ณัฐพงษ์ สนับสนุนระบบเลือกตั้งสัดส่วนเป็นธรรม เปรียบเทียบความไม่สมดุล ส.ส.

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แสดงเหตุผลสนับสนุนการแปรญัตติปรับสัดส่วน ส.ส. โดยชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมของระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนานที่เอื้อพรรคใหญ่และกีดกันพรรคขนาดกลาง-เล็ก พร้อมเสนอระบบจัดสรรปันส่วนเปรียบเทียบที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ตรงกว่า ด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลคะแนนเสียงและที่นั่งของพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดความยุติธรรมในการจัดสรรอำนาจในสภา และเรียกร้องให้วุฒิสมาชิกทำหน้าที่เป็นด่านสุดท้ายเพื่อรับรองร่างแปรญัตติที่ส่งเสริมความหลากหลายและตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานครับ รัฐสภาของเราได้พิจารณาผ่านมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาแล้ว ว่าเราตกลงที่จะ กลับไปใช้สัดส่วนจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อแบบ ๔๐๐ : ๑๐๐ เหมือนกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดังนั้นครับท่านประธาน ที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายสงวนคำแปรญัตติ ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการจะแสดงเหตุผลที่ผมเห็นด้วยกับคำสงวนคำแปรญัตติของท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม เนื่องจากคำแปรญัตติของผมนั้นมีการระบุจำนวนสัดส่วนของจำนวน ส.ส. เป็น ๓๕๐ : ๑๕๐ จึงอาจจะไม่สามารถไปขัดแย้งกับการลงมติของรัฐสภาที่ผ่านมาแล้วได้ แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดของระบบเลือกตั้งของคำแปรญัตติของผม มีความละม้ายคล้ายคลึง แล้วเหมือนกับท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ครับ ท่านประธานครับ ตามร่างกรรมาธิการ ที่ได้เสนอเข้าสู่สภามาในมาตรา ๙๑ นี้เป็นระบบเลือกตั้งที่ได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็น ในหน้าประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทยที่ผ่านมาแล้วว่า เป็นระบบที่มีช่องโหว่ อยู่มากมายพอสมควร อาทิ การเกิดกรณีผู้ชนะกินรวบประเทศ เป็นระบบเลือกตั้งที่ไม่เปิด โอกาสให้กับผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ และเป็นระบบเลือกตั้งที่บิดเบือนเจตจำนง ไม่สะท้อนเสียงของ พี่น้องประชาชนตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายกันไปพอสมควรแล้ว ในฐานะ ผู้แปรญัตติในมาตรานี้ ผมจึงจะขอใช้สิทธิในการย้ำเตือนเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ว่านี่คือ ปราการด่านสุดท้ายที่จะกอบกู้และป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย พวกเราจะต้อง มาช่วยกันออกแบบระบบการเลือกตั้งที่ดี เพื่อให้พวกเรามีระบบการเลือกตั้งที่จะช่วยป้องกัน การเกิดเหตุการณ์ผู้ชนะกินรวบประเทศ เปิดโอกาสให้กับทุกคนในสังคมได้มีที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นระบบเลือกตั้งที่แสดงเจตจำนง และสะท้อนเสียงของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเป็นเนื้อหาที่มีความซับซ้อน เป็นประเด็น ละเอียดอ่อน ผมจะขออนุญาตท่านประธานใช้วิธีการนำเสนอโดยการฉายแผนภาพประกอบ แสดงสูตรคำนวณคร่าว ๆ เป็นตุ๊กตาที่คำนวณอย่างง่าย ๆ นะครับท่านประธาน รบกวน ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์นำสไลด์ (Slide) เวอร์ชัน (Version) แรกที่เป็นสัดส่วน ๔๐๐ : ๑๐๐ นำขึ้นในสภาด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

แล้วผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าผมอาจจะขอใช้เวลาเกินสักเล็กน้อย แต่รับรองว่า จะใช้เวลาในสภาอย่างคุ้มค่าที่สุด ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมต่อจากนี้ จะใช้วิธีการยกตัวอย่างการคำนวณผลการเลือกตั้ง เพื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบคู่ขนาน ตามร่างที่กรรมาธิการยกร่างเข้าสู่สภามากับระบบจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง หรือระบบที่ผม จะเรียกต่อไปนี้ว่าเป็นระบบแบบก้าวไกลตามคำสงวนคำแปรญัตติของผมนะครับ ทุกท่านครับสไลด์ (Slide) หน้านี้แสดงโจทย์ผลคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เหมือนกันระหว่าง ๒ ระบบ ผมได้ยกตัวอย่างว่ามีพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น ๖ พรรค ก็คือ พรรคเอ (A) พรรคบี (B) พรรคซี (C) พรรคดี (D) และพรรคอี (E) ๕ พรรค ซึ่งมีผลการ เลือกตั้งดังที่ปรากฏในตาราง ข้อสังเกตในสไลด์ (Slide) หน้านี้ก็คือพรรคเอ (A) และพรรคบี (B) เป็นตัวอย่างของพรรคการเมืองใหญ่ ก็คือพรรคเอ (A) ได้สัดส่วนบัตรใบเลือกตั้งใบที่ ๒ หรือที่เป็นบัตรเลือกตั้งเลือกพรรคหรือบัญชีรายชื่อ ถึง ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์เท่ากับพรรคบี (B) แต่พรรคเอ (A) ชนะการเลือกตั้งแบบ ส.ส. เขตอย่างล้นหลาม ก็คือได้ ส.ส. เขต ๑๙๐ เก้าอี้ ส่วนพรรคบี (B) พรรคซี (C) พรรคดี (D) และพรรคอี (E) ก็เป็นพรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก ไล่เรียงลงมากันตามลำดับ ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือพรรคอี (E) ไม่ได้รับการเลือกตั้งจำนวน ส.ส. เขตเลย แต่ว่ายังคงได้รับสัดส่วนคะแนนเสียงบัตรใบเลือกตั้งที่ ๒ อยู่ที่ ๒.๖๗ เปอร์เซ็นต์

จากผลลัพธ์ผลคะแนนเสียงของการเลือกตั้งเดียวกัน เมื่อสักครู่ผมได้ทดลอง จำลองการคำนวณจำนวน ส.ส. ที่นั่งในสภาระหว่างระบบคู่ขนานกับระบบแบบก้าวไกล หรือระบบจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง ได้ผลลัพธ์ตามตารางซ้ายมือและขวามือที่ทุกท่าน กำลังเห็นอยู่นี้ ข้อสังเกตของในสไลด์ (Slide) หน้านี้ ลองเปรียบเทียบกันก็คือถ้าเป็นระบบ คู่ขนานตามที่กรรมาธิการเสนอมานี้ พรรคเอ (A) ได้ ส.ส. เขตไปเยอะแล้ว ๑๙๐ ที่นั่ง ก็ยังได้ ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก ๓๓ ที่นั่งครับ ๓๓ ที่นั่งมาจากไหน ก็คือเอา ๑๐๐ ที่นั่ง ที่เป็นจำนวนสัดส่วน ส.ส. ในสภาคูณกับ ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นพรรคเอ (A) ก็จะได้จำนวนรวม ส.ส. ในสภา ๒๒๓ ที่นั่ง เปรียบเทียบกับระบบแบบก้าวไกลหรือระบบ จัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง ในตารางสีชมพูด้านขวามือทุกท่านจะเห็นได้ว่า ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ เอาไปคำนวณเป็นจำนวน ส.ส. พึงมีก่อน ซึ่งพรรคเอ (A) ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขต ๑๙๐ ที่นั่ง เกิน ๑๖๗ ที่นั่งไปแล้ว ดังนั้นก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่ออีก ทำให้ พรรคเอ (A) ยังคงมีจำนวน ส.ส. ในสภาอยู่ที่ ๑๙๐ ที่นั่งนั่นเอง ผมไม่ขอลงรายละเอียด ในการคำนวณส่วนที่เหลือนะครับ ก็ใช้หลักการคำนวณละม้ายคล้ายคลึงกับแบบเอ็มเอ็มพี (MMP) แต่ตามสิ่งที่แสดงให้เห็นในตารางนี้ทุกท่านจะเห็นได้ว่า ๒ พรรคใหญ่ ก็คือพรรคเอ (A) กับพรรคบี (B) ที่มีลูกศรสีแดงชี้ลงนั้น หมายถึงว่าหากคำนวณด้วยระบบแบบก้าวไกล เขาจะได้จำนวน ส.ส. น้อยกว่าระบบคู่ขนาน แต่ในขณะเดียวกันพรรคซี (C) พรรคดี (D) และพรรคอี (E) ที่เป็นพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กจะได้รับจำนวนการจัดสรร จำนวน ส.ส. ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าระบบคู่ขนาน พูดง่าย ๆ ก็คือระบบมันพยายามเกลี่ยให้เกิด ความเป็นธรรมมากขึ้น แต่ผมเข้าใจดีครับ ทุกท่านอาจจะบอกว่าก็ในเมื่อเขาได้รับเลือกตั้ง ด้วยผลคะแนนการเลือกตั้งแบบนั้น ก็สมควรแล้วหรือเปล่าที่พรรคเอ (A) จะได้จำนวน ส.ส. สูงถึง ๒๒๓ ที่นั่ง

ผมอยากจะเชิญชวนทุกท่านไปดูผลลัพธ์ในสไลด์ (Slide) หน้าถัดไปครับ สไลด์ (Slide) หน้านี้นะครับทุกท่าน เป็นการแสดงให้เห็นถึงค่าความคลาดเคลื่อนครับ ค่าความคลาดเคลื่อนในที่นี้ก็คือคำนวณโดยค่าจุดร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ให้เห็นความต่างระหว่างสัดส่วน ส.ส. ในสภาเทียบกับสัดส่วนของ ผลคะแนนเลือกตั้งครับท่านประธาน ทุกท่านจะเห็นได้ว่ายิ่งค่าความคลาดเคลื่อนมีค่า ความคลาดเคลื่อนสูง ยิ่งหมายถึงว่าจำนวน ส.ส. ในสภาบิดเพี้ยน ไม่ตรงกับเจตจำนง ของประชาชน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างกรณีพรรคเอ (A) ด้วยระบบคู่ขนาน สัดส่วน ใบเลือกตั้งใบที่ ๒ ได้รับผลการเลือกตั้งอยู่ที่ ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีจำนวนสัดส่วน ส.ส. ในสภาสูงถึง ๔๔.๖ เปอร์เซ็นต์ คิดคำนวณค่าความคลาดเคลื่อน ก็คือเอา ๒ เปอร์เซ็นต์ ลบกัน ได้ประมาณ ๑๑.๒๗ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ต่างกันครับ ลองมาดูกับตารางสีแดง พรรคเอ (A) เหมือนกัน เปอร์เซ็นต์บัตรใบเลือกตั้งที่ ๒ ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่คิดด้วยระบบแบบก้าวไกลหรือจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง เราจะเหลือ เปอร์เซ็นต์ ส.ส. ในสภาแค่ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ค่าความคลาดเคลื่อนจากเจตจำนงของประชาชน เหลือแค่ ๔.๖๗ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) เท่านั้นครับท่านประธาน ผมไม่ขอลงรายละเอียดในพรรคที่เหลือทั้งหมดนะครับ คำนวณแบบเดียวกัน รวมออกมา ผลรวมทั้งหมดเท่ากับว่าระบบเลือกตั้งที่กรรมาธิการเสนอเข้าสู่สภามานี้ มีค่าความคลาดเคลื่อน มากกว่าระบบที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม และพวกผมได้แปรญัตติไว้สูงถึง ๓ เท่าตัว ก็คือระหว่าง ๒๙.๐๘ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ต่อ ๙.๓๔ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ครับท่านประธาน

จากการอภิปรายทั้งหมดของผมมาจนถึงจุดนี้ ถ้าทุกท่านได้ติดตามมา โดยตลอด ผมเชื่อว่าผมได้พิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นแล้วด้วยวิธีการการคำนวณทางคณิตศาสตร์ แบบง่าย ๆ ว่าระบบแบบคู่ขนานที่กรรมาธิการพิจารณายกร่างมามีจุดอ่อนที่สำคัญเพียงใด และระบบการคำนวณจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง แบบที่พวกผมได้เสนอเข้าสู่สภาตามคำแปรญัตติ มานี้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่าจะเป็นระบบการเลือกตั้งที่ป้องกันพรรคใหญ่ พรรคนายทุน เข้ามากินรวบประเทศได้ เป็นระบบการเลือกตั้งที่เป็นธรรมเปิดโอกาสให้กับคนทุกกลุ่ม อาทิ ผู้ใช้แรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้พิการ และผู้มีความหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ทั้งประเทศ ไม่ได้รวมตัวอยู่ที่เขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งเข้ามามีปากมีเสียงในสภาได้ และเป็นระบบ ที่แสดงเจตจำนงและสะท้อนเสียงความต้องการของพี่น้องประชาชน

ด้วยเหตุและผลที่ผมกล่าวทั้งหมดมานี้ ผมจึงอยากให้สมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน โดยเฉพาะจากฝั่งของวุฒิสภา ท่านไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากระบบ เลือกตั้งที่เราพิจารณากันอยู่นี้ แต่ผมเชื่อว่าท่านกำลังเฝ้ามองประเทศนี้ด้วยความเป็นห่วง อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ท่านกำลังจะหมดสิทธิ หมดอำนาจ สิ้นสภาพในการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จงใช้สิทธิใช้เสียงของท่าน ลงคะแนนในมาตรานี้ ใช้อำนาจที่จะเป็นปราการด่านสุดท้ายช่วยทำลายระบบพรรคนายทุน ระบบที่ผู้ชนะกินรวบประเทศ ด้วยการโหวตไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ และหันมา โหวตเห็นด้วยกับร่างที่ผมและเพื่อนสมาชิก ส.ส. รังสิมันต์ โรม ได้ขอสงวนคำแปรญัตติ และแปรญัตติมา เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ขอบคุณครับท่านประธาน