เสรี เปิดแนวคิดแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เสนอเขตใหญ่ ได้ ส.ส. หลายพื้นที่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือการปรับปรุงระบบการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เพื่อให้ประชาชนมีตัวแทนหลากหลายพรรคในสภา แทนการเลือกตั้งเขตเล็กแบบคนเดียว ซึ่งไม่สะท้อนเสียงของผู้แพ้ และเสนอให้ใช้เกณฑ์ประชากร 160,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมและลดความขัดแย้งทางการเมือง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๘๖ ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ ก็คงข้ามจากมาตรา ๘๕ ซึ่งผมก็ได้สงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติไว้ด้วย แต่เนื่องจาก เกรงว่าจะไม่ได้นำเสนอ ก็เลยพูดไปตั้งแต่มาตรา ๓ เลยนะครับ ซึ่งก็ถือว่าตรงนั้นผ่านไป ท่านประธานครับ ในมาตรา ๘๖ ที่ผมได้เสนอเป็นคำแปรญัตติไว้นี้ ก็เป็นหลักการเดิมที่ผม ได้กราบเรียนไปแล้วว่า ในการที่จะกำหนดเขตเลือกตั้งนั้น การจะแบ่งเขตเลือกตั้งดังกล่าวนั้น ผมก็ให้ความสำคัญไปที่เสียงของพี่น้องประชาชน ที่จะต้องให้ความสำคัญว่าเขาจะต้อง มีตัวแทน ถึงแม้ว่าคนแรกจะได้พรรคการเมืองหนึ่งไปแล้ว และพรรคที่ ๒ หรือพรรคที่ ๓ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นเขตเดียว คนเดียว มันก็จะทำให้ไม่มีตัวแทนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งผม ได้กราบเรียนแล้วว่าสิ่งที่เราได้ดำเนินการผ่านมานั้น เราได้กำหนดให้เป็นพื้นที่เขตเดียว คนเดียว ก็คือเป็นเขตเล็กซึ่งมีข้ออ่อนด้อย ที่ผมเสนอไปว่าเขตเล็กซื้อเสียงง่าย นั่นหมายความ ว่าเขตที่มีพื้นที่จำกัด แล้วถ้าหากไปมีใครที่ไม่สุจริตก็จะใช้เงินไปซื้อเสียง ซึ่งใช้จำนวนไม่มาก เท่ากับเขตใหญ่ แต่มิได้หมายความว่าคนที่ผ่านการเลือกตั้งเขตเล็กที่ผ่านมานั้นจะใช้เงิน ซื้อเสียงหรือเข้ามาแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความไกลถึงขนาดนั้นนะครับ พอดีมีท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปว่าเขตเล็กนั้น สามารถที่จะสะท้อนเสียงได้และเขา ไม่ได้ซื้อเสียง ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ได้เจตนาที่จะไปก้าวล่วงถึงท่านผู้ใด แต่พูดในหลักการว่า ถ้าหากว่าเรามีพื้นที่เขตใหญ่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มากกว่า ๑ คน แล้วถ้าแบ่งจำนวนประชากรแล้ว เดิมทีใช้ ๑๕๐,๐๐๐ คน ได้ ส.ส. ๑ คน ในข้อเสนอของผมนั้น ก็เห็นว่าประชากรในปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น ก็เสนอให้จำนวนประชากร ๑๖๐,๐๐๐ คน จะได้ผู้แทนหรือ ส.ส. ๑ คน และในเขตพื้นที่นั้นมีจำนวน ส.ส. ได้ ๑-๓ คน แต่ต้องมากกว่า ๑ คนเป็นสำคัญ ก็จะทำให้คนที่ได้ลำดับที่ ๒ ลำดับที่ ๓ มีโอกาสจะได้ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ดีกว่าเขตเดียวได้สมาชิกหรือ ส.ส. เพียงคนเดียว มันก็ทำให้คนที่แพ้การเลือกตั้งนั้น ไม่มีตัวแทนของพี่น้องประชาชนในกลุ่มนั้นนะครับ อันนี้ก็คือภาพสะท้อนครับว่า สิ่งที่อยากจะเสนอกับสภาให้ช่วยกันพิจารณาว่าในการจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วเรายังคงยืนยันให้เป็นเขตเดียว คนเดียวนั้น เราแก้รัฐธรรมนูญทั้งทีประชาชน ไม่ได้อะไร สิ่งที่ได้ก็คือบรรดานักการเมืองของพวกเรากันเองนี่ล่ะครับที่มีความต้องการ แล้วก็ทุกพรรคมีความฝัน ฝันว่าถ้าแก้อย่างนี้แล้ว คะแนนเสียงที่จะรับการเลือกตั้งน่าจะ ได้มากขึ้นกว่าเดิม อันนี้ก็คือเป็นแนวคิดของทุกคน แล้วก็เชื่อว่าทุกพรรค โดยหวังว่า ถ้าหากว่าแก้แล้วจะได้ประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงแล้วตรงนั้นจะไม่สะท้อนเสียงของ พี่น้องประชาชน ก็เลยกราบเรียนนะครับในมาตรา ๘๖ นี้ก็เป็นการเชื่อมโยงมานะครับ อยากให้ช่วยกันพิจารณาว่า พื้นที่ใหญ่มันสามารถที่จะสะท้อนความต้องการของพี่น้อง ประชาชน สามารถที่จะให้ประชาชนมีตัวแทนของเขาเข้ามาทำหน้าที่ในสภา มิฉะนั้นแล้ว ถ้าเขาไม่มีตัวแทนเขาก็ต้องไปรวมกลุ่มกัน เมื่อรวมกลุ่มกันแล้วก็ออกมาเรียกร้อง ใครแพ้ การเลือกตั้งก็มารวมกลุ่มไล่ฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง มันก็จะอยู่สภาพนี้กันตลอด เพราะฉะนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่เป็นกติกา เป็นรัฐธรรมนูญที่เราใช้กันมาในช่วง ๒๐ ปีหลังนี้ มันเลยทำให้พี่น้องประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย แล้วก็ไม่มีปาก ไม่มีเสียง ในสภา เขาก็เลยต้องใช้วิธีการรวมตัวกัน แล้วก็ต้องมาต่อสู้กันนอกสภา มันก็จะเกิดเป็น พายเรือในอ่างวนเวียนกันอยู่แบบนี้ มันไม่สามารถที่จะพัฒนาการเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นนี่คือการเมืองแบบไทย ๆ เราครับ บางทีเราไปเอาตัวอย่างต่างประเทศมา วัฒนธรรมของเราก็อย่างหนึ่ง ของเรานี้เราศึกษาด้วยตัวเราเอง เราเจ็บปวด เราพบปัญหา เราพบความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วสิ่งที่เราได้พบนั้นเราก็ไม่แก้ไข เราก็ยังยืนยัน ในหลักการเดิมของเรา ดังนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่า สิ่งที่ผมเสนอนี้เป็นสิ่งที่ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แล้วผมยังกราบเรียนว่าถ้าหากว่าในแต่ละพื้นที่มีตัวแทน ของแต่ละพรรคการเมือง นั่นหมายความว่าประชาชน ๑ คน ยังมีสิทธิเลือกผู้สมัคร ได้ ๑ เบอร์เท่านั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนนะครับ เลือกเป็นบัญชีพรรคไปเลย ส.ส. นี่นะครับ เลือกเป็นบัญชีเลย ก็เคยเคยเลือกตั้งมาแล้ว ก็คือพอเลือกไปแล้วอาจจะได้พรรคนั้น พรรคเดียวไปเลย แต่สิ่งที่ผมเสนอก็คือ ๑ คน เลือกได้แค่ ๑ พรรค แต่ละพรรคก็จะมีตัวแทน ในแต่ละพื้นที่นะครับ แล้วอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าภาคนิยมมันจะต้องสลายเลิกกันไป ความปรองดองจะกลับคืนมาว่า แต่ละพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็จะมีตัวแทนในแต่ละพื้นที่ ของตัวเอง คนที่เคยได้ภาคใต้ก็จะไปได้ภาคเหนือ ภาคอีสาน พรรคที่ได้จากภาคเหนือ ภาคอีสานก็จะได้ภาคกลาง ภาคใต้กระจัดกระจายกันไป ประชาชนทุกคนจะมีตัวแทน ของตัวเขาเองอยู่ในทุก ๆ พื้นที่ ดีกว่าแพ้ชนะกันได้ไปคนเดียว อีกครึ่งหนึ่งไม่มีตัวแทนเลย ทุกข์สุขของพี่น้องประชานก็ไม่มีใครดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะต้องเอาคนรู้จัก เอาคนใกล้ชิด เอาคนสนิทชิดเชื้อไปดูแลกันเสียส่วนใหญ่ แต่คนอื่นก็ไม่มีตัวแทนอย่างที่ กราบเรียน ดังนั้นข้อเสนอที่ผมกราบเรียนมานี้ นี่คือภาพสะท้อนที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ถ้าสภาเราเห็นความสำคัญว่า ประชาชนก็คือผู้สำคัญที่เป็นเจ้าของประเทศที่จะต้องดูแล ทุกข์สุขเขา เขาจึงต้องมีตัวแทนของเขาในการมาทำหน้าที่ ไม่ว่าจะในฝ่ายบริหารหรือ ในฝ่ายนิติบัญญัติ ก็เลยกราบเสนออยู่ในมาตรา ๘๖ ดังกล่าวนี้ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน