือปัญหาที่แสดงให้เห็นว่าระบบ การเลือกตั้งที่เคยใช้มีปัญหา เป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน เมื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่ผมยกตัวอย่างมาแบบนี้ โดยไม่เอ่ยชื่อพรรคว่าเป็นพรรคอะไรนั้น เพราะผมคิดว่าชื่อพรรคการเมืองอะไรมันไม่สำคัญ มันเป็นเรื่องของหลักการ เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น ดังนั้นผมอยากให้พวกท่านทั้งหลายลองจินตนาการดู ลองจินตนาการว่า ถ้าท่านตกอยู่ในที่นั่งในสภาพเช่นเดียวกับพรรคการเมือง ข ท่านจะรู้สึกถึงความเป็นธรรม ของระบบเลือกตั้งที่บังคับใช้อยู่ในตอนนั้นหรือไม่ แล้วพี่น้องประชาชนที่เลือกพวกท่านเข้ามา จะรู้สึกถึงความเป็นธรรมหรือไม่ ปัญหาแบบนี้ผมเชื่อว่าในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ล้วนมองเห็นและทราบปัญหาแบบนี้ดี แต่ทำไมในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อมาตรา ๙๑ เรากลับยังคงดึงดัน เพื่อกลับไปหาระบบการเลือกตั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีปัญหาเกิดขึ้นไม่ถูกต้องเช่นนี้ คิดว่ารัฐสภาต้องยอมรับได้แล้วนะครับว่าระบบเลือกตั้ง ดังกล่าวไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่จะยอมรับ เราจะเพิกเฉยต่อระบบที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ จริง ๆ หรือครับ

ท่านประธานครับ ข้อเสนอที่ผมเสนอและได้สงวนเอาไว้นั้นอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นระบบเลือกตั้งที่พัฒนาจากที่เราเคยมีประสบการณ์เมื่อปี ๒๕๔๐ แล้ว เป็นระบบ ที่มีความเหมาะสมกับสังคมไทยในวันนี้ เป็นระบบที่ไม่ได้สร้างความยุ่งยากหรือเป็นภาระ ให้กับพี่น้องประชาชน การเลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ ยังมีอยู่ในคำสงวนที่ผมได้สงวน เอาไว้ เพียงแต่การคำนวณจะต้องทันสมัย ไม่โบราณเหมือนกับที่เกิดขึ้นในยุคเก่า นี่ไม่ใช่ การพาประเทศไทยกลับไปหายุคดั้งเดิม แต่คือการพาประเทศไทยไปยุคข้างหน้าที่สภาพของ สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

ในส่วนของประเด็นว่าเพราะเหตุใด ผมจึงเสนอให้มีการกำหนดขั้นต่ำ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์นั้น หากคิดเป็นสมการง่าย ๆ เรามี ส.ส. ๕๐๐ คน ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ของ ๕๐๐ คน ก็คือ ส.ส. ๑ คน ซึ่งหากเราใช้เกณฑ์นี้ในการคำนวณ แล้วเทียบกับผลเลือกตั้ง ตอนปี ๒๕๖๒ จะพบว่าคะแนนขั้นต่ำที่จะถูกเอามานับได้นั้น ก็คือ ๗๐,๐๐๐ คะแนน ซึ่งผม คิดว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ไม่มากจนเกินไป และเป็นการเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมือง ที่มีขนาดเล็กสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งจะสะท้อนความหลากหลายที่เรามีอยู่ ในสังคมไทยได้ นอกจากนั้นการกำหนด ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการคิดคะแนน ของพรรคการเมือง จะเป็นการแก้ปัญหาพรรคการเมืองปัดเศษ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในระบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ผมจึงอยากขอให้ รัฐสภาลองเปิดใจพิจารณาการสงวนความเห็นของผมที่ได้มีไว้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นธรรม ไม่ใช่กับแค่พรรคการเมือง แต่กับพี่น้องประชาชนที่เขาได้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย เรียนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ