ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 90 โดยเน้นการปรับปรุงกลไกการส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองให้มีความเป็นธรรมและครอบคลุมมากขึ้น ทั้งในด้านความไม่ซ้ำซ้อนของชื่อผู้สมัคร การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศที่สะท้อนความหลากหลายตามมาตรฐานสากล และการเปิดโอกาสให้กลุ่มต่าง ๆ มีตัวแทนในสภาผ่านระบบสัดส่วน โดยไม่ผูกพันกับการสมัครเขต เพื่อส่งเสริมความหลากหลายและเป็นธรรมในกระบวนการทางการเมือง
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แปรญัตติขอแก้ไขข้อความ ในมาตรา ๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยข้อความ ดังต่อไปนี้ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๐ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน มาตรา ๙๐
วรรคแรกการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละ ๑ บัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละ พรรคการเมืองนั้นต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
ส่วนวรรคสองที่ผมขอแปรญัตตินั้น มีการแก้ไขข้อความขอใช้ข้อความ ดังต่อไปนี้ การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่ง ต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาค ต่าง ๆ และความเท่าเทียมระหว่างเพศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีเหตุผลที่ประกอบ การแปรญัตติอยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน ถ้าดูจากรายละเอียดที่ผมแปรญัตตินั้น
ประการที่ ๑ ก็คือมีการตัดข้อความเดิมในมาตรา ๙๐ วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ออก ก็คือการขอตัดข้อความที่บอกว่าพรรคการเมืองที่จะมีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้งเท่านั้น ด้วยเหตุที่ว่า แน่นอนครับ ว่ากติกาของการแก้ไข ตลอดจนการเลือกตั้งใน ๒ ระบบนั้นมีความแตกต่างกัน ถึงแม้การเป็น ผู้แทนราษฎรนั้นจะมีศักดิ์และศรีที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นมาจากระบบใด สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าหลายพรรคการเมืองมีศักยภาพในการคัดเลือกและพร้อมในการส่งผู้สมัคร เพื่อเป็น ทางเลือกในการกำหนดนโยบาย ในการแสดงว่าเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ แต่อาจจะ ไม่มีศักยภาพหรือความสามารถในการแข่งขันระดับเขตเลือกตั้ง ไม่ได้หมายถึงว่า พรรคการเมืองเหล่านั้นไม่ได้สนใจการลงสมัครรับเลือกตั้งแบบเขต แต่ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ฉะนั้นจริง ๆ แล้วหากตัดประเด็นของการส่งการรับเลือกตั้งแบบเขตไป ก็สมควรที่จะให้ พรรคการเมืองเหล่านั้นยังมีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้อยู่ดี กฎเกณฑ์ กติกาแบบนี้จะได้ทั้งการที่เขามีสิทธิเลือกคนที่รัก ยังมีสิทธิที่จะเลือกพรรคที่ใช่ และแน่นอน ถ้าอาจจะติดขัดไม่ว่าการคำนวณคะแนนนั้นจะเป็นอย่างไร ก็ยังสามารถที่ใช้การคำนวณ คะแนนที่เรียกว่าในสัดส่วนที่ถูกต้องเหมาะสมได้ เพราะว่าถ้าเราใช้ระบบการคำนวณคะแนน แบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ก็จะดูว่าหากเขาไม่มีผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง หรือไม่มีผู้ได้รับ การเลือกตั้งในแบบเขตเลือกตั้ง ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการเลือกตั้งหรือมี ส.ส. ในแบบระบบ บัญชีรายชื่อได้ เราไม่ควรตัดสิทธิของกลุ่มสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) กลุ่มที่ผู้มีส่วน ได้เสียในประเด็นเฉพาะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องแอลจีบีที (LGBT) ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องที่ทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เขา ต้องการตัวแทนของเขาในระบบบัญชีรายชื่อ นั่นเป็นเหตุผลประการที่ ๑ ครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ผมไม่ลงรายละเอียด เพราะผมคิดว่าประเด็นที่ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้ให้ถึงเรื่องของวรรคสองของมาตรา ๙๐ เดิมนั้น ซึ่งจะแปรมาเป็นข้อความในมาตรา ๙๐ วรรคแรกของผมนั้น เป็นเหตุผลที่ตรงกัน ทั้งหมด ผมมีอีกประเด็นเดียวครับ ก็คือกรณีการขอแก้ไขข้อความในมาตรา ๙๐ วรรคสอง ตามที่ผมขอแปรญัตติ ความต่างเป็นแบบนี้ครับท่านประธาน ว่าแต่เดิมนั้น ในปี ๒๕๖๐ เราใช้คำว่า บัญชีรายชื่อต้องคำนึงจากภูมิภาคต่าง ๆ ผมไม่ได้ตัดแก้ข้อความดังกล่าว แต่ผม มีความประสงค์ที่จะขอตัดแก้ข้อความจากคำว่า และความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง เป็นความเท่าเทียมทางเพศ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่เป็นประเด็นที่คิดว่าเราจำเป็น ต้องทบทวนว่าพลวัตของโลกในปัจจุบันนั้น เพศมิได้หมายถึงแต่เพศที่เป็นเพศกำเนิด อีกต่อไป เพศไม่ได้ถึงแต่เพศที่เป็นเรื่องของเพศสภาพความเป็นชายและหญิงอีกต่อไป แต่เพศมีการเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น คนมีสิทธิที่จะเลือกการกำหนดว่าตนเองเป็นเพศใด และแน่นอนหากแม้จะลงรายละเอียดว่ายังมีชายและหญิง ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องของความเป็น ผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย คำนี้ไม่ใช่คำใหม่นะครับ อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่แล้ว ในมาตรา ๒๗ วรรคสาม ถึงแม้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ วรรคสอง จะพูดถึงคำว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่มีคำว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คำนี้ไม่ใช่คำใหม่ เพราะว่าเป็นคำที่มีการอธิบายความในคำว่า เจนเดอร์ อิควอลิตี (Gender Equality) หรือความเสมอภาคระหว่างเพศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นรายงานของเอสดีจี (SDG) รายงานของยูเอ็นวูเมน (UN Women) รายงานขององค์กรสหประชาชาติต่าง ๆ ว่าเพศ ต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางเพศ ฉะนั้นวันนี้หากเรายอมรับกันว่าเพศไม่ได้มีแต่ชาย และหญิง แต่เรายังเห็นว่าการกำหนดสัดส่วนนั้นยังมีความจำเป็น หรือการคำนึงถึงเรื่องนี้ ยังมีความจำเป็นที่ต้องถูกระบุในรัฐธรรมนูญ เพราะเหตุใดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการ ที่ควรจะก้าวหน้าไปกว่าเดิมถึงไม่เลือกที่จะมีการแก้ไขและกำหนดไปเลยว่า วันนี้เราต้องการ สัดส่วนของความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมทางเพศในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบของการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ผมนำเรียนทั้งหมดต่อท่านประธาน ผมว่าวันนี้สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะเป็นการแก้ไขชั่วคราว เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในฉบับของพี่น้องประชาชนในระยะถัดไป ฉะนั้นผมไม่ติดใจที่จะขอให้มีการลงมติในส่วนของ ผู้แปรญัตติในมาตรา ๙๐ แต่ผมคาดหวังและผลักดันว่าวันหนึ่งที่สังคมไทยจะยอมรับฉันทามติ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำว่า ความเสมอภาค หรือคำว่า ความเท่าเทียมทางเพศ จะเป็นคำที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ แทนคำว่า ชายและหญิง ผมขออนุญาตที่จะอภิปราย ปักหมุดในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ไม่ประสงค์หรือไม่ติดใจที่จะขอให้มีการลงมติในส่วนของผม ขอบคุณครับท่านประธาน